<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ผดุงครรภ์ไทย Archives - วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</title>
	<atom:link href="https://farm.vayo.co.th/blog/category/holistic-health/thai-traditional-medicine/midwife/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://farm.vayo.co.th/blog/category/holistic-health/thai-traditional-medicine/midwife/</link>
	<description>Natural agriculture and holistic health center</description>
	<lastBuildDate>Wed, 09 Jul 2025 02:51:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	
	<item>
		<title>แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ ภาคผนวก ยาสำหรับสตรีและทารก</title>
		<link>https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-medicine-for-women-and-babies/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[vayogroup]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Aug 2023 16:40:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผดุงครรภ์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ ภาคผนวก ยาสำหรับสตรีและทารก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://farm.vayo.co.th/blog/?p=7757</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาคผนวก : ยาสำหรับสตรีและทารก ยาเกี่ยวกับครรภ์ ยาครรภ์รักษา     ยาครรภ์รักษา     ยาครรภ์รักษา     ยาครรภ์รักษา     ยาต้มแก้ครรภ์รักษา     ยาหม้อครรภ์รักษา     ยาหอมแก้ลมและยาครรภ์     ยาบำรุงครรภ์รักษา   ยาแก้ครรภ์ไม่ปกติ       ยาเกี่ยวกับโลหิต</p>
<p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-medicine-for-women-and-babies/">แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ ภาคผนวก ยาสำหรับสตรีและทารก</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h2 style="text-align: center;">ภาคผนวก : ยาสำหรับสตรีและทารก</h2>
</blockquote>
<h4></h4>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;">ยาเกี่ยวกับครรภ์</h3>
<h4>ยาครรภ์รักษา</h4>
<p>แก้หญิงมีครรภ์ให้เบาหน่อยหรือเกินประมาณ เจตมูลเพลิง 1 โกฐสอ 1 ผลผักชี 1 ดอกดีปลี 1 มะตูมอ่อน 1 สะค้าน 1 แห้วหมู 1 กกลังกา 1 รากขัดมอน 1 เปลือกโมกมัน 1 จันทน์ทั้ง 2 สิ่งละ 1 เปลือกสมุลแว้ง 1 เกสรบัวหลวง 1 ใส่หม้อต้มรับประทาน เมื่อเอายาลงหม้อเสกด้วย</p>
<p><strong>คาถาสักกัตวา</strong></p>
<p>สักกัตวา พุทธรัตนัง โอสถังอุตะระมัง วารัง หิตัง เทวะมนุษษย์สานัง พุทธเตเชนะ โสตถินา นัสสันตุ ปัตทะวา สัพเพทุกขาวปะสะเมนตุเต</p>
<p>สักกัตวา ธรรมรัตนัง โอสถังอุตะระมัง วารัง ปริฬาาหูปะสะมะนัง ธรรมเตเชนะ โสตถินา นัสสันตุ ปัตทะวา สัพเพ ภะยา วูปะสะเมนตุ</p>
<p>สักกัตวา สังฆะรัตนัง โอสถังอุตตะมัง วารัง อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง สังฆะเตเชนะ โสตถินา นัสสันตุ ปัทวา สัพเพ โรคา วูปะสะ เมนตุเต</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาครรภ์รักษา</h4>
<p>รากชุมเห็ดเทศ รากชะเอมเทศ มะพร้าวนาฬิเกอ่อน เอาทั้งเนื้อทั้งน้ำต้มให้หญิงมีครรภ์รับประทาน แก้หญิงแพ้ท้อง มีอากาารต่างๆ ดีนัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาครรภ์รักษา</h4>
<p>ยาคุมเลือดให้ปกติ เทีนดำ เทียนขาว เทียนเยาวพาณี สิ่งละ ลูกผักชี เกสรบัวหลวง สิ่งละ 1 บาท มะพร้าวอ่อน 3 ลูก เอาทั้งเนื้อทั้งน้ำต้มรับประทาน ในเมื่อสตรีเริ่มตั้งครรภ์ถึงจวนเวลาใกล้คลอดจึงหยุด</p>
<ul>
<li>สตรีมีครรภ์ผู้นั้นจะไม่มีอาการอย่างใดเกิดขึ้นเลย ในเมื่อรับประทานยาขนานนี้แล้ว</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาครรภ์รักษา</h4>
<p>เปลือกสันพร้านางแอ รากหญ้านาง เกสรสารภี เอาสิ่งละเสมอภาค เอามะพร้าวอ่อน ต้มให้หญิงมีครรภ์รับประทาน</p>
<ul>
<li>สรรพคุณ ทั้งแม่และกุมาร จะมีกำลังกล้าแข็งแรงและปราศจากโรคทั้งปวงดี</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาต้มแก้ครรภ์รักษา</h4>
<p>จันทน์ทั้ง2 เกสรทั้ง5 รากลำเจียก รากไทรน้อย หน่ออ้อเขียวหรือหน่ออ้อลาย บัวน้ำทั้ง5 เทียนสัตตบุษย์ เทียนดำ รากยอบ้าน สิ่งละ 2 บาท ต้มกิน</p>
<ul>
<li>แก้หญิงมีครรภ์คลื่นเหียนอาเจียน หรือเป็นไข้มีอาการร้อนๆ หนาวๆ หรือเป็นเม็ดผื่นทั้งตัว จะหายดังปลิดทิ้ง</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาหม้อครรภ์รักษา</h4>
<p>โกฐทั้ง 5 เทียนทั้ง 5 บัวน้ำทั้ง 5 จันทน์ทั้ง 2 กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก ชะลูด แก่นสน รากสามสิบ เทพทาโร อบเชยเทศ เปลือกสมุลแว้ง สรรพคุณยา 26 สิ่งทำเป็นยาหม้อ ต้มรับประทานเช้า-เย็น ให้แข็งแรงดี</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาหอมแก้ลมและยาครรภ์</h4>
<ul>
<li>กฤษณา ( เสี้ยนตาล ) กานพลู โกฐเชียง โกฐพุงปลา โกฐหัวบัว ดอกบุนนาคสวน น้ำประสานทองสะตุ สังข์สุมแล้ว พิมเสน สมุลแว้ง อบเชยญวน</li>
<li>เอาหนักสิ่งละ 1 บาท ชะเอมเทศ 6 บาท ปรุงชะมดเชียงพอสมควร บดทำเป็นผงละเอียด</li>
<li>นำ้กระสายใช้น้ำต้มสุกหรือน้ำดอกไม้สดแช่น้ำก็ได้ แก้ลมหน้ามืด ตามัว ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน และเป็นยาครรภ์รักษาด้วย ถ้าไม่ชอบรสหวานมาก ให้ลดชะเอมลงบ้าง</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาบำรุงครรภ์รักษา</h4>
<p>โกฐทั้ง 5 เทียนทั้ง 5 บัวน้ำทั้ง 5 จันทน์ทั้ง 2 อบเชย ชะลูด ชะเอมเทศ กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก แก่นสน สัก สักขี เปลือกสมุลมะแว้ง เทพทาโร แก่นประดู่ รากสามสิบ เปลือกไข่เน่า เปลือกสันพร้านางแอ เปลือกมะซาง ดอกพิกุล ดอกมะลิ ดอกสารภี ชะมด พิมเสนเกล็ด</p>
<ul>
<li>สรรพคุณ เอาาสิ่งละ 1 ส่วนเท่าๆ กัน บดเป็นผง ปั้นแท่งไว้ เป็นยาบำรุงครรภ์ แก้อาาเจียน แก้บิด ไข้ จุกเสียด กระหายน้ำ บำรุงครรภ์ ใช้น้ำสุกหรือน้ำดอกไม้แก้อาเจียน น้ำลูกยอเผาไฟต้ม หรือน้ำเทียนดำ ลูกผักชีต้ม แก้บิด น้ำกะทือ หมกไฟ แก้ไข้ ใช้ลูกกกระดอม ก้านสะเดาต้ม แก้จุกเสียด ใช้ขิงสด 3 แว่นต้ม แก้กระหายน้ำ ใช้เม็ดมะกอกเผา ข้าวตากคั่วให้เหลือง ชะเอมเทศ รากบัวเหลวง แช่น้ำละลายยาให้รับประทาน</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาแก้ครรภ์ไม่ปกติ</h4>
<p>ดอกจงกลนี ดอกบัวหลวง รากขนาก ชะเอมเทศ ขัณฑสกร เอาส่วนเท่าๆ กัน ทำผง ละลายด้วยน้ำนมโคเป็นกระสาย รับประทานแล้วมีคุณ ทำให้กุมารในครรภ์ปกติ</p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/08/1027-01-1-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1027-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/08/1027-01-1-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/08/1027-01-1-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/08/1027-01-1-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/08/1027-01-1-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/08/1027-01-1-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/08/1027-01-1-2048x1024.jpg 2048w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-medicine-for-women-and-babies/1027-01-2/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3 style="text-align: center;">ยาเกี่ยวกับโลหิต</h3>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาแก้โลหิตตกทางหวารหนักทวารเบาหญิงมีครรภ์</h4>
<p>ขิงสด ชะเอมทั้ง 2 สิ่งละเท่าๆกัน ทำผงใช้น้ำสุราเป็นกระสาย ใช้สำหรับแก้ตกโลหิต ทางหวารหนัก ทวารเบา เวลาตั้งครรภ์</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาแก้โลหิตตกเวลามีครรภ์</h4>
<p>เสนียด 5 จุกหอม จุกกระเทียม ใบพลวง ฝางเสน สิ่งละ 1 บาท และดินประสิว 1 สลึง ต้มรับประทาน แก้ตกโลหิตเวลามีครรภ์</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาแก้โลหิตตีขึ้น</h4>
<p>หนังกระเบนเผา กระเทียม พริกไทย ขิง สารส้ม ปรอท เอาเท่าๆ กัน ทำผงกระสายน้ำสุรา แก้โลหิตตีขึ้น เมื่อกำลังอยู่ไฟจนสลบยังแก้หาย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาขับโลหิตและแก้ลม</h4>
<ul>
<li>เปลาทั้ง 2 สารส้ม แสมทะเล เทพทาโร ข่าต้น หัสคุณไทย ผักเสี้ยนผี ใบรักขาว ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กานพลู แห้มหมูย่างทราย หญ้าไซ เปลือกกุ่มบก เปลือกกุ่มน้ำ สิ่งละ 1 บาท</li>
<li>ชะพลู หัสคุณเทศ มะตูมอ่อน ใบคนทีสอ ผลสอมไทย ผลสมอเทศ สิ่งละ 6 สลึง</li>
<li>มหาหิงค์ 5 บาท ดีปลี 6 บาท เจตมูลเพลิง 12 บาท ทำผงละลายน้ำผึ้ง หรือน้ำขิง น้ำข่า ต้มขับโลหิตในเรือนไฟ ( แก้ลม 7 จำพวกได้ดี )</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาแก้เลือดในเรือนไฟ</h4>
<p>เทียนทั้ง 5 โกฐสอ โกฐเขมา เนื้อสมอไทย เนื้อสมอพิเภก ลูกผักชีล้อม ลูกผักชีลา เกลือสินเธาว์ น้ำประสานทองสะตุ ดอกสัตตบุษย์ หอยสังข์เผา เบี้ยภู่เผาา มหาหิงค์ พริกไทย ขิงแห้ง การบูร เอาเท่ากันทำเป็นผง กระสายน้ำร้อนหรือน้ำผึ้ง แก้เลือดร้ายในเรือนไฟ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาแก้เลือดเน่ามิให้ตีขึ้น</h4>
<ul>
<li>เทียนดำ เทียนขาว เกลือ ไพล กระชาย หัวหอม กระเทียม สิ่งละ 2 สลึง</li>
<li>ผลจันทน์เทศ 1 สลึง ขมิ้นอ้อย 1 บาท ดินประสิว 1 บาท สังข์เผา 1 บาท</li>
<li>ทำเป็นผง น้ำกระสายน้ำส้มซ่า น้ำร้อน สุรา แก้เลือดเน่าร้าย มิให้ตีขึ้นในเรือนไฟ</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาแก้โลหิตทำโทษ</h4>
<p>ผลจันทน์ พริกไทย พริกหอม ขิง พริกหาง ดีปลี สะค้าน สมุนแว้ง พริกเทศ แห้วหมู ตองแตก รากจิงจ้อ แสมทั้ง 2</p>
<ul>
<li>เอาสิ่งละเสมอภาค หัสคุณเทศเท่ายาทั้งหลายทำเป็นผง</li>
