<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การปลูกกล้วย Archives - วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</title>
	<atom:link href="https://farm.vayo.co.th/blog/tag/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://farm.vayo.co.th/blog/tag/การปลูกกล้วย/</link>
	<description>Natural agriculture and holistic health center</description>
	<lastBuildDate>Wed, 24 Jan 2024 03:10:52 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	
	<item>
		<title>การปลูกกล้วย : กสิกรรมไร้สารพิษ</title>
		<link>https://farm.vayo.co.th/blog/banana-planting/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[vayogroup]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 19 Jun 2021 23:34:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ไม้กลาง ( ไม้ผล - ผลไม้ )]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูกกล้วย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://farm.vayo.co.th/blog/?p=1902</guid>

					<description><![CDATA[<p>กล้วยแบ่งเป็นกลุ่มประเภทใหญ่ๆ ได้ดังนี้ กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยเล็บมือนาง   ศักยภาพของผลผลิตกล้วย  ในพื้นที่ 1 ไร่ หากให้แนะนำตามหลักวิชาการคือ  ระยะปลูกกล้วยไข่ คือ 2 × 2 เมตร ก็จะได้จำนวนต้น 400 ต้น ต่อไร่...</p>
<p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/banana-planting/">การปลูกกล้วย : กสิกรรมไร้สารพิษ</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3><strong>กล้วยแบ่งเป็นกลุ่มประเภทใหญ่ๆ ได้ดังนี้</strong></h3>
<ul>
<li>กล้วยหอม</li>
<li>กล้วยน้ำว้า</li>
<li>กล้วยไข่</li>
<li>กล้วยเล็บมือนาง</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศักยภาพของผลผลิตกล้วย  ในพื้นที่ 1 ไร่ </span><span style="font-weight: 400;">หากให้แนะนำตามหลักวิชาการคือ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระยะปลูกกล้วยไข่ คือ 2 × 2 เมตร ก็จะได้จำนวนต้น 400 ต้น ต่อไร่ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งในพื้นที่ปลูกจริงของเกษตรกรมักจะปลูกชิดกว่านั้น คือ ระยะ 1.5 x 2 เมตร ซึ่งจะได้จำนวนต้นราว 500 ต้น ต่อไร่ โดยระยะปลูกที่แตกต่างกันนั้นก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ในพื้นที่ปลูกระยะชิดคือ ระยะ 1.5 x 2 เมตร ได้จำนวนต้นที่มากกว่าก็จริง แต่หากไม่เจอมรสุม ไม่มีลมแรง ก็จะทำกำไรแก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าบังเอิญในปีนั้นลมแรงมาก เกิดมรสุม เจอลมพายุ การปลูกกล้วยไข่ระยะชิด 1.5 x 2 เมตร สวนกล้วยไข่จะไม่มีช่องให้ลมพัดผ่าน จะเป็นแนวบังลมเมื่อต้นกล้วยมันล้ม 1 ต้น มักจะล้มแบบโดมิโน่ คือ ล้มกันเป็นทอดๆ เลยทีเดียว </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากใช้ระยะปลูก 2. × 2 เมตร อาจจะได้จำนวนต้นน้อยกว่าก็จริง แต่กลับมีช่องว่างให้ลมพัดผ่านได้อย่างสบาย ไม่ต้านแรงลมมากนัก