<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิธีการปลูกข้างฟ่าง Archives - วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</title>
	<atom:link href="https://farm.vayo.co.th/blog/tag/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://farm.vayo.co.th/blog/tag/วิธีการปลูกข้างฟ่าง/</link>
	<description>Natural agriculture and holistic health center</description>
	<lastBuildDate>Wed, 24 Jan 2024 03:00:03 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	
	<item>
		<title>วิธีการปลูกข้าวฟ่าง</title>
		<link>https://farm.vayo.co.th/blog/millet-planting/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[vayogroup]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Jun 2021 22:08:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข้าว]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการปลูกข้างฟ่าง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://farm.vayo.co.th/blog/?p=2048</guid>

					<description><![CDATA[<p>การปลูกและการดูแลรักษาข้าวฟ่าง   ฤดูปลูก ข้าวฟ่างปลูกได้ตลอดปี แต่ทั้งนี้จำเป็นต้องเลือกพันธุ์ปลูกให้เหมาะสม เพราะพันธุ์ข้าวฟ่างบางพันธุ์มีความไวต่อช่วงแสง โดยทั่วไปแล้ว เกษตรกรไทยจะปลูกข้าวฟ่างแตกต่างกันเป็น ๒ ระบบ แล้วแต่ท้องที่ บางแห่งปลูกเป็นพืชหลัก บางแห่งปลูกเป็นพืชรอง...</p>
<p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/millet-planting/">วิธีการปลูกข้าวฟ่าง</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3><strong>การปลูกและการดูแลรักษาข้าวฟ่าง</strong></h3>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ฤดูปลูก</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้าวฟ่างปลูกได้ตลอดปี แต่ทั้งนี้จำเป็นต้องเลือกพันธุ์ปลูกให้เหมาะสม เพราะพันธุ์ข้าวฟ่างบางพันธุ์มีความไวต่อช่วงแสง โดยทั่วไปแล้ว เกษตรกรไทยจะปลูกข้าวฟ่างแตกต่างกันเป็น ๒ ระบบ แล้วแต่ท้องที่ บางแห่งปลูกเป็นพืชหลัก บางแห่งปลูกเป็นพืชรอง ถ้าปลูกเป็นพืชหลักจะปลูกต้นฤดูฝน ราวเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน หรือในขณะที่มีฝนพอที่จะปลูกได้ หากข้าวฟ่างรุ่นแรกให้ผลดี หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว เกษตรกรจะตัดต้น ปล่อยให้แตกหน่อ เพื่อเก็บผลิตผลอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าแตกหน่อไม่ดี ก็จะไถทิ้ง แล้วปลูกข้าวฟ่างใหม่ หรือพืชอื่นแทน การปลูกต้นฤดูฝนมีปัญหาที่สำคัญ คือ ปัญหาการตากข้าวฟ่าง เพราะผลิตผลของการปลูกรุ่นนี้ จะเก็บเกี่ยวได้ในระยะที่มีฝนตกชุก หาที่ตากช่อยาก เมล็ดมักชื้น และมีเชื้อราเกิดขึ้น ทำให้ได้เมล็ดไม่มีคุณภาพ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ การปลูกต้นฤดูฝนมักจะมีหนอนเจาะต้นอ่อนข้าวฟ่าง ซึ่งเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญระบาดทำลายต้นอ่อนมาก แต่ปริมาณของหนอนนี้ จะลดลงในตอนปลายฤดูฝน การปลูกข้าวฟ่างต้นฤดูฝนนี้ จะปฏิบัติกันมากในแถบที่ปลูกข้าวโพดไม่ค่อยได้ผล อาจจะเป็นเพราะดินระบายน้ำไม่ค่อยดี หรือฝนตกค่อนข้างน้อยไม่สม่ำเสมอ เช่น แถบจังหวัดสุพรรณบุรี และกาญจนบุรี หรือพื้นที่ที่เป็นดินทรายมาก ความชื้นไม่พอที่จะปลูกข้าวโพดได้เช่น ท้องที่บางแห่งในจังหวัดนครสวรรค์</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การปลูกข้าวฟ่างเป็นพืชรอง</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เกษตรกรจะปลูกกันมากในบริเวณที่เป็นแหล่งปลูกข้าวโพด เช่น ในจังหวัดสระบุรี ลพบุรี นครราชสีมา และเพชรบูรณ์ โดยปลูกข้าวฟ่างเป็นพืชที่สองตามหลังข้าวโพด หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวโพดแล้ว ซึ่งจะอยู่ในราวเดือนสิงหาคม-กันยายน การปลูกในช่วงนี้ น่าจะเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด ในสภาพการเพาะปลูกของประเทศไทย เพราะระยะที่ปลูก ดินจะมีความชื้นดี ทำให้เมล็ดงอกได้สม่ำเสมอ ต้นอ่อนเจริญเติบโตดี ข้าวฟ่างรุ่นนี้จะแก่และเก็บเกี่ยวได้เมื่อฝนหมดพอดี ทำให้สะดวกในการเก็บเกี่ยว และการตาก ได้เมล็ดที่แห้งสนิทสะอาด และมีคุณภาพดี ไม่มีปัญหาเรื่องเชื้อราที่เมล็ด </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้าวฟ่างในขณะที่เป็นกล้าไม่ค่อยทนแล้งมากนัก แต่จะทนแล้งได้ดีเมื่อต้นโตแล้ว จึงควรใช้คุณสมบัติข้อนี้ของข้าวฟ่างให้เป็นประโยชน์ คือ ปลูกพืชอื่นในต้นฤดูฝน แล้วปลูกข้าวฟ่างตาม ซึ่งข้าวฟ่างก็ยังสามารถให้ผลได้ดี วิธีนี้จะทำให้สามารถปลูกพืชได้ ๒ ครั้ง โดยอาศัยน้ำฝนแต่เพียงอย่างเดียว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การเตรียมดิน</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ควรไถดินครั้งแรกให้ลึกประมาณ ๑๓-๑๖ เซนติเมตร เพื่อพลิกดินให้แตกและทำลายวัชพืช แล้วตากดินไว้ประมาณ ๑ สัปดาห์ จากนั้น จึงไถแปรหรือไถพรวนเพื่อย่อยให้ดินร่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่จะโรยเมล็ด เพราะต้นอ่อนของข้าวฟ่างเจริญเติบโตช้า ดินบริเวณดังกล่าวจึงควรเตรียมให้ร่วนซุยดี เพื่อให้เก็บหรืออุ้มความชื้นและอากาศถ่ายเทได้ดี เหมาะแก่การงอกและการเจริญเติบโต ของต้นอ่อนข้าวฟ่าง การเตรียมดินไม่ดีอาจจะทำให้เมล็ดงอกไม่สม่ำเสมอ การเตรียมดินดี นอกจากจะทำให้พืชที่ปลูกเจริญเติบโตดีแล้ว ยังจะช่วยลดปริมาณวัชพืชลงได้อีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3><strong>วิธีการปลูก</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การปลูกข้าวฟ่างอาจจะใช้วิธีหว่านหรือปลูกเป็นแถว การปลูกโดยวิธีหว่าน เสียแรงงานในการปลูกน้อย แต่ต้นข้าวฟ่างจะขึ้นไม่สม่ำเสมอ บางแห่งอาจจะถี่เกินไป หรือห่างเกินไป และต้นขึ้นไม่เป็นแถวเป็นแนว ทำให้เข้าไปดายหญ้ากำจัดวัชพืชลำบาก จะเสียแรงงานในการดายหญ้า มากกว่าการปลูกแถว ถ้าหากจะปลูกด้วยวิธีหว่าน ควรเตรียมดินให้สะอาดจริงๆ จะช่วยลดปริมาณวัชพืชลงได้บ้าง การหว่านใช้เมล็ดประมาณ ๓-๔ กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนการปลูกเป็นแถวเป็นแนว นอกจากจะสะดวกในการเข้าไปดายหญ้า กำจัดวัชพืชแล้ว ยังสามารถควบคุมระยะปลูกให้สม่ำเสมอกันได้ดีอีกด้วย การปลูกเป็นแถว </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจจะใช้วิธีหยอดเป็นหลุม หรือใช้ควายหรือรถไถเปิดร่องให้ลึก ๕-๘ เซนติเมตร แล้วโรยเมล็ดให้ห่างกันได้ระยะ แล้วจึงกลบ ระยะปลูกที่แนะนำ คือ ระยะห่างระหว่างแถว ๕๐-๖๐ เซนติเมตร และระหว่างต้น ๑๐ เซนติเมตร หรือระยะระหว่างแถว ๖๐ เซนติเมตร ระหว่างหลุม ๓๐ เซนติเมตร และ ๓ ต้นต่อหลุม ซึ่งจะมีจำนวนต้นต่อไร่ประมาณ ๒๖,๐๐๐-๓๒,๐๐๐ ต้น หากต้นที่ขึ้นมาถี่เกินไป ควรจะถอนทิ้งเสียบ้าง ให้ได้ระยะตามที่ต้องการ ถ้าปล่อยให้ต้นถี่เกินไป จะทำให้ต้นเล็ก รวงเล็ก และผลิตผลต่ำ การปลูกแบบแถวใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ ๓ กิโลกรัมต่อไร่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การใส่ปุ๋ย</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าดินที่ปลูกอุดมสมบูรณ์ดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยอีก แต่ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ก็ควรหาปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด หรือปุ๋ยเคมี ใส่ช่วยตามสมควร อัตราการใส่ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่ควรใช้ จะแตกต่างกันไปตามสภาพความสมบูรณ์ของดิน ในแต่ละท้องที่ และแต่ละชนิดของดิน โดยทั่วๆ ไป ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เช่น