<li>กระสายน้ำผึ้ง น้ำส้มซ่า หรือน้ำร้อน แก้โลหิตทำโทษให้เพ้อคลั่งในเรือนไฟ</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาถ่ายเลือดร้ายในมดลูก</h4>
<p>เปลือกทองหลางใบมน เถาคันแดง เถาวัลย์เปรียง แก่นลั่นทม สิ่งละ 1 กำมือ ดีเกลือไทย 5 บาท ต้มถ่ายเลือดเน่าให้สิ้นสุด ล้างฝีมุตกิดด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาท่านขุนศรี ขนานที่ 4 ยาขับเลือดคลอดบุตร</h4>
<p>พริกไทย กระเทียม เทียนดำ การบูร ไพล ผิวมะกรูด ดีปลี หญ้ายองไฟ ใบบัวบก อย่างละ 4 ส่วน ตากแห้ง ทำผงละลายน้ำร้อน หรือสุราขับเลือดเน่า น้ำคาวปลาให้เดินสะดวกได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาประสะว่านน้ำใช้ขับเลือด</h4>
<ul>
<li>ฝักส้มป่อยคั่วไฟ พริกไทย ดีปลี ขิงแห้ง ว่านน้ำ สิ่งละเสมอภาค บดเป็นผง ปั้นเม็ดไว้ละลายสุราโรง รับประทานขับโลหิตดีนักแล</li>
<li>ยาเขียวส้ม ขับเลือด ขับน้ำคาวปลา รับประทานอยู่ไฟ ให้มดลูกเข้าอู่เร็วและมีน้ำนมดี</li>
<li>ขิง ข่า กระชาย หัวหอม กระเทียม ไพล พริกไทย ตะไคร้ ดีปลี สารส้ม เจตมูลเพลิง หัวดองดึง ใบทองหลางใบมน ใบจิงจ้อใหญ่ ใบปีป เกลือ เอาเสมอภาค ย้ำพอแหลกใส่กะละมัง ใส่น้ำมะนาวเคล้าให้ท่วมยา ตากแดดให้เอาเม็ดมะนาวใส่ด้วย</li>
<li>ตากแห้งแล้ว ทำผงบดด้วยมะนาว ปั้นเม็ดยาขนานนี้ ยิ่งเปรี้ยวเท่าใด ยิ่งมีสรรพคุณดี ละลายสุราโรงรับประทานแก้เลือดตีขึ้น และขับเลือดด้วยถ้าออกไฟแล้วรับประทานเรื่อยไปจะทำให้น้ำนมดีและบริสุทธิ์เด็กนั่นก็เลี้ยงง่าย แก้ลมจุกเสียด แก้เสมหะพิการ กันตานซางขโมย แก้ท้องลุ้ง พุงโร รับประทานยานี้ดีนัก</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาาหม้อถ่ายน้ำคาวปลา ขนานศักดิ์สิทธิ์</h4>
<ul>
<li>เบญจกูล รากปลาไหลเผือก เถาวัลย์เปรียง แก่นขี้เหล็ก แก่นแสมทะเล ไพล รากตองแตก หัสคุณเทศ หางไหลแดง ผลสมอทั้ง 3 เปล้าน้อย กระลำพัก 3 ตุ่ม แก่นลั่นทม ข่า กระเทียม พริกไทย รากส้มกุ้ง ขมิ้นอ้อย ใบมะขาาม ใบส้มป่อย มะยามเปียก ยาดำ เหลือสินเธาว์ เนื้อฝักราชพฤกษ์ 3 ฝัก สารส้ม 1 เอาสิ่งละเท่ากัน ต้มเป็นยารับประทานเช้า ชำระโลหิตเน่าร้าย และน้ำคาวปลาให้ตกสิ้นแล</li>
<li>ครรภ์แก่ครบกำหนดจวนคลอดแต่โบราณมา ให้ใช้ผิวมะกรูดหรือหัวตะไคร้ทุบให้ดม เพื่อให้มีลมเบ่งออกง่าย เมื่อพิเคราะห์ดูสรรพคุณแล้วเห็นว่าดีจริงๆ เพราะเป็นเครื่องหมอชูกำลัง กันเป็นลม หน้ามืด บางชนบทใช้หัวตะไคร้ฝนกับน้ำปูนใสทาท้อง แต่ที่นิยมมากคือ เกล็ดปลาช่อนคั่วให้เกรียม รากขัดมอน เทพทาโร ทำผงบดปั้นเม็ดด้วยน้ำดอกไม้เทศ ผึ่งลมละลายน้ำร้อนรับประทานให้มีลมเบ่ง</li>
<li>ถึงกำหนดคลอด หมอผดุงครรภ์ควักโลหิตและสิ่งโสโครกในปากทารกออกแล้ว เอาน้ำผงทองคำเปลวกวาดที่ต้นลิ้น เพื่อมิให้ทารกนั้นมีโรคป่วยเจ็บ แก้ลมซางและตานซางต่างๆ ถ้าหมอผดุงครรภ์ควักโลหิตในปากทารกออกไม่หมด ทารกนั้นมักจะมีโรคเจ็บป่วย เป็นลมซางและโรคตานซางต่างๆ ที่เรียกว่า น้ำผงทองคำ สั้นคือเอาน้ำผึ้งเทใส่โกร่งบดยาแล้วเอาทองคำเปลวอย่างแท้ใส่พอควร กวนให้ละเอียดแล้วป้ายลิ้นเด็ก</li>
<li>ต่อมาภายหลังโบราณจารย์ได้ประกอบยาขนานนี้ขึ้นแทนน้ำผงทองคำ ชื่อว่า ยากวาดเด็กอ่อน เม็ดมะกอกเผา 3 เม็ด ลิ้นทะเลปิ้งไฟให้เหลือง 1 ทองคำเปลว ถ้าใบใหญ่ 3 แผ่น แผ่นเล็ก 5 แผ่น บดทำผงละเอียด ปั้นแท่งหรือทำเม็ดกวาดแก้ลม แก้ซาง</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาขับน้ำคาวปลา</h4>
<p>แก่นแสมทะเล เบญจกูล รากปลาไหลเผือก เกาวัลย์เปรียง แก่นขี้เหล็ก ไพล รากตองแตก หัสคุณเทศ หางไหลแดง สมอทั้ง3 เปล้าน้อย กระลำพัก 3 ตุ่ม แก่นลั่นทม ข่า กระเทียม พริกไทย รากส้มกุ้ง ขมิ้นอ้อย ใบมะขาม ใบส้มป่อย ใบส้มเสี้ยว ใบมะกา ฝักส้มป่อย มะขามเปียก ยาดำ สารส้ม สิ่งละ 1 บาท เกลือสินเธาว์ 2 สลึง เนื้อฝักราชพฤกษ์ 3 ฝัก ต้มรับประทาน ขับน้ำคาวปลาวิเศษนัก ( ชำระโลหิตร้ายแก้พรรดึก แก้เสมหะ แก้ท้องผูก )</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาชื่อทำลายพระสุเมรุ ( ของหมอสี )</h4>
<p>ใบสมอทะเล ลูกสมอดีงู สิ่งละ 5 ส่วน เนื้อมะขามป้อม สมอไทย สิ่งละ 4 ส่วน พริกไทยล่อน 2 ส่วน ทำผง</p>
<ul>
<li>น้ำกระสายสุรา น้ำร้อน แก้คาวเลือด เลือดเน่า ขับน้ำคาวปลาที่ไม่เดิน ขับโลหิตเมื่อคลอดบุตรดีนัก</li>
<li>แก้หญิงหอมแห้ง น้ำส้มซ่า น้ำร้อนก็ได้</li>
<li>แก้เถาดานเป็นลิ่ม เป็นก้อน ระบายในตัว ตัวยาร้อนสุขุม ค่อนข้างร้อน ใบสมอทะเลถ้าจะใส่ยาให้นึ่งให้สุกแล้วตากแดดให้แห้งจึงผสมยา</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/08/1028-01-1-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1028-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/08/1028-01-1-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/08/1028-01-1-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/08/1028-01-1-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/08/1028-01-1-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/08/1028-01-1-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/08/1028-01-1-2048x1024.jpg 2048w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-medicine-for-women-and-babies/1028-01-2/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3 style="text-align: center;">ยาอื่นๆ</h3>
<h4>ยาแก้ลมหัวลูก</h4>
<p>ลมหัวลูก คือ แม่หญิงที่ตั้งครรภ์ มีอาการคลื่นเหียน วิงเวียน หน้ามืด ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ จนใกล้คลอด</p>
<ul>
<li>ใบมะกา 1 กำมือ ข่า 5 แว่น เกลือ 1 กำมือ ต้มรับประทาน 1-2 หม้อจะหาย</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยารับประทานให้คลอดง่าย</h4>
<p>ใบมะนาว 108 ใบ ลงด้วยพระเจ้า 5 พระองค์ เมื่อขาดระดู รู้สึกว่ามีท้อง ให้เอายาขนานนี้ต้มรับประทานเช้า-เย็น มื้อละ 1 ถ้วยชา ก่อนอาหาร จะทำให้คลอดง่าย สะดวกดีนัก มีผู้เคยใช้มาแต่โบราณนานนักแล้ว จนกระทั่งถึงปัจจุบัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาคลอดบุตรง่าย</h4>
<p>ใบมะกา 1 กำมือ ขมิ้นอ้อย 3 แว่น เถาวัลย์พอควร ( เข้าใจว่าเถาวัลย์เปรียง ) 1 กำมือโตๆ สมอทั้ง3 สิ่งละ 3 ลูก ใส่หม้อต้มรับประทานบ่อยๆ คลอดบุตรง่ายดีนัก</p>
<ul>
<li>ยาคลอดบุตรง่าย รากลำเจียก ที่ห้อยจาากต้นไม้ถึงดินมา 3 ราก ( เรียกว่ารากอะเทศ ) เมื่อไปพลีอย่าให้เงาทับต้น เอามาหั่นบางๆ พริกไทย 7 เม็ด กระเทียม 7 กลีบ ใส่ครกโขลกด้วยกัน คั้นเอาน้ำรับประทาน เวลาใกล้ๆ คลอดง่ายดีนักแล</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาแก้ทารกในครรภ์ไม่ดิ้น</h4>
<p>มะพร้าวอ่อน 1 ลูกฟันก้น และเอาผลผักชี 1 รากสามสิบ 1 เทียนดำ 1 พิกุล บุนนาค สารภี มะลิ เกสรบัวหลวง ใส่ในผลมะพร้าวอ่อน หมกไฟแกลง หรือไฟอะไรก็ได้</p>
<ul>
<li>ให้น้ำมะพร้าวเดือดนานพอสมควรแล้วเอาออกรินน้ำในผลมะพร้าวอ่อนให้แม่หญิงทรงครรภ์รับประทานเป็นยาชื่นใจ ชูกำลังกุมารในครรภ์ดีนัก</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาแก้บิดหัวลูก</h4>
<p>สารส้ม พริกไทย ฝาง เท่าๆกัน ต้มเคี่ยว 3 ส่วนให้งวดเหลือ 1 ส่วน ใช้แก้บิดหัวลูก ลงเป็นมูก และโลหิต</p>
<ul>
<li>ยาแก้บิดหัวลูก ครั่ง ผลเบญกานี สีเสียดเทศ ชั้นไม้ตะเคียน ขมิ้นอ้อย ผลจันทน์เอาเท่าๆ กัน ตำเป็นผง บรรจุในผลทับทิมสุมไฟแกลบ ให้สุกแล้วบดให้ละเอียด ทำแท่งไว้ กระสาาย น้ำผึ้ง น้ำปูนใส แก้บิดหัวลูกในหญิงตั้งครรภ์</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาชูกำลังกุมาร</h4>
<p>แห้วสด กระจับสด เกสรบัวหลวง ดอกจงกลนี รากรักซ้อน รากสามสิบ เทียนข้าวเปลือก ขัณฑสกร เท่าๆ กัน บดทำผง ละลายน้ำนมโคกิน ชูกำลังกุมารในครรภ์เวลาที่รู้สึกว่าครรภ์ไม่ไหวติงไม่ดิ้น ไม่รนเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาแก้สันนิบาตหน้าเพลิง</h4>
<ul>
<li>ขนาน 1 ใบมะกา 5 ตำลึง ยาดำ 2 บาท ฝักคูณ 3 ฝัก ผลมะคำดีควาย 7 ลูก มะกรูด 33 ลูก( ผ่า 4 เอาแต่ 3 ทิ้ง 1 ) ใบส้มป่อย 1 กำมือ ต้มรับประทานแก้สันนิบาตหน้าเพลิง</li>
<li>ขนาน 2 แกแล แก่นขนุน แก่นสน ขิง สักขี แก่นขี้เหล็ก จันทน์แดง จันทน์ขาว ตับเต่าน้อย ตับเต่าใหญ่ แก่นกันเกรา แก่นปรู เมล็ดฝ้าย ดอกสารภี ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกมะลิ เท่าๆกัน ต้มแก้สันนิบาตเลือด และแก้ไขเพื่อโลหิตระดูพิการได้ด้วย</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาประสะนางคำ</h4>
<p>พริกไทย ขิงแห้ง ดีปลี สารส้ม ดินประสิว การบูร สิ่งละ 2 สลึง เปราะหอม ว่านน้ำ ผิวมะกรูด แก่นแสมทั้ง 2 เทียนดำ ไพล สิ่งละ 1 บาท ว่านนางคำ 10 บาท ทำเป็นผง น้ำร้อนหรือสุรา เป็นกระสายแก้โลหิตทำพิษในเวลาอยู่ไฟ ( เป็นยาขับโลหิต และน้ำคาวปลา แก้มุตกิตและขัดเบาได้ด้วย )</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาประสะไพล</h4>
<p>การบูร 3 บาท ขิงแห้ง ขมิ้นอ้อย สิ่งละ 4 บาท เทียนดำ หัวหอม พริกไทย กระเเทียม ดีปลี เกลือสินเธาว์ สิ่งละ 5 บาท ไพลแห้งเท่ายาทั้งหลาย ทำเป็นผง กระสายน้ำร้อน แก้มุตกิด ขับเลือดเน่าในเรือนไฟ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาแก้ปวดมดลูก</h4>
<p>เกลือสินเธาว์ กระเทียม พริกไทย สารส้ม กระวาน กานพลู สิ่งละ 1 ส่วน ดีปลี ขิง ไพล สิ่งละ 2 ส่วน เทียนดำ 4 ส่วน ให้เป็นยาสด กระสายสุรา แก้ปวดมดลูก ขับโลหิตเน่าร้ายให้ออกหมด</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยานึ่งท้องให้ท้องยุบ</h4>
<p>ไพล 2 บาท ดีปลี กระเทียม พริกไทย สารส้ม ดินประสิว สิ่งละ 1 บาท ใบมะกาเท่ายาทั้งหลาย ใส่ครกตำเป็นผงเคล้าสุรา หรือน้ำส้มสายชูได้</p>
<ul>
<li>แผ่ลงบนท้องตรงมดลูก แล้วเอาผ้าทำเป็นวงพวงมาลับรอบก้นหม้อไว้ เอาหม้อตั้งไฟ พออุ่นๆ วางทับบนผ้า ทำวันละ 2 ครั้ง แก้ท้องที่ไม่ยุบ ให้ยุบแห้งสนิท</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาบำรุงน้ำนม</h4>