หรือหากเกิดความเสียหายกลับพบการโค่นล้มน้อยกว่าระยะชิดอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเกษตรกรที่ปลูกกล้วยไข่ในแต่ละพื้นที่ ก็ควรพิจารณาสภาพพื้นที่ของตนว่ามีปัญหาความเสี่ยงเรื่องลมหรือไม่ จะได้นำแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเกิดผลกำไรแก่ตัวเกษตรกรเอง ซึ่งในบางพื้นที่จะต้องปลูกพืชชิดอื่นเพื่อเป็นแนวกันลมช่วยอีกทางรอบๆ สวนกล้วยไข่ เช่น ปลูกไผ่เป็นแนวกันลม แล้วไม้ไผ่ก็จะถูกนำมาใช้ในการค้ำยันต้น หรือเครือกล้วยได้ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3><strong>เริ่มต้นปลูกกล้วย</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ไถพื้นที่ด้วยผาน 3 ก็เพียงพอ </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">จากนั้นก็จะจ้างคนมาขุดหลุมปลูก ให้หลุม กว้าง x ยาว x ลึก ราวๆ 30 x 30 x 30 เซนติเมตร </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">โดยระยะปลูกที่แนะนำก็คือ 2 x 2 เมตร 1 ไร่ จะปลูก ได้ 400 ต้น </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การปลูกก็วางหน่อพันธุ์ลงหลุม ถ้าทำได้ควรวางหน่อพันธุ์ให้ด้านที่ติดกับต้นแม่อยู่ในทิศเดียวกัน</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> กลบดินลงหลุมปลูกและกดดินให้แน่น </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">จากนั้นก็ต้องรดน้ำให้ชุ่ม </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ในช่วงแรกอาจจะต้องมีการกำจัดวัชพืชให้กล้วย พอกล้วยโตก็จะหมดปัญหา </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สำหรับการใส่ปุ๋ย ต้องใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมทุกครั้งที่ปลูก ด้วยปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยคอกเก่า ประมาณ 1 กำมือใหญ่ๆ โดยอาจจะใส่ปุ๋ยอินทรีย์สูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 16-16-16 อีกเล็กน้อย คลุกเคล้าร่วมกับจุลินทรีย์ หน่อจะโตเร็ว </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">จากนั้นไปเกษตรกรก็จะบำรุงหน่อให้เจริญทางลำต้นด้วยปุ๋ยอินทรีย์สูตรเสมอ สลับกับปุ๋ยอินทรีย์สูตรเพิ่มไนโตรเจน ( 46-0-0 ) กระตุ้นการเจริญเติบโต </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">โดยจะใส่ให้ทุกๆ 15 &#8211; 30 วัน ตามความสมบูรณ์ของต้น การใส่ปุ๋ยจะใส่จนถึงการเก็บเกี่ยว ในการใส่ปุ๋ยก็โรยรอบๆ โคนต้นให้ห่างออกมาอย่างน้อย 1 คืบมือ </span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การดูแลต้นกล้วยหลังปลูกลงดิน</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การให้น้ำแก่ต้นกล้วย แม้ว่าต้นกล้วยเป็นพืชที่ค่อนข้างทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ </span><span style="font-weight: 400;">แต่ถ้าปลูกกล้วยเป็นการค้า การให้น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งกล้วยมีความต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ เนื่องด้วยกล้วยเป็นพืชใบใหญ่ ลำต้นอวบน้ำ และน้ำจะช่วยส่งเสริมเรื่องของการเจริญเติบโต เช่น ในช่วงหน้าแล้งจึงไม่ควรให้ต้นกล้วยขาดน้ำ หน้าดินควรมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพราะรากกล้วยส่วนใหญ่จะเจริญและแผ่กระจายเป็นจำนวนมากบริเวณผิวดิน วิธีการให้น้ำแก่ต้นกล้วยมีหลายวิธี เช่น ใช้สายยางเดินรด, ติดตั้งระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ ปล่อยน้ำเข้าร่องปลูก ฯลฯ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>วิธีการใส่ปุ๋ยแก่ต้นกล้วย</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ค่อนข้างมีความสำคัญ ส่งผลถึงการเจริญเติบโต และผลผลิตที่จะออกมาก โดยเกษตรกรมักจะเน้นการใส่ปุ๋ยอินทรีย์สูตรเสมอ เช่น สูตร 16-16-16 อัตราการให้ ประมาณ 200 &#8211; 300 กรัม หรือเฉลี่ย 1 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">โดยจะแบ่งใส่ 4 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 จะใส่หลังปลูกหน่อกล้วยไปแล้ว ประมาณ 1 สัปดาห์ </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ต่อจากนั้นทุกๆ 3 เดือน ก็จะมีการให้ปุ๋ยครั้งที่ 2, 3 และ 4 ซึ่งการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ครั้งที่ 4 เกษตรกรหลายรายที่ใส่ใจในเรื่องของรสชาติ ก็มักจะเปลี่ยนจากสูตร 16-16-16 มาใช้ปุ๋ยอินทรีย์สูตร 13-13-21 ก่อนการเก็บเกี่ยว</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การตัดแต่งหน่อกล้วย</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากปลูกกล้วยได้ประมาณ 5 &#8211; 6 เดือน หน่อใหม่จะเกิดขึ้นมาก่อนที่กล้วยจะตกเครือเล็กน้อย ซึ่งเราควรเลือกไว้หน่อ เพียง 2 หน่อแรกก็เพียงพอ เพื่อเตรียมไว้ทดแทนต้นแม่เดิมที่จะต้องถูกตัดทิ้งในอนาคต หน่อใหม่ที่เลือกควรอยู่ตรงกันข้ามกันของลำต้นเดิม โดยหน่อแรกๆ นั้นจะมีรากลึกและแข็งแรงถือว่าดีที่สุด ส่วนหน่อที่เกิดมาทีหลัง ชาวสวนมักเรียกว่า “หน่อตาม” ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นมา จะทำให้กล้วยเครือเล็กลง จึงทำลายทิ้งเสียโดยการทำลายหน่อกล้วย ก็อาจจะวิธีการขุดหน่อออก แต่ต้องกระทำเฉพาะตอนที่กล้วยยังไม่ตกเครือเท่านั้น เพื่อไม่ให้ต้นกล้วยชะงักทำให้ผลกล้วยเล็กลงได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การตัดแต่งใบกล้วย</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากใบกล้วยมีใบเจริญเติบโตออกมาเรื่อยๆ เมื่อใบใหม่ออกมา ใบเก่าก็จะแก่ และแห้งติดลำต้น ชาวสวนต้องหมั่นลอกกาบ ใช้ขอเกี่ยวสางตัดใบกล้วยออก โดยจะสางใบกล้วยที่แห้งและเป็นโรคออกอยู่เสมอ โดยถือหลักว่า ถ้าใบแห้งและแก่มีสีเหลืองเกินกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 50% ของใบกล้วย ก็ควรตัดทิ้ง เพราะถือว่าไม่มีประโยชน์ในการสังเคราะห์แสงแต่อย่างใด โดยมักจะเลี้ยงใบไม่น้อยกว่า 7 &#8211; 8 ใบ และเมื่อเครือจวนแก่ก็แต่งใบให้เหลือ 4 &#8211; 5 ใบ ก็เพียงพอ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การค้ำกล้วย </strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเครือกล้วยใกล้แก่ มีน้ำหนักค่อนข้างมาก จะทำให้ต้นโค่นล้มได้ง่าย หรือมีลมพัดแรงๆ ชาวสวนต้องมีไม้ไผ่ หรือไม้เนื้ออ่อนที่มีง่ามไว้ค้ำยันเครือกล้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อกล้วยมีอายุได้ประมาณ 6-9 เดือน ( ขึ้นอยู่กับขนาดหน่อพันธุ์ที่นำมาปลูกด้วย ) นับตั้งแต่วันปลูกกล้วยไข่ รวมถึงกล้วยน้ำว้า, กล้วยหอม จะออกปลีในระยะใกล้เคียงกัน ก่อนที่กล้วยจะแทงปลี จะสังเกตได้ว่ากล้วยจะแทง “ใบธง” คือ ใบจะมีลักษณะไม่เหมือนใบทั่วไป เป็นใบขนาดเล็ก ใบชี้ตรงขึ้นท้องฟ้า เมื่อเห็นใบธง เป็นสัญญาณให้เราทราบว่า กล้วยของเรากำลังจะออกปลี ซึ่งปลีกล้วยจะโผล่พ้นตายอดแล้วจะเริ่มทยอยบานให้เห็นดอกกล้วย ( หวีกล้วย ) ดอกจะบานไล่เวียนลงมา ซึ่งจะเจริญเป็นหวีกล้วยต่อไป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่นานปลีจะบานถึงดอกกล้วย หรือ หวีกล้วย ซึ่งมีขนาดเล็กไม่สมบูรณ์อยู่ส่วนปลายของปลี ซึ่งชาวสวนกล้วยเรียก “หวีตีนเต่า” โดยช่องระยะเวลาการบานของดอกกล้วยจะใช้เวลาประมาณ 10 &#8211; 17 วัน หลังจากตกปลี เมื่อเห็นว่าดอกกล้วยบานเกือบสุดแล้ว ก็ต้องตัดปลีออก เพื่อช่วยให้ผลกล้วยมีการเติบโตได้เต็มที่ อายุการเก็บเกี่ยวกล้วยไข่ ใช้เวลาประมาณ 60 วัน นับจากแทงปลี หรือ 30-45 วัน หลังการตัดปลี</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การเก็บเกี่ยวกล้วย</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเห็นว่าผลแก่ก็ให้เก็บเอาไม้ค้ำเครือกล้วยออก การตัดเครือกล้วยก็ต้องทำด้วยความระมัดระวัง แนะนำให้ใช้มีดฟันที่กลางลำต้นกล้วยให้ลึก พอที่จะทำให้ลำต้นกล้วยจะค่อยเอนโน้มมาในทิศทางของผู้รับยืนอยู่ หากไม่มีความชำนาญก็ต้องช่วยกันตัดกล้วยสัก 2 คน โดยคนหนึ่งตัด อีกคนคอยรับเครือกล้วย เมื่อตัดเครือกล้วยลงมาได้แล้ว ให้นำเครือกล้วยให้ตั้งปลายเครือกล้วยขึ้นข้างบน ให้รอยตัดอยู่ข้างล่าง ตั้งกับพื้น เพื่อไม่ให้ยางกล้วยไหลย้อนลงมาเปื้อนหวีกล้วย กัดผิวกล้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>“กล้วยไข่นอกฤดู” ทำได้กำไรดี รับซื้อแพง</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การผลิตกล้วยไข่ ปกติส่วนใหญ่เกษตรกรจะเริ่มปลูกในปลายเดือนพฤศจิกายน &#8211; มกราคม จากนั้นนับไปอีก 7 &#8211; 8 เดือน ก็จะไปเก็บเกี่ยวกันช่วงเดือนพฤษภาคม เรื่อยมาจะมีมากๆ ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม พอเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน น้ำมักจะมาแล้วท่วมพื้นที่ลุ่มแถบนี้ ที่ส่วนใหญ่ก็จะปลูกกล้วยกันริมแม่น้ำโดยผลผลิตช่วงในฤดูดังกล่าว ถ้าเป็นตลาดส่งออกหรือลงกล่องจะตกราว 8 &#8211; 10 บาท/กิโลกรัม ถ้าตกเกรดลงมาก็จะส่งพ่อค้าขายในประเทศ หรือเรียกว่ากล้วยหมอน จะขาย 5 &#8211; 6 บาท/กิโลกรัม ถ้าคิดเป็นเงินต่อกล้วย 1 เครือ น่าจะได้ 50 &#8211; 70 บาท/เครือ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากเราทำกล้วยไข่ให้ออกมาขายช่วงเดือนมกราคม &#8211; เมษายน ได้ ซึ่งเป็นช่วงกล้วยไข่มีน้อย ผลไม้ชนิดอื่นมีไม่ค่อยมาก จะขายได้ราคาดี อย่างราคาลงกล่องส่งนอก จะได้ราคาราวๆ 10 &#8211; 15 บาท/กิโลกรัม แต่ถ้าเป็นเกรดตีหมอน ราคาก็ถือว่าดีเช่นกัน คือ 7 &#8211; 8 บาท/กิโลกรัม เช่นกัน ถ้าคิดเป็นตัวเงินต่อกล้วยไข่ 1 เครือ ก็น่าจะได้เงินราวๆ 70 &#8211; 150 บาท แล้วกล้วยที่ออกช่วงนี้ผิวจะสวย ไม่ค่อยมีโรค หรือฝนมารบกวนมากเหมือนที่ปลูกกันในช่วงฤดูนี้ ถ้ากล้วยเจอฝนตกหนักๆ เมื่อไหร่ มักจะทำให้ผลลายเป็นจุดๆ ทำให้กล้วยไข่ตกเกรด เป็นกล้วยหมอนซะมาก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเกษตรกรมีที่ดินในพื้นที่ดอน และมีน้ำรดแก่ต้นกล้วยอย่างเพียงพอ การเลือกที่จะปลูกกล้วยไข่ให้ออกช่วงนอกฤดูนี้น่าสนใจมากๆ ไม่ต้องแย่งกันขายกับใครเลย เพราะเกษตรกรรายอื่นไม่ทำ อาจจะเพราะสภาพพื้นที่ไม่อำนวย ไม่มีน้ำให้ตลอดการเลี้ยงและดูแล และเขาไม่รู้ช่วงเวลาที่ตลาดต้องการกล้วยไข่ก็ได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>กล้วยไข่ใกล้แก่ที่จะตัดขายได้</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“กล้วยไข่” มันดีตรงที่เราสามารถที่จะคำนวณวันเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ราวๆ 7 &#8211; 10 เดือน ถ้าเกษตรกรบำรุงน้ำ ปุ๋ย ถึงน้ำถึงต้นสมบูรณ์ กล้วยมันจะเก็บเกี่ยวได้ภายใน 7 &#8211; 8 เดือนเท่านั้น แต่ถ้ามีการบำรุงปุ๋ยและน้ำไม่เต็มที่ อายุการเก็บเกี่ยวของเกษตรกรก็จะยืดออกไปอีกเรื่อยๆ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">กำไรในการทำกล้วยไข่ เป็นพืชชนิดหนึ่งที่ดูแลง่ายไม่จำเป็นต้องใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชใดๆ คือทำปลอดสารพิษได้ก็จะมีเพียงต้นทุนปุ๋ยและการจัดการอื่นๆ เฉลี่ยแล้วก็ 7,000 &#8211; 10,000 บาท/ไร่ เมื่อดูรายได้ต่อไร่ เราจะขายผลผลิตได้เฉลี่ย ไร่ละ 30,000 &#8211; 50,000 บาท/ไร่ หรือมากกว่านี้ มันก็ขึ้นกับราคาในช่วงนั้นๆ ด้วย และคุณภาพของกล้วยไข่ด้วย</span></p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h3 class="p1" style="text-align: center;"><b>คลิกเพิ่มเพื่อน</b><span class="s1"><b>! </b></span><b>แจ้งเตือนบทความใหม่ก่อนใคร</b><b> </b><b>ฟรี</b><span class="s1"><b>!!</b></span></h3>
</blockquote>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p><a href="https://line.me/ti/p/%40715qdllh"><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-2588 size-full" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/05/th.png" alt="เพิ่มเพื่อนไลน์" width="232" height="72" /></a></p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h3 class="p1" style="text-align: center;">ดูข้อมูลเพิ่มเติม</h3>
</blockquote>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<ul>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/biochar/">การเผาถ่านบำรุงดิน ( Biochar )</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/new-theory-of-agriculture-index/">ขั้นตอน การทำเกษตรทฤษฏีใหม่ ( โคก หนอง นา โมเดล )</a></li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div>
</div><p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/banana-planting/">การปลูกกล้วย : กสิกรรมไร้สารพิษ</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