ในดินทรายแนะนำให้ใช้ปุ๋ยสูตร ๑๖-๑๖-๘ หรือ ๑๕-๑๕-๑๕ ในอัตราประมาณ ๓๕-๘๐ กิโลกรัมต่อไร่ แล้วแต่สูตรปุ๋ย สำหรับดินร่วนเหนียวที่ไม่อุดมสมบูรณ์นักใช้ปุ๋ยสูตร ๒๐-๒๐-๐ ในอัตรา ๒๕-๕๐ กิโลกรัมต่อไร่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">การใส่ปุ๋ยในการปลูกแบบหว่าน ต้องหว่านปุ๋ยดังกล่าวแล้วพรวนกลบก่อนหว่านข้าวฟ่าง การปลูกเป็นแถวอาจใช้วิธีโรยในแถวที่จะปลูก หรือหยอดในหลุมที่จะหยอดเมล็ด แต่ต้องไม่ให้เมล็ดสัมผัสกับปุ๋ยได้ อาจจะโรยปุ๋ยก้นร่องหรือก้นหลุม แล้วกลบด้วยดิน ก่อนที่จะหยอดเมล็ด เนื่องจากปุ๋ยเคมีมีราคาแพง ฉะนั้น จึงควรใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ เพราะนอกจากจะลดค่าปุ๋ยแล้ว ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักยังช่วยทำให้ดินร่วนซุย อมน้ำ และดูดซับธาตุอาหารได้ดีขึ้นอีกด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไร่ข้าวฟ่างที่ปลูกโดยวิธีปลูกเป็นแถว</span> <span style="font-weight: 400;">การปลูกข้าวฟ่างโดยวิธีปลูกเป็นแถว เกษตรกรควรโรยปุ๋ยที่ก้นหลุม แล้วกลบก่อนหยอดเมล็ดข้าวฟ่าง เพื่อมิให้เมล็ดข้าวฟ่างสัมผัสกับปุ๋ย เพราะปุ๋ยจะดูดความชื้นจากเมล็ดทำให้งอกได้ยาก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การกำจัดวัชพืช</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วัชพืชเป็นตัวแย่งน้ำและอาหารของพืชที่ปลูก หากปล่อยให้มีมากจะทำให้ผลิตผลต่ำ ควรจะดายหญ้ากำจัดวัชพืชอย่างน้อย ๒ ครั้ง ครั้งแรกควรทำเมื่อข้าวฟ่างมีอายุราว ๑ เดือน หรือขณะที่ข้าวฟ่างและวัชพืชยังเล็กอยู่ในระยะแรกๆ ข้าวฟ่างจะโตช้า ขึ้นสู้หรือแข่งกับวัชพืชไม่ทัน การกำจัดวัชพืชในช่วงนี้นับว่าสำคัญมาก หากปล่อยให้มีวัชพืช จะทำให้ผลิตผลของข้าวฟ่าง ลดต่ำลงมามาก การกำจัดวัชพืชครั้งที่ ๒ เมื่อข้าวฟ่างมีอายุประมาณ ๒ เดือน การปลูกข้าวฟ่างแบบหว่าน มักไม่มีการกำจัดวัชพืช เนื่องจากเข้าไปปฏิบัติในแปลงได้ลำบาก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">การใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชในสภาพการเพาะปลูกข้าวฟ่างของประเทศไทยยังไม่เหมาะสม เนื่องจาก สารเคมีราคาค่อนข้างแพง ในกรณีที่ต้องการใช้ ควรใช้สารเคมีควบคุมวัชพืชอะทราซีน (atrazine) พ่นหลังจากปลูกข้าวฟ่างเสร็จแล้ว และดินยังมีความชื้นอยู่ ในอัตรา ๔๐๐ กรัมต่อไร่</span></p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h3 class="p1" style="text-align: center;"><b>คลิกเพิ่มเพื่อน</b><span class="s1"><b>! </b></span><b>แจ้งเตือนบทความใหม่ก่อนใคร</b><b> </b><b>ฟรี</b><span class="s1"><b>!!</b></span></h3>
</blockquote>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p><a href="https://line.me/ti/p/%40715qdllh"><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-2588 size-full" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/05/th.png" alt="เพิ่มเพื่อนไลน์" width="232" height="72" /></a></p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h3 style="text-align: center;"><strong>ดูข้อมูลเพิ่มเติม</strong></h3>
</blockquote>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<ul>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/biochar/">การเผาถ่านบำรุงดิน ( Biochar )</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/new-theory-of-agriculture-index/">ขั้นตอน การทำเกษตรทฤษฏีใหม่ ( โคก หนอง นา โมเดล )</a></li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div>
</div><p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/millet-planting/">วิธีการปลูกข้าวฟ่าง</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