<p>ผลเร่ว ใบกระวาน กานพลู พริกไทย ขิงแห้ง ดีปลี อบเชยเทศ ดอกบุนนาค เอาเท่ากัน รากกระย่อม เท่ายาทั้งหลาย ทำผงหรือปั้นเม็ด ละลายกับสุรารับประทาน หนัก 1 เฟื้อง วันละ 1 ครั้ง ทำให้น้ำนมข้น</p>
<ul>
<li>บำรุงน้ำนมให้ออกมาก จันทน์เทศ ชะเอมเทศ น้ำตาลทราย สิ่งละ 1 บาท กานพลู ผลมะแว้ง โกฐสอ โกฐเขมา โกฐก้านพร้าว โกฐพุงปลา โกฐจุฬาลัมพา สิ่งละ 2 บาท ต้มรับประทาน เช้า &#8211; เย็น ชำระน้ำนมให้ร้ายกลายเป็นดี</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาแก้น้ำนมน้อย</h4>
<ul>
<li><strong>ขนานที่ 1</strong> ดีปลี รากชะพลู ผักแพวแดง สะค้าน ขิงแห้ง ผลผักชีล้อม ว่านน้ำ แห้วหมู ผลพิลังกาสา ผิวมะกรูด เสมอภาค พริกล่อนเท่ายาทั้งหลาย ทำผง ละลายน้ำส้มซ่า หรือน้ำร้อนเป็นกระสาย ให้แม่ลูกอ่อนกิน น้ำนมมากมีประโยชน์บำรุงธาตุไฟ ให้โลหิตงาม ถ้าไม่มีระดูให้มีระดู หาโทษมิได้เลย</li>
<li><strong>ขนานที่ 2</strong> โกฐทั้ง 5 เทียนทั้ง 5 กรุงเขมา ขิงแห้ง กระพังโหม ชะมดต้น เสมอภาค ต้ม 3 เอา 1 รับประทานเป็นยาประสะน้ำนมให้บริบูรณ์</li>
<li><strong>ขนานที่ 3</strong> ว่านน้ำ แห้วหมู สมอไทย รากเพ็ศณุกรรม์ ขิง อุตพิด ต้ม 3 เอา 1 ทำให้น้ำนมบริสุทธิ์</li>
<li><strong>ขนานที่ 4</strong> โกฐทั้ง 5 เทียนทั้ง 5 รากไทยย้อย เปลือกพิกุล แห้วหมู งาช้าง เขากวางอ่อน รากเสนียด โคกกระออม เสมอภาค ต้ม 3 เอา 1 รับประทานเป็นยาประสะน้ำนม</li>
<li><strong>ขนานที่ 5</strong> ผลมะตูมอ่อน แห้วหมู ขิงแห้ง รากขัดมอน เสมอภาค ต้ม 3 เอา 1 กินแก้น้ำนม กลิ่นคาวหาย</li>
<li><strong>ขนานที่ 6</strong> สมอไทย ขิงแห้ง แห้วหมู เท่ากัน ต้ม 3 เอา 1 กินแปรน้ำนมร้ายให้กลายเป็นดี</li>
<li><strong>ขนานที่ 7</strong> เปลือกสะเดา เปลือกมะหวด เปลือกไม้สัก รากตะขบ รากมะกอก น้ำรากมะกอกบก เสมอภาค ทำเป็นผง ใช้น้ำมะนาวนาฬิเก เป็นกระสาายกินแก้น้ำนมมิออกแล้วน้ำนมพล่านดี</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาดองเหล้าคลอดบุตร ( เจ๊สุก )</h4>
<p>ฝาง คำฝอย ดีปลี ขิงแห้ง พริกไทยล่อน สารส้ม กระเทียม สิ่งละ 2 บาท ตำพอแหลกห่อผ้าาขาว ดองสุรารับประทานเช้า-เย็น ในการคลอดบุตร เจ้าของยาได้ใช้ยาดองขนานนี้ตลอดมาเมื่อมีบุตรทุกคน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาดองเหล้าทำให้มดลูกแห้ง</h4>
<p>ขิง ดีปลี เจตมูลเพลิง ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู กระเทียม พริกไทยให้มากหน่อย กำจัด กำจาย แก่นขี้เหล็ก หางไหลแดง หัสคุณเทศ เทียนดำ เสมอภาค ตำพอช้ำ ดองกับสุรารับประทานใช้เมื่อคลอดบุตรแล้ว 10 วัน เป็นยาขับเลือด ขับลม ขับน้ำคาวปลา ทำให้มดลูกแห้งสนิท ใช้แก้ลม ซึ่งมีอาการให้ตาเหล่ปากเบี้ยวบิด แก้โรคลมได้ทุกอย่าง คนที่อยู่ไฟไม่ได้ มีอาการซูบผอม รับประทานยานี้แล้วทำให้ปกติ ผิวพรรณสวยงาม</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาท่านขุนศรี ขนานที่ 21</h4>
<p>ใบผักเป็ดแดง ดีปลี ขิงแห้ง กระเทียมแห้ง ไพลแห้ง สิ่งละ 1 บาท พริกไทยล่อน 4 บาท ใบบัวบก 8 บาท  บดทำผง ละลายสุราโรง ครั้งละ 1 ช้อนกาแฟ ก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง แก้เหงื่อไม่ตก น้ำคาวปลาไม่เดิน ขับฟอกโลหิต รับประทานประจำคลอดบุตรดีนัก แก้ช้ำ รับประทานกับสุรา</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาแก้มดลูกฟกบวม</h4>
<p>อาการนี้เกิดเพราะแท้งลูก คลอดลูก หรือเป็นด้วยมักมากด้วยมาตุคาม</p>
<ul>
<li><strong>ขนานที่ 1</strong> มหาหิงค์ ผลจันทน์เทศ ดอกจันทน์เทศ น้ำประสานทอง สิ่งละ 1 สลึง ยาดำ เกลือสินเธาว์ สิ่งละ 2 สลึง  ผลสลอดหนัก 1 สลึง กานพลู เหล่ายาทั้งหลาย บดด้วยน้ำอ้อยที่ต้มเดือด 3 พลุ่ง เป็นกระสาาย บดปั้นแท่งเท่าเม็ดนุ่นกินหนักครั้งละ 1 เฟื้อง ตามธาตุหนักเบา แก้ทวารและมดลูกฟกบวม และริดสีดวง ผอมเหลือง แก้ท้องลุ้ง พุงมาน รุในโรคคุดทะราด ฝีดาษหายสิ้นแล</li>
<li><strong>ขนานที่ 2</strong> ขมิ้นอ้อย 3 ท่อน บอระเพ็ด 3 ท่อน ต้มด้วยน้ำสุรา แก้ฟกบวม ตามทวารและมดลูก และแก้ฝีที่จะตั้งขึ้นที่มดลูกด้วย</li>
<li><strong>ขนานที่ 3</strong> ดีปลี รากช้าพลู รากเจตมูลเพลิงแดง สะค้าน ผิวมะกรูด พริกไทย ไพล ใบคนทีสอ บดทำผงละลายสุรากิน แก้ฟกบวมและฝีมดลูก แก้พิษโลหิตคั่งค้าง ไม่ให้กลายเป็นท้องมานหรือฝีขั้ว แล้วชะล้างด้วยน้ำสารส้ม</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยาแก้มดลูกเคลื่อน</h4>
<p>พริกไทยล่อน 4 บาท ขิง 1 บาท ดีปลี 1 บาท พริกเทศ 1 ใบสมอทะเล 7 บาท บดทำเป็นผงละลาย น้ำผึ้งรับประทานตามธาตุหนัก-เบา และรับประทานแก้ลมสันดาน แก้ฝีในมดลูกด้วย ( ใบเสมอสดนึ่งให้สุกตากแดดแห้งแล้วจึงผสมยา )</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ยานั่งถ่านเมื่อคลอดลูกแล้ว</h4>
<p>แก่นแสมสาร แสมทะเล ( สองสิ่งนี้เอาบุ้งกรางให้เป็นผง ) เทียดำ อบเชย สิ่งละ 1 บาท สารส้ม กำยาน สิ่งละ 1 บาท ขมิ้นผง 3 หยิบมือ แล้วรวมปนกันตำให้ละเอียดเวลาจะนั่งให้เอาถ่านใส่หม้อตาลแล้วเอายาผงนี้โรยลงบนถ่านพอสมควร เอากะลาตัวเมียครอบควันจะพลุ่งขึ้นหาม้านั่งรมสูงพอประมาณ อย่าให้ต่ำนักจะทนร้อนไม่ไหว รมยานี้สัก 3-4 ครั้ง จะทำให้ช่องคลอดสะอาด แห้งสนิท ระงับมุตกิต ระดูขาาว ดีนักแล</p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 100px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h3 style="text-align: center;">สารบัญ บทความ แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์</h3>
</blockquote>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<ul>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/table-of-contents-articles-on-traditional-thai-medicine-and-midwifery/">สารบัญ บทความ แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์</a></li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 100px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div>
</div><p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-medicine-for-women-and-babies/">แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ ภาคผนวก ยาสำหรับสตรีและทารก</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 6 การดูแลมารดาและทารกในระยะหลังคลอด</title>
		<link>https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-6/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[vayogroup]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Jul 2023 08:38:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผดุงครรภ์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 1]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://farm.vayo.co.th/blog/?p=7523</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทที่ 6 : การดูแลมารดาและทารกในระยะหลังคลอด   1. ในระยะ 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด 2. การดูแลมารดาระยะ 2 เดือนแรกหลังคลอด แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์</p>
<p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-6/">แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 6 การดูแลมารดาและทารกในระยะหลังคลอด</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h2 style="text-align: center;">บทที่ 6 : การดูแลมารดาและทารกในระยะหลังคลอด</h2>
</blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;">1. ในระยะ 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด</h3>
<p>เมื่อกระบวนการคลอดสิ้นสุดลง รกและถุงน้ำคร่ำได้เกิดออกมาเสร็จแล้ว ในระยะ 1-2 ชั่วโมงแรกของการคลอดนี้ อาจมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันเป็นผลเนื่องมาจากการคลอดเกิดขึ้นอย่างกะทันหันได้ เพราะผู้คลอดย่อมเหน็ดเหนื่อยและเสียกำลังเป็นอย่างมากในการคลอด ส่วนมดลูกก็ทำงานหนักเป็นเวลานานอาจหมดแรงหรือไม่สามารถทำงานต่อไปตามปกติได้ หรืออาจมีการฉีกขาดของช่องคลอดอีกด้วย</p>
<ul>
<li>มดลูกระยะนี้หมดสิ่งที่กีดขวางแล้วจึงหดรัดตัวเล็กลงเป็นก้อนแข็ง คลำดูที่หน้าท้องจะพบได้ง่ายการหดรัดตัวลงนี้จะดำเนินไปเป็นพักๆ อีก แต่ระยะนี้การพักจะสั้นกว่าเดิม ผู้คลอดจึงรู้สึกเจ็บท้องเป็นพักๆ โดยเฉพาะรายที่เคยคลอดมาแล้ว แต่ผู้ที่คลอดเป็นครั้งแรกอาจรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยหรือไม่รู้สึกเลย</li>
<li>การเจ็บท้องในระยะนี้เป็นการแสดงออกที่ดี เพราะมดลูกทำงานอยู่เสมอ การหดรัดตัวของมดลูกในระยะนี้ทำให้หลอดเลือดที่ผนังมดลูกตรงที่รกเคยเกาะอยู่นั้น ซึ่งมื่อรกหลุดไปหลอดเลือดจึงขาดและเปิดอยู่กลับถูกบีบให้ตีบและแฟบลงหลอดเลือดจึงตันโดยเลือดที่ค้างอยู่ในหลอดเลือดแข็งตัวเป็นก้อน เป็นลิ่มจุกอยู่ กับที่มดลูกคลายตัวกลับหดรัดตัวเล็กลง ผลักดันให้เลือดที่ไหลซึมออกจากกผนังตรงที่รกเคยเกาะ และค้างอยู่ในโพรงมดลูกให้ออกมาจากโพรงมดลูก และในไม่ช้าเลือดที่ไหลซึมออกก็จะหยุดได้และกลายเป็นน้ำคาวปลาต่อไป</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การช่วยมารดาเมื่อคลอดบุตรแล้ว</h4>
<ul>
<li>เมื่อทารกคลอดแล้วรกยังไม่ออกมา เวลานั้นควรให้มารดารับประทานยาควินินกับแอสไพรินอย่างละ 1 เม็ด</li>
<li>แล้วจึงคลึงมดลูก โดยเอามือกุมหน้าท้องมารดา แล้วคลึงให้มดลูกหดตัวจนแข็ง แล้วให้มารดานอนหงายตั้งขางอเข่า ให้เอาหมอนหนุนตรงเอวพอสบาย แล้วให้นอนเฉยๆ เพื่อให้รกหลุดออกมาเอง และเพื่อให้มารดาได้พักผ่อนด้วย พักอยู่ประมาณ 25 นาที ( ถ้ารกยังไม่ออกต้องนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน )</li>
<li>เมื่อรกออกมาแล้วรีบให้มารดารับประทานยาประสะไพล เพื่อขับน้ำคาวปลา แล้วคลึงมดลูกดังกล่าวข้างต้น แล้วให้มารดาเหยียดขาออกไปทั้งสองข้างคลึงเร่งมดลูกให้เหี่ยวเล็กลงจนแข็ง</li>
<li>แล้วจัดการเอาน้ำยาฆ่าเชื้อโรคล้างปากช่องคลอดและระหว่างขาให้เลือดที่เปื้อนอยู่หมดไป จึงผลัดผ้านุ่งใหม่</li>
<li>ขณะนี้ห้ามมารดาลุกขึ้นนั่งเป็นอันขาด อาจจะเป็นลมล้มสลบหรืออาจตายได้ และอาจเป็นเหตุให้มดลูกเคลื่อนออกมาภายนอกได้เพราะเส้นเอ็นที่เหนี่ยวรั้งมดลูกหย่อนยานมาก</li>
<li>เมื่อผลัดผ้านุ่งมารดาแล้ว จึงใช้ผ้าพันท้องมารดา และให้รับประทานยาขับน้ำคาวปลาแล้ววางกระเป๋าน้ำร้อนที่หน้าท้องให้อุ่นพอสมควร</li>
<li>ส่วนบาดแผลนั้น ถ้ามีขาดประมาณ 2 ซม.ขึ้นไปควรนำส่งโรงพยาบาล</li>
<li>ถ้ามีน้อยกว่า 1 ซม.ไม่ต้องเย็บ ใช้วิธีชำระล้างวันละ 2 หน ต้องใช้ด่างทับทิมละลายน้ำอุ่นล้างทุกจุด แล้วซับให้แห้งใช้ยาผงโรยจนกว่าแผลจะหาย</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การปฎิบัติตัวระหว่างอยู่ไฟ</h4>
<ul>
<li>คลอดบุตรวันแรกแล้ว ให้รับประทานยาขับน้ำคาวปลาทุก 3 ชม. / ครั้ง</li>
<li>วันที่ 2 ให้รับประทาน 3 ครั้ง / วัน</li>
<li>วันที่ 3-4 ให้รับประทานเช้าและเย็น</li>
<li>วันที่ 5 ให้รับประทาน 1 ครั้ง / วัน</li>
<li>เมื่อหยุดรับประทานยาขับน้ำคาวปลาแล้ว ให้รับประทานน้ำเกลือที่ชื่อ โซดาไฮซัลเฟต ต่อไปอีก 6 สัปดาห์ วันละ 2 ครั้ง</li>
<li>ส่วนยาควินินนั้น ให้รับประทานมื้อละ 1 เม็ด ตั้งแต่วันแรกคลอดตอนเช้าและกลางคืนจนครบ 5 วัน</li>
<li>ถ้าวันใดน้ำคาวปลาไม่เดิน คนไข้มีอากการไม่สบาย หนักคิ้ว ปวดศีรษะ ควรให้รับประทานยาควินินอีกตามความเห็นของผู้เขียน เห็นว่า ควรจะให้ยาขับน้ำคาวปลาตั้งแต่แรกคลอด วันละ 3 ครั้ง เพื่อขับน้ำคาวปลาและแก้ไข้ แก้อักเสบไปในตัว พร้อมกับยาประสะน้ำนมไปพร้อมกัน</li>
<li>ในการรับประทานยาเพื่อขับน้ำคาวปลาออกแล้วใส่ความร้อนที่หน้าท้องน้อย น้ำคาวปลาก็จะออกมา ช่วยทำให้สบาย ถ้าน้ำคาวปลาออกแล้วรู้สึกรำคราญไม่สบายก็ควรล้างช่องคลอดด้วยน้ำอุ่นผสมด่างทับทิม เช้า &#8211; เย็น</li>
<li>เมื่อคลอดบุตรได้ 3 วันแล้วยังไม่ถ่ายอุจจาระ ให้รับประทานน้ำมันละหุ่ง 1 ช้อนโต๊ะ การรัดท้องคนอยู่ไฟนั้น ให้ทำสักสิบวันแล้วจึงเลิก ใช้ความร้อนอุ่นๆ ทับตรงมดลูกเสมอ</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การช่วยทารกคลอดแล้ว</h4>
<ul>
<li>เมื่อทารกคลอดแล้ว ให้ควักเลือดที่ในจมูกและในปากออกโดยใช้ผ้าพันนิ้ว</li>
<li>ถ้าทารกไม่หายใจให้เอามือกดที่หน้าท้องทารกเบาๆ และกระตุ้นให้แรงๆ สัก 2-3 ครั้ง</li>
<li>ถ้ายังไม่หายใจให้เอามือวักน้ำร้อน ( พอทน ) ประที่หน้าอกทารก แล้วเอามือกระตุ้นให้แรงๆ สัก 2-3 ครั้ง</li>
<li>ถ้ายังไม่หายใจให้เอามือวักน้ำเย็นสลับกันประลงที่ท้องทารกแล้วกระตุ้นท้อง</li>
<li>ถ้ายังไม่หายใจ ให้หิ้วตัวทารกขึ้นโดยจับรอบข้อเท้าทารกทั้งสองข้างยกขึ้นให้หัวทารกห้อยลง แล้วเอามือเขย่าหน้าอกให้หายใจ</li>
<li>ถ้ายังไม่หายใน ให้ทำการสูดลมหายใจโดยจับแขนของทารกทั้งสองข้างเหยียดตรงขึ้นทางเหนือศรีษะ แล้วหกกลับลงมากอดอกไว้ เอามือกดแขนแนบกับสีข้างบีบลมออกจากปอดและเหยียดตรงไปตามเดิมอีกเพื่อให้ลมเข้าปอด ในเวลาทำการสูดลมหายใจเช่นนี้ ควรเอาน้ำอุ่นราดตัวทารกบ่อยๆ เพื่อให้ทารกเกิดความอบอุ่น ควรใช้น้ำอุ่นจัดๆ จึงจะดี</li>
<li>ในที่สุดถ้าทารกยังไม่ฟื้น ให้เอาปากจุ๊บลงที่จมูกและปากของทารกโดยแรงเพื่อให้ก้อนเมือกที่อุดหลอดลมของทารกจะได้หลุดออกมาหรือบางทีเยื่อบางๆ ที่ปิดปากและหลอดลมของทารกยังไม่ขาด</li>
<li>ถ้าจุ๊บไม่ออกจงเป่าลมลงไปให้แรงๆ จนกว่าจะหายใจได้ เพราะถ้าหัวใจทารกหยุดเต้นเสียแล้วจะแก้ไม่ฟื้น</li>
<li>โดยมากทารกที่ออกมาแล้วจะร้องทันที หรือพอควักเมือกในปากออกแล้วทารกก็จะร้อง แต่บางคนก็หายในได้เป็นปกติมิได้ร้องเลย อยู่ต่อมา 3-4 ชม. หรือบางคนถึง 12 ชม. จึงร้องก็มี</li>
<li>ถ้าทารกหายใจได้แล้ว ถึงทารกจะไม่ร้องก็ไม่เป็นไร การร้องของทารกก็เท่ากับทารกหายใจเป็นครั้งแรก</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การหายใจครั้งแรกของทารกเกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลายประการ</h4>
<ul>
<li>เมื่อศรีษะออกแต่ตัวทารกยังไม่ออก มดลูกหดรัดตัวอย่างแรง การเดินของเลือดในตัวทารกไปสู่ศรีษะทารกติดขัด สมองขาดออกซิเจน ศูนย์กลางประสาทที่บังคับการหายใจจึงถูกกระตุ้น ทารกจึงถอนหายใจเข้าแรงและหายใจออกอีก จึงเกิดเสียงร้องดังขึ้น</li>
<li>เมื่อทารกกำลังผ่านช่องคลอดถูกบีบรัดอยู่ตลอดเวลา เมื่อเกิดออกมาไม่มีอะไรบีบรัดอยู่ร่างกายของทารกผายออกมาเต็มที่ ช่วยกระตุ้นทำให้ทารกเกิดการหายใจจึงมีเสียงร้องดังขึ้น</li>
<li>เมื่อทารกเกิดออกมาผิวหนังได้รับอากาศภายนอกท้องของมารดา ซึ่งมีความเย็นมากกว่าในท้องเป็นเครื่องกระตุ้นระบบการหายใจเริ่มทำงานจึงมีเสียงร้อง</li>
<li>เมื่อร่างกายของทารกออกมาแล้ว เลือดในร่างกายของทารกไหลผ่านสู่สมองโดยรวดเร็วกระตุ้นเตือนประสาททั่วไป ทำให้ทารกร้องได้</li>
</ul>
<h4></h4>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1021-01-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1021-01-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1021-01-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1021-01-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1021-01-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1021-01-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1021-01-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1021-01-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="(max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-6/1021-01-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3 style="text-align: center;"><strong>2. การดูแลมารดาระยะ 2 เดือนแรกหลังคลอด</strong></h3>
<p>ระยะหลังคลอด เป็นระยะซึ่งอวัยวะในช่องเชิงกรานของผู้คลอดกลับคืนสู่สภาพเดิมเหมือนก่อนตั้งครรภ์กินเวลา 6-8 สัปดาห์</p>
<ul>
<li>เต้านม ยังทำงานต่อไปจนเด็กหย่านม ซึ่งตามธรรมชาติกินเวลาราว 10 เดือน</li>
<li>รังไข่ ซึ่งตามธรรมชาติจะไม่มีไข่สุกและไม่มีระดูตลอดเวลาที่เด็กยังกินนมอยู่ แต่ไม่แน่เสมอไปทุกคน</li>
<li>การเปลี่ยนแปลงทั่วๆ ไป ของมารดาหลังคลอดทันทีทันใด คนไข้รู้สึกอ่อนเพลียมากเนื่องจากการคลอด คนไข้ต้องการความสงบและต้องการพักเอาแรง</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การเปลี่ยนแปลงทั่วๆ ไป ของมาารดาหลังคลอดทันที</h4>
<ul>
<li>ชีพจร ปกติหรือช้าเล็กน้อย</li>
<li>ความร้อนของร่างกาย หลังจากการคลอดแล้ว ความร้อนของแม่ขึ้นประมาณ 99 องศาฟาเรนไฮต์ แต่ในระยะ 2-3 ชม.หลังคลอดใหม่ๆ ยังคงสูงเล็กน้อยอาจถึง 100 องศาฟาเรนไฮต์ เพราะออกกำลังมากนั่นเอง</li>
<li>ถ้าหากคลอดกินเวลานาน เมื่อคลอดเสร็จแล้ว ความร้อนอาจสูงถึง 101 องศาฟาเรนไฮต์</li>
<li>ในระหว่างเวลานอนพักในระยะหลังคลอดนี้ ความร้อนอาจขึ้นได้อีกแต่ไม่สูงนัก เนื่องจากนมคัด ซึ่งมักปรากฎหลังคลอดแล้ว 3 วัน อาการท้องผูกและความตื่นเต้น ทำให้ความร้อนของร่างกายขึ้นได้เหมือนกัน</li>
<li>ถ้าหากความร้อนขึ้นสูงกว่าปกติมาก เราต้องหาต้นเหตุซึ่งมักเกิดจากความสกปรกในช่องคลอดและมดลูก</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ความดันโลหิตจะลดลงทันทีเมื่อเด็กคลอด</h4>
<ul>
<li>จะต่ำสุดเมื่อรกออกแล้ว และจะค่อยๆ คืนสู่ปกติในราววันที่ 5 หลังคลอด</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การถ่ายเทของเสียออกจากร่างกาย</h4>
<ul>
<li>การถ่ายปัสสาวะ 3 วันแรกจะถ่ายมากกว่าปกติ ต่อไปภายใน 7 วันหลังคลอดจะคืนสู่สภาพปกติ น้ำปัสสาวะตรวจพบน้ำตาลได้ในราววันที่ 3 หลังคลอด และเมื่อทารกดูดนมแล้ว น้ำตาลในปัสสาวะก็น้อยลง และถ้ามารดากินน้ำนมเพิ่ม น้ำตาลจะออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น ( แต่ไม่ใช่โรคอย่างใด ) ธาตุไข่ขาวมีนิดหน่อยหลังคลอด บางคนก็มี บางคนไม่มี ธาตุเบ็บโตน มีปรากฎในปัสสาวะในระหว่างเวลาที่มดลูกเข้าอู่ ธาตุยูเรีย มีสูงมาก</li>
<li>การถ่ายปัสสาวะ ถ่ายยากและปวดเจ็บเวลาถ่ายใน 2-3 วันแรก เนื่องจากความระบมอักเสบของช่องเชิงกราน</li>
<li>การถ่ายของเสียทางผิวหนัง มีเหงื่อออกมาก</li>
<li>การถ่ายอุจจาระ ท้องผูกเสมอ</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การเปลี่ยนแปลงของโลหิต</h4>
<p>เม็ดโลหิตขาวที่เพิ่มขึ้นถึง 10,000 เซลส์/ลูกบาศก์เดซิลิตร ในระหว่างเวลาคลอด จะลดลงสู่สภาพปกติหลังคลอดแล้ว 2 วัน แต่ในวันที่ 3 เม็ดโลหิตขาวจะสูงขึ้นอีกเล็กน้อย เนื่องจากเลี้ยงทารกด้วยน้ำนมมารดา เม็ดโลหิตแดงและความเข้มข้นของโลหิตจะลดน้อยลงใน 3 วันแรกของการคลอด แต่ต่อไปจะคืนสู่สภาพปกติ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การเปลี่ยนแปลงเฉพาะอวัยวะบางส่วนของร่างกายมารดา</h4>
<p>การเข้าอู่ของมดลูก มดลูกค่อยๆ เปลี่ยนแปลงกลับคืนเหมือนก่อนตั้งครรภ์ ขนาดมดลูกหดตัวลง การเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อและเส้นโลหิตของมดลูก การเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุพื้นมดลูก</p>
<ul>
<li>ขนาดของมดลูกจะหดตัวลงทันที หลังจากรกออกแล้ว มดลูกจะรัดตัวแน่น แล้วค่อยๆ คลายตัวสลับกันอยู่เช่นนี้ ตำแหน่งและรูปร่างของมดลูกจะเปลี่ยนแปลงไป มดลูกจะอยู่เต็มในช่องเชิงกราน มีลักษณะพลิกตัวไปทางด้านหน้าเล็กน้อย และเป็นรูปเรียว ส่วนยอดของมดลูกหนามาก ส่วนล่างของมดลูกบางและอ่อน ปากมดลูกหนาอย่างปกติ ยอดของมดลูกสูงกว่าระดับหัวเหน่าประมาณ 5 นิ้ว</li>
<li>แต่คนเคยมีลูกแล้ว ยอดมดลูกจะสูงกว่าระดับนี้เล็กน้อย หรือถ้าปัสสาวะมีเต็มกระเพาะปัสสาวะ ยอดมดลูกจะสูงกว่านี้ ต่อจากนี้ 10 วัน แล้วต่อไปจะค่อยๆ หดตัวลงวันละน้อยจนถึงสัปดาห์ที่ 6 จะกลับเข้าาสู่ภาวะปกติ</li>
<li>การลดขนาดของมดลูกตามปกติ ปลายสัปดาห์แรกยอดมดลูกจะลดลงเหลือกึ่งกลางระหว่างหัวเหน่ากับสะดือ ปลายสัปดาห์ที่ 3 ยอดมดลูกจะรู้สึกว่าคลำพบอยู่เหนือหัวเหน่าเท่านั้น</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การหดตัวของมดลูกจะช้ามากในกรณีต่อไปนี้</h4>
<ul>
<li>มีโลหิตก้อนยังตกค้างในมดลูก</li>
<li>มีเศษรกตกค้างในมดลูก</li>
<li>มีเนื้องอกที่ตัวมดลูก</li>
<li>ทารกไม่ได้ดูดนมมารดา เช่น ในรายที่ทารกเกิดก่อนกำหนดคลอด เด็กจะไม่มีกำลังดูดนมหรือเกิดแล้วเด็กตาย</li>
<li>มดลูกอักเสบทั่วไป</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การเปลี่ยนแปลงของเส้นโลหิตของมดลูก</h4>
<ul>
<li>เส้นโลหิตแดง ขนาดของเส้นโลหิตแดงเล็กลงโดยกล้ามเนื้อของเส้นโลหิตหดตัวและเยื่อภายในหลอดโลหิตและเส้นโลหิตถูกทำลาย</li>
<li>เส้นโลหิตดำจะสูญหายไปและกลายเป็นเนื้อพังผืดเกิดขึ้นแทน</li>
<li>การเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุพื้นมดลูก หลังคลอดแล้วเยื่อบุพื้นมดลูกส่วนบนจะหลุดไปภายใน 10 วัน ปนออกมากับน้ำคาวปลาและเยื่อพื้นส่วนลึกของมดลูกจะตั้งต้นเจริญเติบโตใหญ่ตั้งแต่วันที่ 15 หลังคลอดเป็นต้นไป และเรียบร้อยภายใน 2 เดือน</li>
<li>ในบริเวณแผลที่รกเกาะของมดลูกหลังคลอดแล้ว แผลที่รกเกาะจะกลายเป็นเนื้อที่ประมาณ 4 นิ้ว นูนสูงกว่าระดับอื่นในพื้นที่มดลูกแผลนี้มีโลหิตก้อนเล็กๆ ปิดอยู่ และแผลนี้ ถ้ามีเชื้อสกปรกอยู่ในมดลูกกระทำให้เกิดอักเสบเป็นสันนิบาตหน้าเพลิงขึ้นในเวลาต่อมา</li>
<li>ส่วนอื่นๆ ของพื้นมดลูกก็มีโอกาสอักเสบจากเชื้อโรคได้เหมือนกัน แต่มีโอกาสน้อยกว่า</li>
<li>ภายหลังการคลอดใต้แผลที่รกเกาะนี้ จะมีเม็ดโลหิตขาวจำนวนมากล้อมรอบแผลไว้เพื่อคอยฆ่าเชื้อโรคที่เกิดขึ้นในแผลและจะกระจายต่อไป ฉะนั้นหลังคลอดแล้ว 3 วัน ไม่ควรขูดมดลูกเลย เพราะจะทำให้กำแพงเม็ดเลือดขาวนี้เสียไป จนกว่า 2 สัปดาห์แล้วจึงจะขูดมดลูกได้</li>
<li>แผลนี้เมื่อปลายสัปดาห์ที่ 2 จะเหลือโตเพียง 3 ซม.เท่านั้น ปลายสัปดาห์ที่ 6 แผลจะเหลือโตเพียง 1.5 ซม. และเมื่อถึงปลายเดือนที่ 6 จะเหลือเป็นจุดแดงๆ เล็กๆ เท่านั้น</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การเปลี่ยนแปลงของคอมดลูก</h4>
<ul>
<li>หลังคลอดแล้วปากมดลูกมีลักษณะอ่อนมาก และรูปร่างไม่ชัดเจนเหมือนเก่า ปลายสัปดาห์แรกยังเปิดอยู่ขนาด 2 นิ้ว มือลอดเข้าไปได้ คอมดลูกกลับเข้าที่ช้ามากและจะเรียบร้อยเหมือนเดิมเมื่อครบ 1 เดือน</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การเปลี่ยนแปลงช่องคลอด</h4>
<p>กว่าจะกลับคืนสู่สภาพเดิมกินเวลา 3 สัปดาห์ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่เหมือนเดิม เนื่องจากการฉีกขาดจากการคลอด ปากช่องคลอดจะกว้างกว่าเมื่อยังไม่มีบุตรแผลที่เคยฉีกขาด เมื่อหายแล้วจะกลายเป็นแผลเป็นเล็กๆ เยื่อพรหมจารีย์ขาดหมดเหลือแต่ตุ่มๆ ของเยื่อติดอยู่ข้างๆ ปากช่องคลอดเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>น้ำคาวปลา</h4>
<p>จะไหลออกมาเป็นปกติ ในระยะสัปดาห์แรกออกจากแผลที่รกเกาะพื้นมดลูก แผลที่คอและปากมดลูกและช่องคลอดฉีกขาดก่อนใน 2-3 ชั่วโมงแรก น้ำคาวปลามีลักษณะเป็นโลหิตใส และโลหิตก้อนๆ น้ำคาวปลาแบ่งออกเป็น 3 ชนิด</p>
<ul>
<li>สีแดง ใน 3 วันแรก ประกอบด้วยเม็ดโลหิตแดง เม็ดโลหิตขาว เยื่อพื้นมดลูกและเมือก เรียกว่า น้ำคาวปลาแดง</li>
<li>วันที่ 4-7 สีของน้ำคาวปลาเป็นสีน้ำตาลซีดๆ มีเม็ดโลหิตแดงและเม็ดโลหิตขาวมาก เรียกว่า น้ำคาวปลาเหลือง</li>
<li>หลังวันที่ 7 สีของน้ำคาวปลาจะเป็นสีเหลือง และกลายเป็นสีเขียวอ่อนๆ และในที่สุดกลายเป็นสีขาว ประกอบด้วยไขมันและเยื่อบุพื้นมดลูก และเม็ดโลหิตขาวเรียกว่า น้ำคาวปลาขาว</li>
<li>จำนวนน้ำคาวปลาที่ออกมาทั้งหมดประมาณ 500-1,000 ซีซี. และค่อยๆ น้อยลงทุกทีจนหมด ทีแรกน้ำคาวปลามีคุณภาพเป็นด่าง และจะค่อยๆ กลายเป็นกรดเมื่อเกือบหมดแล้ว</li>
<li>เชื้อโรคที่มีในน้ำคาวปลาเป็นเชื้อโรคธรรมดาไม่ใช่เชื้อโรคร้ายแรงอะไร ถ้าคนไข้เป็นหนองในก็มีเชื้อหนองในออกมาด้วย</li>
<li>จำนวนน้ำคาวปลาจะออกมากในพวกผู้หญิงผิวดำ ถ้าหลังคลอดแล้วล้างมดลูก หรือมดลูกเกิดอักเสบขึ้น น้ำคาวปลาจะออกน้อย</li>
<li>การรักษาช่องคลอด ให้ใช้ผ้าขาวที่สะอาดซ้อนทับพับหลายๆ ชั้น โตประมาณเท่าฝ่ามือหรือใช้ผ้าขาวห่อสำลีปิดปะไว้ที่ช่องคลอด แต่ต้องล้างช่องคลอดให้สะอาดเสียก่อนด้วยน้ำด่างทับทิมหรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค เพื่อให้ดูดน้ำเหลืองภายในแล้วผูกโยงติดไว้กับเอว ต้องคอยเปลี่ยนวันละ 2-3 ครั้ง หรือจะใช้ผ้าอนามัยก็ได้ ที่นอนของมารดาใช้แผ่นพลาสติกหรือกระดาษฟางรองรับทับข้างบนได้ สำหรับรองรับน้ำเหลืองหรือน้ำคาวปลา</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ความรู้สึกเจ็บท้องหลังคลอด เนื่องจากมดลูกกบีบตัว</h4>
<ul>
<li>มักเกิดในหญิงที่เคยมีบุตรแล้วหลายคน</li>
<li>เกิดเมื่อเด็กดูดนม</li>
<li>ในเมื่อยังมีก้อนโลหิตตกค้างอยู่ในมดลูก</li>
<li>มีในพวกมดลูกบีบตัวไม่ดี หรือที่เอารกออกไม่ดี แต่อาการเหล่านี้มักจะหายไปหลังคลอดแล้ว 4 วัน</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การเปลี่ยนแปลงของเต้านม</h4>
<p>เมื่อคลอดแล้ว นมยังคงคัดเต่งอยู่ตามเดิมจนคลอดแล้ว 2 วัน ในระหว่างวันที่ 2 นี้ ถ้าบีบเต้านมจะมีน้ำขุ่นๆ เหลือง ขาวๆ ไหลออกมาอย่างเดียวกับเมื่อจวนคลอด น้ำใสๆ นี้เรียกว่า โคลอสตัม ( Colostum ) ซึ่งประกอบด้วยน้ำเหลืองมีไขมัน และส่วนประกอบอื่นๆ อีกเล็กน้อย มีคุณภาพเป็นยาระบายอ่อนๆ ให้แก่เด็กคลอดใหม่ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเด็กคลอดใหม่ๆ รับประทานนมมารดา ท้องจึงไม่ผูก</p>
<ul>
<li>ส่วนนมที่แท้จริงนั้นจะปรากฎในวันที่ 3 น้ำนมจะเริ่ม เต้านมจะคัดแข็งตึง และเจ็บปวดเล็กน้อยน้ำนมขุ่นข้น มีลักษณะสีขาว ในระยะนี้มารดาาจะรู้สึกครั่นตัวเล็กน้อย เนื่องจากเต้านมคัด</li>
<li>สำหรับผู้มีบุตรคนแรกใน 24 ชม.แรก น้ำนมทั้งหมดมีราาว 15 ซีซี เท่านั้น ในวันที่ 2 มีน้ำนมประมาณ 60 ซีซี ในวันที่ 3 มีน้ำนม 150 ซีซี</li>
<li>ในคนเคยมีบุตรแล้ว น้ำนมจะมาราววันที่ 2 และตั้งแต่วันที่ 4 เป็นต้นไป น้ำนมที่ออกมานี้จะมีราว 500 ซีซี ประกอบด้วยน้ำนม 12% ( ธาตุโปรตีน 2% ธาาตุไขมัน 4% ธาตุคาร์โบไฮเดรท 6% ) มีน้ำ 88%</li>
<li>ในน้ำนมนอกจาากจะมีส่วนประกอบข้างบนนี้แล้วยังมีเกลือ หินปูน เกลือฟอสเฟต น้ำหล่อเลี้ยงจากต่อมต่างๆ ในร่างกายมารดา วิตามิน และสิ่งป้องกันโรค ( Antibodies ) อีกหลายอย่าง เด็กที่กินนมมารดาจะฉลาดแข็งแรง จำนวนน้ำนมและคุณสมบัติผิดกันแล้วแต่ชนชาติ ( ยิว จีน แขก และญี่หุ่น มีน้ำนมมากกว่าและดีกว่า )</li>
<li>อายุ ( อายุระหว่าง 18-40 ปี มีน้ำนมมาก อายุต่ำกว่านั้นน้ำนมไม่ดีและนมน้อย )</li>
<li>ระดู ( ถ้าระดูไม่ดี นมไม่ดี เด็กมักปวดท้องและท้องเสียในเวลานี้ ) มารดาที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาถ่าย เหล้า ฝิ่นปรอท ผ่านน้ำนมได้ เพราะฉะนั้นแม่กินยาถ่าย ต้องคิดถึงลูกเสมอ เพราะทำให้ลูกท้องเดินได้</li>
<li>อาหารที่แม่กินทำให้น้ำนมเปลี่ยนแปลงไปได้บ้างอาหารเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ถ้าแม่กินอาจทำให้เด็กท้องเสียได้</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1022-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1022-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1022-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1022-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1022-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1022-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1022-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1022-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-6/1022-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h4>การปฎิบัติตัวของมารดาในระยะหลังคลอด</h4>
<ul>
<li><strong>ภายหลังคลอดทันที</strong> ต้องสังเกตุว่ามดลูกรัดตัวแน่นหรือเปล่า และต้องแต่งปากมดลูกและช่องคลอด</li>
<li><strong>อุจจาระและปัสสาวะ</strong> ภายหลังถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะทุกครั้ง ต้องล้างปากช่องคลอดให้สะอาดด้วยด่างทับทิมอ่อนๆ หรือแช่น้ำยาเชฟลอน 1 ซีซี / น้ำ 1,000 ซีซี เสมอ แล้วเช็ดให้แห้ง</li>
<li><strong>หน้าท้อง</strong> ต้องใช้ผ้ารัดท้องให้แน่นภายหลังคลอดแล้ว เพื่อช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น และไม่ให้หน้าท้องหย่อนยาน นอกจากนั้นยังทำให้หญิงหลังคลอดถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะได้สะดวกอีกด้วย ต้องนวดหน้าท้องบ่อยๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าท้องทำงานดี หลังคลอดแล้ว 10 วัน ควรหาหมอนวดที่ชำนาญนวดหน้าท้องทุกวันให้ครบ 3 สัปดาห์</li>
<li><strong>การพักผ่อน </strong>หลังคลอดแล้วต้องให้คนไข้นอนหลับพักผ่อนให้มาก ใน 2-3 วันแรก อย่าให้มีกังวลและตื่นตกใจอย่างใด ควรให้นอนอยู่กับเตียงสัก 10 วัน หรืออย่างน้อยก็ควรเป็น 4 วัน ( และหลังคลอดแล้ว 3 วัน ควรให้คนไข้นอนคว่ำ ใช้หมอนรองบริเวณท้องน้อย ( เพื่อยกให้บริเวณสะโพกสูงขึ้น ) นานครั้งละ 10 นาาที เช้าและเย็นทุกๆ วัน เพื่อให้ยอดมดลูกพลิกกลับไปอยู่ด้านหน้า เมื่อมดลูกเข้าอู่แล้วจะได้อยู่ในลักษณะเดิมก่อนตั้งครรภ์ เวลามีระดูต่อไปความเจ็บปวดจากการมีระดูจะได้น้อยลง หลังจากอยู่กับเตียงได้ 10 วันแล้ว คนไข้จะลุกเดินได้วันละ 1-2 ชม. ทุกๆ วัน จนถึงทำงานได้ตามปกติ</li>
<li><strong>การนอน</strong> สำคัญมาก ต้องให้คนไข้นอนให้มากๆ ถ้านอนไม่หลับให้ยาระงับประสาทเล็กน้อย เช่น ยาโปแตสเซียมโบรไมด์ ( Mixt Potassium Bromide ) 30 ซีซี ก่อนนอน การนอนไม่หลับอาาจทำให้คนไข้เป็นโรคประสาทได้ในระยะหลังคลอด</li>
<li><strong>อาหาร</strong> หลังคลอดแล้ว 24 ชม. ควรให้อาหารธรรมดาคุณภาพดี เช่น นม ไข่ไก่ ไม่ต้องงดอาหาร เพราะต้องเลี้ยงทารกด้วยนมมารดา</li>
<li><strong>การคลอดแบบโบราณ</strong> หมอตำแยหรือผู้ทำการคลอดโดยมากให้หญิงหลังคลอดอดอาหารซึ่งเป็นการเข้าใจผิด คนคลอดบุตรจึงเป็นโรคเหน็บชากันมากเพราะเหตุนี้ และเมื่อมารดาเป็นโรคเหน็บชาทารกที่ดูดนมมารดาก็เป็นเหน็บชา ส่วนมากมักตาย</li>
<li><strong>ลำไส้</strong> หลังคลอดแล้วคนไข้มักท้องผูกเสมอ ควรให้ยาระบายอ่อนๆ เช่นน้ำมันละหุ่ง 30 ซีซี ในวันที่ 2 หลังคลอด</li>
<li><strong>หัวนม</strong> ควรให้ทำความสะอาดเต้านมและหัวนมเวลาที่ชำระร่างกายทุกครั้ง โดยใช้สบู่กับน้ำอุ่นๆ ล้างหัวนมเพื่อชำระล้างเหงื่อไคลให้สะอาด น้ำนมจะได้เดินได้สะดวก ไม่เกิดนมหลง ( นมคัด ) หรือเป็นพิษ มารดาควรใช้ฟองน้ำชุบน้ำอุ่นเช็ดให้ทั่วตัว ถ้าเป็นผดก็โรยด้วยแป้งบอริคสัก 7-8 วัน ควรรักษาความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มให้ดี และก่อนที่จะไปอุ้มหรือดูแลเด็กควรจะล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง</li>
<li>คำว่า อดอาหาร ซึ่งผู้เขียนเป็นแม่มาแล้วด้วยการคลอดลูกหลายคน และเคยดูแลคนคลอดลูกตลอดจนดูแลเรื่องอาหารและกาารปฎิบัติตัวของแม่หลังคลอด ก็เลยอยากจะทำความเข้าใจในคำว่าอดอาหารที่จริงน่าจะใช้ว่าเลี่ยงอาหารบางอย่างระหว่างที่พักผ่อนในระยะหลังคลอดบุตร</li>
<li><strong>อาหารของมารดาระยะนี้ ( คลอดบุตรใหม่ )</strong> ควรรับประทานมื้อละน้อยๆ ก่อน แต่รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และย่อยง่าย ขณะทำเสร็จใหม่ๆ ร้อนๆ และนมสดมากๆ และเป็นอาหารที่บำรุงน้ำนมเพื่อลูกด้วย ควรเว้นอาหารย่อยยาก และของหมักดอง และรสเผ็ดจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด ฯลฯ</li>
<li>วัฒนธรรมทางภาคเหนือ จะให้รับประทานข้าวจี่ คือ ข้าวเหนียวที่นึ่งแล้วปั้นเสียบไม้ไผ่จี่ คือ ย่างให้เหลืองหอมน่ากิน กินกับน้ำพริกก็ต้องเป็นพริกแห้ง ย่างให้เกรียมตำกับข่าเกลือ ( เกลือก็ต้องคั่วจนเหลืองสำหรับคนอยู่กรรมหลังคลอดบุตร ) ผักต้ม ได้แก่ พวกผักกาดเขียว ( ผักโสภณ ) หน่อข่า กะหล่ำปลี ยอดผักต่างๆ กินกับน้ำพริก</li>
<li>พวกปลาจะเป็นปลาช่อนย่าง ปลาช่อนเผาเกลือ หรือ ปลาช่อนย่างแห้ง แกงต่างๆ และจะใส่พริกหอมทั้งชูรส ชูกลิ่น และขับลม หมูจะย่าง จะต้ม หรือผัด ก็ได้ อาหารที่ต้องหลีกเลี่ยงได้แก่ แตงกวา ฟักเขียว ฟักทอง หน่อไม้ หรือของที่มีรสเย็นต่างๆ น้ำดื่ม จะใช้ไพลสดหรือไพลแห้งต้มดื่มต่างน้ำเปล่า</li>
<li><strong>การแปรงฟัน</strong> อาบน้ำก็จะให้ใช้น้ำอุ่น แต่ส่วนใหญ่ภาคเหนือ จะมีใบไม้สำหรับต้มอาบ ได้แก่ ใบเปล้าหลวง หมากผู้หมากเมีย ใบไพล ตะไคร้แกงทั้งต้น ใบมะขาม ใบละหุ่ง ผักบุ้งแดง ใบหนาด ฯลฯ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นแตกต่างไป</li>
<li><strong>ถ้าตามหลักคนจีน</strong> ก็ต้องมีการตุ๋นกระเพาะหมูใส่ซีอิ้วขาวและพริกไทย ให้กินระหว่างอยู่ไฟ อย่างน้อยให้รับประทานสัปดาห์ละ 1 วัน นอกจากนี้ยังมีไก่ผัดขิง หรือมีขายเป็นเหล้าให้มารดาหลังคลอดดื่ม</li>
<li><strong>ถ้าอยู่ไฟ</strong> จะไม่ให้ผู้หญิงหลังคลอดออกมาถูกฝน ถูกลม ให้อยู่ในห้องพัก และให้นอนพักผ่อนมากๆ การทำงาน จะต้องหยุด สำหรับลูกหัวปีหรือท้องแรก 40 วัน ยกของหนักและเดินมากไม่ได้ห้ามเด็ดขาด ห้ามอาบน้ำเย็น เพราะช่วงหลังคลอดสุขภาพของคนคลอดขาดภูมิคุ้มกัน หลังคลอดเรียบร้อยแล้ว ก่อนให้คนไข้พักผ่อนควรให้คนไข้กินยาขับน้ำคาวปลาตามกำหนดของยาแต่ละขนาน มีการกำหนดของเจ้าของผู้ปรุง</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1023-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1023-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1023-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1023-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1023-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1023-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1023-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1023-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-6/1023-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h4>การปฎิบัติสำหรับผู้ทำคลอด</h4>
<ul>
<li><strong>ใน 5 วันแรก</strong> ควรเยี่ยมหญิงหลังคลอดทุกๆ วัน เพราะในวันที่ 3-5 เป็นระยะที่เกิดโรคแทรกได้ ต่อไปเยี่ยมวันเว้นวันจนครบ 2 สัปดาห์จึงหยุดการเยี่ยมได้</li>
<li><strong>ในกาารเยี่ยมครั้งหนึ่ง</strong> ต้องสังเกตุอาการทั่วๆ ไปของมารดาว่า สบายดีหรือไม่ และวัดอุณหภูมิของร่างกาย จับชีพจรดูด้วยว่าปกติดีหรือไม่ ถ้าาผิดปกติมาก เช่น หญิงหลังคลอดมีอาการไข้สูงและชีพจรเต้นเร็วต้องนึกถึงสิ่งต่อไปนี้</li>
<li>สันนิบาตหน้าเพลิง ( Puerperium Infection )</li>
<li>น้ำคาวปลาเดินไม่สะดวก</li>
<li>นมคัดมากและอักเสบแดง</li>
<li>ไข้จากสิ่งอื่น เช่น ไข้จับสั่น หวัด เป็นต้น</li>
<li>แล้วต้องตรวจหาสาเหตุของสิ่งที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติ และปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป</li>
<li><strong>หลังคลอดแล้ว 48 ชม.</strong> ควรให้ยาถ่ายน้ำมันละหุ่ง 30 ซีซี แก่คนไข้ 1 ครั้ง ถึงคนไข้จะท้องผูกหรือไม่ผูกก็ตาม ซึ่งโดยมากมักท้องผูก ประโยชน์เนื่องจากการถ่ายยานี้ คือ ช่วยทำให้น้ำคาวปลาเดินสะดวก ทำให้น้ำนมออกได้มาก ทำให้กาารไหลเวียนของโลหิตของอวัยวะเชิงกรานดีขึ้น ถ้าคนไข้ไม่ถ่ายอุจจาระเลยถึง 2 วัน ก็ควรสวนอุจจาระด้วยสัก 1 ครั้ง ก่อนให้ยาถ่ายน้ำมันละหุ่ง</li>
<li><strong>ความดันโลหิต </strong>ถ้าคนไข้มีอาการบวม หรือเมื่อตั้งครรภ์ ปรากฎว่ามีอาการเป็นพิษจากการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ต้องวัดความดันโลหิตเสมอ วันละครั้ง หรือทุกๆ ครั้งที่ไปเยี่ยม ตรวจไข้ ถ้าความดันโลหิตสูงมากควรให้ยาระบายด้วยน้ำมันละหุ่งทุกๆ วัน</li>
<li><strong>การถ่ายปัสสาวะ</strong> เนื่องจากขณะทำคลอดอาาจได้รับความกระทบกระเทือนบริเวณกระเพาะปัสสาวะและหลอดปัสสาวะ เมื่อคลอดแล้วบางคนถ่ายปัสสาวะไม่ออก ถ้าคนไข้ถ่ายปัสสาวะไม่ได้เองภายในเวลา 8-10 ชม. ต้องสวนปัสสาวะ การสวยปัสสาวะต้องระวังความสะอาดให้มากที่สุด</li>
<li><strong>ทุกครั้งที่เยี่ยมหญิงหลังคลอด</strong> ต้องตรวจดูมดลูกทุกๆ ครั้งว่า อยู่สูงเท่าใด โดยคลำหน้าท้องเปรียบเทียบระดับของมดลูกทุกๆ วัน เพื่อจะได้รู้ว่า มดลูกเข้าอู่ได้ดีหรือไม่เพียงใด และควรดูสีน้ำคาวปลาซึ่งติดผ้าอยู่ ดูจำนวนที่ไหลออกมา และกลิ่นของน้ำคาวปลาว่า เหม็นหรือไม่ ถ้ามีกลิ่นเหม็นมักเกิดจากพวกสันนิบาทหน้าเพลิงอย่างแรง</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ให้คำแนะนำการปฎิบัติตัวแก่มารดาในระหว่าง 10 วันแรกหลังคลอด</h4>
<ul>
<li>6 ชั่วโมงหลังคลอด คนไข้นอนตะแคงได้บ้าง</li>
<li>วันที่ 2 เวลารับประทานอาหาาร ใช้หมอนพิงหลังได้บ้าง</li>
<li>วันที่ 3-4 ให้ลุกขึ้นนั่งเวลารับประทานอาาหารได้บ้าง แต่เสร็จแล้วต้องนอนพักอย่าลุกไปจากเตียง</li>
<li>วันที่ 5-7 เดินได้บ้างเล็กน้อย</li>
<li>ต่อจากนั้นค่อยๆ ลุกเดินได้มากขึ้นทุกๆ วัน จนถึงวันที่ 16 จึงทำงานเบาๆ ได้</li>
<li>แต่ถ้าทำงานหนัก เช่น ชาวสวน ชาวนา ควรพักงานหนัก 6 สัปดาห์ขึ้นไป จึงทำงานเป็นปกติได้</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1024-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1024-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1024-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1024-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1024-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1024-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1024-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1024-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-6/1024-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h4>การปฎิบัติตัวของมารดาเวลาให้ทารกดูดนม</h4>
<ul>
<li>ต้องล้างหัวนมให้สะอาด คือ ฟอกสบู่ทุกครั้งเมื่ออาบน้ำเช้า &#8211; เย็น ตลอดทั้งมือมารดาก็ต้องทำความสะอาดทุกครั้งก่อนให้ทารกดูดนม</li>
<li>ในเวลาที่ให้ทารกดูดนมต้องปลุกทารกให้ตื่นอยู่เสมอ อย่าให้หลับ</li>
<li>ต้องสลับเปลี่ยนเต้านมให้ทารกดูดทั้งสองข้าง เพื่อน้ำนมจะได้ไหลเท่าๆ กัน อย่าาให้ทารกดูดข้างใดนาานเกินไป จะทำให้นมทั้งสองข้างไม่เท่ากัน และทำให้หัวนมแตกได้</li>
<li>ในขณะที่มารดายังลุกจากเตียงไม่ได้ เวลาทารกดูดนมให้มารดานอนตะแคงให้ทารกดูดนม เมื่อมารดานั่งได้แล้ว ควรนั่งและวางทารกที่หน้าขาาทั้งสองข้างในท่าที่สบายที่สุด</li>
<li>อย่าให้ลูกดูดนมเร็วเกินไป เพราะจะทำให้ทารกสำรอกน้ำนมออกมาได้</li>
<li>หลังจากที่ให้ทารกดูดนมแล้ว อุ้มทารกไว้ในแขนให้หัวทารกสูงกว่าระดับลำตัว ลูบหลังเบาๆ ให้ทารกเรอเสียก่อน หรือกล่อมให้ทารกหลับก่อนแล้วจึงให้ทารกนอนเปล</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การให้นำ้ทารก</h4>
<ul>
<li>ใน 3 วันแรกเนื่องจากน้ำนมมารดายังออกไม่พอ จึงควรให้ทารกดื่มน้ำอุ่นๆ ให้มากๆ มิฉะนั้นน้ำหนักของทารกจะลดลงมากกว่าธรรมดา และทารกมีอาการดีซ่านเพราะเม็ดโลหิตแดงแตกมาก ตัวเหลืองและตาเหลือง</li>
<li>หลังจาก 3 วันแรก ควรให้ทารกดื่มน้ำอุ่นๆ ครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ หลังจาากให้นมแล้วราว 1 ชม. โดยใส่ขวดมีหัวนมให้ดูดหรือหยอดใส่ปากก็ได้ แต่อย่าให้ใกล้ระยะให้นมเกินไป เพราะจะทำให้ทารกอิ่มเสียก่อน และอย่าให้หลังจากให้นมเพราะจะทำให้ทารกสำรอก ควรให้ 1 ชม.หลังจากให้นมทารกแล้ว การให้น้ำอุ่นทารก ก็เพื่อเพิ่มจำนวนน้ำในตัวทารกให้มาก เพื่อป้องกันท้องผูกและกันร่างกายทารกทรุดโทรม</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ลักษณะของทารกที่เจริญเติบโตได้ดี</h4>
<ul>
<li>น้ำหนักทารกขึ้นทุกๆ วัน วันละประมาณ 150 &#8211; 200 กรัม</li>
<li>ควรถ่ายอุจจาระวันละ 3-4 ครั้ง มีลักษณะสีเหลืองเหลว ไม่มีมูกนมปน</li>
<li>ผิวหนังทารกแดง เปล่งปลั่ง และร้องเสียงดัง แข็งแรงเล่นหัวดี ดูดนมได้ดี นอนหลับเป็นปกติ</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การเลี้ยงทารกด้วยนมผสม</h4>
<ul>
<li>ต้องล้างขวดนมให้สะอาด และต้มให้เรียบร้อยก่อนใส่นมทุกครั้ง</li>
<li>เลือกนมชนิดที่ทดลองให้ทารกว่า จะมีความพอดี เหมาะสมตามที่ฉลากของนมชนิดนั้นๆ ถ้าทารกมีอาการผิดปกติอื่นใด ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การรัดท้องในระยะหลังคลอด</h4>
<ul>
<li>เป็นการกระทำเพื่อป้องกันมิให้มดลูกเคลื่อนเอี้ยวไปจาากที่ของมดลูกและเพื่อมิให้ผนังหน้าาท้องหย่อนยาน และยังทำให้อวัยวะทุกส่วนที่หย่อนยานกลับเข้าที่เดิม จึงจะต้องรัดท้องและรับประทานยา</li>
<li>ผ้าสำหรับรัดหน้าท้องนั้น ใช้ผ้าขาวขนาดกว้างพอดีกับหน้าท้องประมาณ 8 นิ้ว ยาว 2 เมตร</li>
<li>ใช้เป็นผ้ารัดท้องปูขวางที่นอนด้านหลังตรงเอว หรือสอดเข้าไปใต้เอว แล้วเอาผ้าอีกผืนหนึ่งทำเป็นวงกลมหนาๆ ขนาดโตเท่าฝ่ามือวางทับที่หน้าท้อง ตรงบริเวณมดลูก ก่อนจะพันผ้าทับหน้าท้อง ต้องคลึงมดลูกให้แข็งตัวเสียก่อนแล้ววางผ้าวงกลมตรงมดลูก แล้วจึงนำผ้าผืนที่ใช้รัดท้องพันทับขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง รัดพอสบายอย่าให้แน่นเกินไปหรือหลวมเกินไป แล้วใช้เข็มซ่อนปลายกลัดไว้</li>
<li>ควรพันรัดหน้าท้องไว้สัก 15 วัน ( ต้องพันใหม่ทุกวันหลังเช็ดตัวหรือเปลี่ยนผ้า )</li>
<li>ถ้าน้ำคาวปลาไม่เดินต้องแก้ผ้าพันออกตรวจดู อย่าให้ผ้าพันนั้นกดตรงมดลูกเกินไปจนโลหิตไม่เดินพันไว้แต่พอดีๆ เท่านั้น</li>
</ul>
<h4>การทับหม้อเกลือหลังคลอดบุตร</h4>
<ul>
<li>ถ้าคลอดธรรมดา หลังคลอดไม่เกิน 10-12 วัน ทับหม้อเกลือได้</li>
<li>ถ้าผ่าคลอดต้องรอให้ครบ 1 เดือนถึงทำได้</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>อุปกรณ์ทับหม้อเกลือ</h4>
<ul>
<li>เตาถ่าน 1 เตา</li>
<li>เกลือเม็ด</li>
<li>หม้อดินใบเล็ก 2 ใบ</li>
<li>ผ้าขาวขนาด 50&#215;50 ซม. จำนวน 1 ผืน</li>
<li>เครื่องยา ไพล ว่านนางดำ การบูร ใบพลับพลึง</li>
<li>เครื่องยาเข้ากระโจม ใบมะกรูด ใบมะนาว ใบส้มโอ ใบข่า ตะไคร้ทั้ง 5 ใบมะขาม ใบพลับหลึง ใบส้มป่อย ใบว่านน้ำ ผักบุ้งแดงทั้ง 5 อย่างละ 1 กำมือ การบูร</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>วิธีทำเข้ากระโจม</h4>
<ul>
<li>ก่อนเข้ากระโจม อย่าเพิ่งรับประทานอาหาร ถ้าจะประคบเปียก อาจทำให้อาเจียน</li>
<li>นำเครื่องยาทุกชนิดใส่หม้อต้ม ใส่น้ำให้เต็มหม้อ ( ต้องใช้เตาถ่าน ) ปิดฝาหม้อจนกว่าจะใช้เพราะถ้าเปิดหม้อก่อนกลิ่นยาจะหนี</li>
<li>เวลาเข้ากระโจม ใช้เวลาเข้ากระโจมไม่เกิน 15-20 นาที ค่อยแย้มฝาหม้อรมไอให้ทั่ว ลืมตารวมควัน รมทั้งตัว เวลาออกจากกระโจมแล้วต้องรอให้ตัวแห้งก่อน แล้วจึงเอาน้ำที่ต้มยาผสมอาบ</li>
<li>หมายเหตุ ถ้ามารดาเป็นไข้ ห้ามทำเด็ดขาด</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>อาการที่อาจเกิดกับสตรีในระหว่างอยู่ไฟ</h4>
<ul>
<li><strong>สตรีที่คลอดใหม่ๆ</strong> บางคนปวดท้องแทบจะทนไม่ไหว มดลูกบีบรัดตัวแข็งแรงเข้า</li>
<li><strong>การดูแลช่วยเหลือ</strong> ให้รับประทานยาทิงเจอร์ฝิ่นการบูร หรือจันทลีลา ก็ได้ ใช้ความร้อนทับหน้าท้องอุ่นจัดๆ อยู่เสมอ อาจหายได้แน่นอน ถ้าไม่หายสงสัยตกเลือดคั่งภายใน ให้ส่งแพทย์ทันที</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>ภาวะเต้านมคัด</strong> น้ำนมไหลออกไม่ได้ หัวนมแข็งทำให้ช้องที่น้ำนมจะไหลออกมาาตีบตัน</li>
<li><strong>การดูแลช่วยเหลือ</strong> ให้ใช้วาสลิน หรือขี้ผึ้งทาปาก ทาที่หัวนมแล้วเอาน้ำอุ่นๆ ประคบ หรือใช้ที่ดูดนมที่เป็นหลอดแก้วก้นยางปั๊ม</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>ภาวะนมคัดมาแต่กำเนิด</strong> โรคนี้ไม่มีช่องทางน้ำนม ทำให้น้ำนมไหลออกมาไม่ได้ หรือเกิดบุตรแล้วตาย 2-3 วัน นมจะคัดมาก ถ้าทิ้งไว้อาจเป็นฝี</li>
<li><strong>การดูแลช่วยเหลือ</strong> ให้เอาการบูร 2 ออนซ์ และแอลกอฮอล์ 12 ออนซ์ ละลายเข้าด้วยกัน ใช้ทาหัวนมวันละหลายๆ ครั้ง เมื่อน้ำนมแห้ง นมที่คัดก็จะเล็กลงไป</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>ภาวะน้ำคาวปลาไม่ออก</strong> เป็นเพราะมดลูกหย่อนยานต่ำลงมา และไปติดปิดปากช่องคลอด ทำให้น้ำคาวปลาเดินไม่ได้</li>
<li><strong>การดูแลช่วยเหลือ</strong> ให้ฝืนมดลูกขึ้นข้างบนหรือผลักมดลูกไปมา อาจทำให้น้ำคาวปลาออกได้กับทั้งให้ล้างมดลูกเช้า &#8211; เย็น ด้วยน้ำผสมด่างทับทิมหรือน้ำยาปรอทคลอไรด์ หรือ แชฟลอนให้รักษาความสะอาดช่องคลอดให้เรียบร้อย เครื่องมือ เครื่องใช้ หม้อสวน ต้องลวกน้ำร้อน หรือล้างให้สะอาด</li>
</ul>
<h4></h4>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1025-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1025-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1025-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1025-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1025-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1025-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1025-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1025-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-6/1025-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h4>โลหิตเป็นพิษ</h4>
<ul>
<li>หญิงใดคลอดบุตรได้ 1, 2, 3 วันก็ดี จนถึงเดือนหนึ่งก็ดี กำหนดโลหิตร้ายนั้นยังอยู่ ถ้าถึง 2 เดือนแล้วจึงพ้นกำหนดโลหิตเน่าร้าย</li>
<li>ถ้าว่ากำลังโลหิตกล้านักไม่สมปฤดี สลบ ชัก มือกำ เท้ากำ อ้าปากมิออก ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ทำให้คนทั้งหลายกลัว อันนี้ชื่อว่า โลหิตเน่าเป็นใหญ่กว่าลมทั้งหลาย ( มียารักษาในตำราเวชกรรม )</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>สันนิบาตหน้าเพลิงหรือกากรติดเชื้อโรคของมารดาระยะหลังคลอด</h4>
<p>ในระหว่างเวลาทำคลอด ถ้าผู้ทำคลอดไม่ระวังรักษาควาามสะอาดให้เพียงพอ หรือการคลอดกินเวลานานหลาายชั่วโมงหลังจากน้ำทูนหัวแตกแล้ว คนไข้อาจได้รับเชื้อโรคจากภายนอกได้ ทำให้เกิดกาารอักเสบแก่มดลูกและอวัยวะภายในช่องเชิงกราน หรือตามภาษาชาวบ้านเรียกว่า สันนิบาตหน้าเพลิง ซึ่งทำให้ผู้คลอดบุตรเสียชีวิตเป็นจำนวนไม่น้อย อาการของสันนิบาตหน้าเพลิงจะเกิดภายใน 2 สัปดาห์ หลังคลอด</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>เชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคสันนิบาตหน้าเพลิง</h4>
<ul>
<li><strong>เชื้อสเตร็พโตคอคคัส ( Streptococcus )</strong> เป็นเชื้อที่พบบ่อยที่สุดและอันตรายมากที่สุด โดยมากเป็นพวกที่สาามารถทำให้เม็ดโลหิตแดงแตกได้</li>
<li><strong>เชื้อสแตฟไฟโลคอคคัส ออเรียส ( Staphylococcus Aureus )</strong> อาจทำให้เกิดอาการได้มากแต่พิษษร้านแรงน้อยกว่าพวกสเตร็พโตคอคคัส</li>
<li><strong>เชื้อเอสเชอลิเชียโคไล ( Escherichia Coli )</strong> อาจพบอยู่ชนิดเดียวหรือมีปนอยู่กับเชื้ออื่น และทำให้เชื้ออื่นมีพิษรุนแรงขึ้นอีกก เมื่อมีอยู่ในมดลูกทำให้เกิดมีลมขึ้น เชื้อนี้มาาจาากอุจจาระ เมื่อถ่ายอุจจาาระแล้วล้างปากช่องคลอดไม่ถูกวิธี หรือไม่สะอาดพอ</li>
<li><strong>เชื้อหนองใน</strong> กล่าวกันว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้มีอาการไข้ในระยะหลังคลอดบ่อยๆ แต่อาการไข้ไม่สูงมากนัก มักปรากฎอาากาารในวันที่ 5 หญิงหลังคลอดไม่ใคร่ตายเพราะพิษของมัน</li>
<li><strong>เชื้อโรคคอตีบ</strong> เคยปรากฎพบในรายที่มดลูกอักเสบหลังคลอด ถ้าเกิดจากเชื้อนี้ พื้นมดลูกจะมีอาการอักเสบหลุดลอยตัวออกมาเป็นแผ่นๆ</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>สาเหตุที่ทำให้เกิดสันนิบาตหน้าเพลิง</h4>
<p><strong>หญิงหลังคลอดมีร่างกายอ่อนแอลง เป็นโอกาสให้เกิดโรคนี้ได้ง่ายมีสาเหตุมาจาก</strong></p>
<ul>
<li><strong>ในระยะตั้งครรภ์</strong></li>
<li>ป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น บิด ไข้จับสั่น กามโรค มีพิษเกิดจากการตั้งครรภ์</li>
<li>ขาดอาหาร คือ ได้รับอาหารไม่เพียงพอในช่วงเวลาตั้งครรภ์</li>
<li>ร่วมเพศกับสามีในระยะ 3 เดือนแรก และในเดือนหลังของการตั้งครรภ์</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>ในระยะคลอด</strong></li>
<li>ตกโลหิตมาก หรือได้รับบาดเจ็บจากการคลอดมาก</li>
<li>ความสกปรกจากผู้ทำคลอด เช่น ผู้ทำคลอดไม่รักษาความสะอาดให้เพียงพอเวลาทำคลอด</li>
<li>ถุงน้ำทูนหัวทารกแตกอยู่นานตั้งแต่ 4 ชั่วโมงขึ้นไปก่อนทารกคลอด</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>ในระยะหลังคลอด</strong></li>
<li>ทำการล้างช่องคลอดหรือตรวจทางช่องคลอดในช่วงสัปดาห์แรกหลังคลอด</li>
<li>น้ำคาวปลาเดินไม่สะดวกหรือเดินน้อยกว่าปกติ</li>
<li>ทารกตายและเน่าอยู่ในครรภ์ หรือมีเศษรกค้างในครรภ์</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ที่มาแห่งเชื้อโรคที่ทำให้เกิดสันนิบาตหน้าเพลิง</h4>
<p><strong>จากภายนอกร่างกายของผู้ทำคลอด</strong></p>
<ul>
<li><strong>ความสกปรกของผู้ทำคลอดนำไปโดย</strong></li>
<li>ฝอยน้ำลายของผู้ทำคลอด เวลาทำคลอดไม่ระวังน้ำลายกระเด็นลงไปในบริเวณปากช่องคลอด โดยผู้ทำการคลอด ไอ จาม พูด หรือ หัวเราะ เพราะฉะนั้นคนทำคลอดต้องปิดปากและจมูกด้วยผ้าก๊อซอย่างน้อย 4 ชั้น</li>
<li>จากนิ้วมือของผู้ทำคลอด ซึ่งล้างไม่สะอาด</li>
<li>จากเครื่องมือที่ใช้ ต้มไม่สะอาดเพียงพอ หรือไม่ได้ต้ม และไม่ทำความสะอาดให้เพียงพอ</li>
</ul>
<p>เพราะฉะนั้นเวลาทำคลอดต้องระวังความสะอาดมากที่สุด มือก็ต้องล้างฟอกสบู่ให้สะอาดแล้วใส่ถุงมือ เครื่องมือเครื่องใช้ทุกอย่างต้องสะอาดหมด</p>
<ul>
<li><strong>จากสามี </strong>โดยเกี่ยวข้อกกับสามีใน 1 เดือนแรกของการตั้งครรภ์เพราะว่าอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้ชายมีเชื้อสเตร็พโตค๊อคคัสชนิดทำลายเม็ดโลหิต เมื่อคลอดแล้วเชื้อซึ่งอยู่ในช่องคลอดจะเข้าไปในมดลูก ทำให้เกิดสันนิบาตหน้าเพลิงขึ้น</li>
<li><strong>จากผงในอากาศ</strong> ในสถานที่สกปรก เช่น คลอดในห้องที่เคยมีผู้ป่วยมีเชื้อโรคนี้อยู่ก่อนและสถานที่ๆ ไม่ได้ทำความสะอาด</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>จากภายในร่างกายของผู้คลอดเอง </strong>เช่น คนไข้มีฟันผุอยู่ก่อนเข้าทำคลอด คนไข้เคยทอนซิลอักเสบบ่อยๆ หรือมีอาการอักเสบในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ถ้าเชื้อพวกนี้เข้าสู่กระแสโลหิตของผู้ป่วยแล้ว มีผลทำให้เยื่อบุพื้นมดลูกอักเสบ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ลักษณะการอักเสบของพื้นมดลูก</h4>
<ul>
<li>การอักเสบจะปรากฎแผลที่รกเกาะ เพราะเป็นแผลมีโลหิตก้อนเล็กๆ ติดอยู่มาก และจะต้องเน่าหลุดลงมาภายหลัง ซึ่งเป็นที่เจริญเติบโตของเชื้อโรคได้อย่างดี</li>
<li>การอักเสบจะเริ่มเกิดขึ้นแล้วแผ่ไปทั่วบริเวณแผลที่รกเกาะ และต่อไปกกก็ทั่วเยื้อพื้นภายในมดลูก</li>
<li>อีกประการหนึ่งเชื้ออาจลามมาจากแผลที่คอมดลูกได้เพราะเวลาคลอดปากมดลูกจะต้องมีการฉีกขาดเสมอ ถ้าแผลที่ปากมดลูกได้รับเชื้อโรคดังกล่าวแล้ว เชื้อจะลุกลามอักเสบเข้าถึงแผลที่รกเกาะ เยื่อมดลูกก็จะอักเสบทั่วไป จะทำให้พื้นมดลูกมีลักษณะหนาหยาบและมีโลหิตมาเลี้ยงมากขึ้น และมีน้ำคาวปลาออกน้อยลง ซึ่งเป็นการอักเสบอย่างรุนแรง</li>
<li>ถ้ารักษาไม่ถูกต้องทำให้ผู้ป่วยตาย ถ้าหากว่าพื้นมดลูกอักเสบจากเชื้อที่ทำให้เนื้อเน่า ทำให้เยื่อมดลูกเน่ามากขึ้น ซึ่งเป็นของธรรมดา น้ำคาวปลาที่ออกมาจะเหม็นเน่า แต่ไม่มีความร้ายแรงแต่อย่างใด</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>อาการของสันนิบาตหน้าเพลิง</h4>
<ul>
<li>อาการมักปรากฎในวันที่ 2-4 หลังคลอด ถ้าปรากฎอาการเร็ว แสดงว่าอาการของโรครุนแรงมาก ถ้าเกิดจากเชื้อหนองในยิ่งมีอันตรายมาก เพราะลุกลามไปได้รวดเร็ว</li>
<li>มีอาการไข้ตลอดเวลา และถ้าเป็นไข้สูงทันทีทันใดพร้อมด้วยมีอาการหนาวสั่น แสดงว่าพิษของเชื้อโรคเข้าโลหิตมากแล้ว อาการไข้จะสูงกว่าธรรมดา ซึ่งควรมีในระยะหลังคลอด ( ความร้อนอาาจขึ้นสูงถึง 102-104 องศาฟาเรนไฮต์ )</li>
<li>ชีพจรเร็ว เนื่องจากพิษของเชื้อโรคทำให้หัวใจต้องทำงานหนักมาก ชีพจรอาจมากถึง 120 ครั้ง / นาที</li>
<li>อาการหนาวสั่นในรายที่เชื้อไม่รุนแรง คนไข้จะรู้สึกหนาวๆ เท่านั้น ถ้ามีอาการหนาวสั่นแสดงว่ามีพิษษในโลหิตมาก ถ้ามีอากาารหนาวสั่นบ่อยๆ ควรสงสัยว่า มีหนองจากพื้นมดลูกซึ่งอักเสบอยู่แล้วหลุดเข้าในกระแสโลหิตได้</li>
<li>มดลูก มีลักษษณะบวมอักเสบและเวลากดบริเวณมดลูกทางหน้าท้อง จะรู้สึกเจ็บมากและมดลูกเข้าอู่ช้า เนื่องจากมีโลหิตคั่งค้างอยู่มาก ขนาดของมดลูกจึงลดตัวลงช้ากว่าธรรมดา แต่ในรายที่เชื้อโรคเข้าในกระแสโลหิตแล้ว มดลูกอาจลดตัวลงได้วันละเท่าๆ กับรายที่ไม่มีอาการอักเสบเลยก็ได้</li>
<li>น้ำคาวปลา มีลักษณะผิดปกติ คือ ถ้ามีอาการอักเสบเฉพาะที่มดลูกแห่งเดียว น้ำคาวปลาจะมีสีแดงจัดและเหม็นมาก อาการไข้มีเล็กน้อย ถ้ามีอาการอักเสบที่มดลูกและเชื้อโรคเข้ากระแสโลหิต คนไข้มีอาการไข้สูง หนาวสั่น น้ำคาวปลาน้อยและกลิ่นไม่เหม็นมากนัก อันตรายมากกับคนไข้</li>
<li>ท้องร่วงและอาเจียน ไม่จำเป็นต้องมีทุกราย แต่มีได้ในรายที่เชื้อแรงและมีอาการไข้สูง และในรายที่ทำให้เยื่อบุช่องท้องอักเสบ</li>
<li>อาการอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้คือ ปวดศรีษะมาก นอนไม่หลับ ลิ้นหนาขาว เหงื่อออก สติฟั่นเฟือน เพราะอาการไข้และพิษของโรค</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การดูแลช่วยเหลือ</strong> ต้องรักษาช่องคลอดให้สะอาด เครื่องมือเครื่องใช้ทุกอย่างต้องสะอาด จะรักษาให้หายต้องใช้ยาจำพวกฆ่าเชื้อโรค เพราะมีเชื้ออยู่ในโลหิต ทำลายพิษเชื้อโรคในโลหิตก็หายได้จริงเมื่อตรวจพบรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การดูแลมารดาตามบทบาทของผดุงครรภ์โบราณ</h4>
<ul>
<li><strong>ท้อง 2 เดือน</strong> รากบัวหลวง รากบัวเผื่อน แห้วสด กระจับสด ใบผักแว่น ขิงสดแต่น้อย บดด้วยน้ำแรมคืน หรือน้ำนมโค</li>
<li><strong>ยาชโลม</strong> ใบหนาด ใบโพกพาย รากผักไห่ เม็ดใบขนุน ละมุด ดินสอพอง บดด้วยน้ำซาวข้าว</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>ท้อง 3 เดือน </strong>ข้าวตอก ข้าวเหนียวกัญญา บดละลาายน้ำนมโค</li>
<li><strong>ยาชโลม </strong>รากกระจับบก ใบบัวหลวงอ่อน จันทน์หอม เปราะหอม หญ้าแพรก แฝกหอม เถาชิงช้าชาลี บดละลายน้ำซาวข้าว</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>ท้อง 4 เดือน</strong> ดอกสัตตบงกช โกฐกระดูก รากบัวหลวง กระจับบก จันทน์หอม รากขัดมอน หัวแห้วหมู รากมะตูม ผลผักชี ขิงสด นำมาเท่ากัน ต้ม 3 เอา 1</li>
<li><strong>ยาชโลม </strong>รากสลอดน้ำ รากหญ้านาง รากทองหลาง รากพุมเรียงบ้าน พุมเรียงป่า จันทน์แดง จันทน์ขาว รากพุงดอ รากตำลึง รากฟักขาว เกสรบัวหลวง ดินประสิว ดินสองพอง ทำให้เป็นจุณ บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำซาวข้าวทั้งกินทั้งชโลม เป็นยากล่อมลูกมิให้เป็นอันตรายได้วิเศษนัก</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>ท้อง 5 เดือน </strong>ใบบัวบก เทียนดำ ขมิ้นผง ปูนแดง บดละลายน้ำสุรา กินแก้ลงโลหิต ทางทวารหนัก ทวารเบานั้นหาย</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 100px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h3 style="text-align: center;">สารบัญ บทความ แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์</h3>
</blockquote>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<ul>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/table-of-contents-articles-on-traditional-thai-medicine-and-midwifery/">สารบัญ บทความ แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์</a></li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 100px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div>
</div><p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-6/">แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 6 การดูแลมารดาและทารกในระยะหลังคลอด</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 7 การเจริญเติบโตและการดูแลทารก</title>
		<link>https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-7/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[vayogroup]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Jul 2023 08:37:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผดุงครรภ์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 1]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://farm.vayo.co.th/blog/?p=7524</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทที่ 7 : การเจริญเติบโตและการดูแลทารก   1. การเลี้ยงทารกด้วยนมมารดา 2. การเจริญเติบโตด้านร่างกายของทารกในวัยต่างๆ 3. อาการและการดูแลรักษาทารกในวัยต่างๆ</p>
<p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-7/">แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 7 การเจริญเติบโตและการดูแลทารก</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h2 style="text-align: center;">บทที่ 7 : การเจริญเติบโตและการดูแลทารก</h2>
</blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;">1. การเลี้ยงทารกด้วยนมมารดา</h3>
<p>ใน 2-3 วันแรกหลังคลอด น้ำนมมารดาจะเป็นน้ำใสๆ หรือที่เรียกกันว่า นมน้ำเหลือง นมน้ำใสๆ นี้มีโปรตีนอยู่เท่ากับในโลหิตของมารดา ซึ่งนับว่าเป็นอาหารที่ดีที่สุดและมีประโยชน์สำหรับทารกเกิดใหม่ คือ เมื่อทารกรับประทานนมน้ำเหลืองนี้เข้าไปในกระเพาะอาหารแล้ว กระเพาะอาหารทารกไม่ต้องทำงานหนัก จะซึมเข้าโลหิตทันที โดยไม่ต้องย่อย ต่อมา 3-4 วัน น้ำนมน้ำเหลืองใสๆ จะเปลี่ยนเป็นสีขาวขึ้น ซึ่งเป็นระยะพอดีกับเครื่องย่อยอาหารของทารก ( การปรับตัวของธรรมชาติ ) จะเคยชินทำการย่อยอาหารใหม่ได้เลย และน้ำนมเหลืองนี้เป็นยาถ่ายขี้เทาของทารกได้ดีอีกด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ระยะเวลากาารให้นมมารดา</h4>
<ul>
<li>2-3 วันแรกหลังจากคลอดแล้ว ควรให้ทารกรับประทานน้ำต้มสุกอุ่นๆ ให้ทุกๆ 2-3 ชม. ไม่จำเป็นต้องใส่ของหวาน ( เช่น น้ำผึ้ง น้ำตาล ) ลงในน้ำนี้ เพราะร่างกายทารกในระยะนี้ยังไม่มีความต้องการ และจะทำให้ทารกปวดท้องได้ด้วย</li>
<li>ถ้าใน 2-3 วันแรก มารดายังไม่มีน้ำนมมาเลยไม่ควรให้นมผสมแก่ทารก เพราะในสามวันแรกในลำไส้ของทารกยังอัดแน่นไปด้วยขี้เทา ยังไม่ต้องการอาหารใดๆ ทั้งสิ้นนอกจากน้ำเท่านั้น จนน้ำนมมารดามาแล้วจึงให้กิน</li>
<li>น้ำนมน้ำเหลืองนี้จะกระตุ้นให้ขี้เทาที่อยู่เต็มในลำไส้ของทารกถ่ายออกมา เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทารกจะเริ่มหิวโหยในท้องจะมีลมมาก ทารกจะร้องกวนถ้าทารกมีอาการเช่นนี้ในระยะนี้ อย่าทำการสวนลำไส้ทารก</li>
<li>หลังจากทารกเกิดได้ 2 วันแล้ว ควรให้ทารกดูดนมมารดาข้างละ 3 นาที จะทำให้น้ำนมออกเร็วขึ้น เมื่อเอาทารกออกจากดูดนมแล้ว ควรให้ทารกรับประทานน้ำสุกสัก 1-2 ช้อนชาเสมอๆ</li>
<li>วันที่ 3 ให้ทารกดูดนมเพิ่มขึ้นเป็นข้างละ 5 นาที</li>
<li>วันที่ 4 เพิ่มขึ้นเป็นข้างละ 7 นาที</li>
<li>วันที่ 5 เพิ่มขึ้นเป็นข้างละ 10 นาที</li>
<li>ควรให้ดูดนมมารดาเวลาเท่ากันทั้งสองข้าง</li>
<li>การให้นมทารกควรให้เป็นเวลาห่างกัน 3 ชม. / ครั้ง เช่นมื้อแรก 6.00 มื่อต่อไป 9.00, 12.00, 15.00, และมื้อ 18.00</li>
<li>ก่อนให้ทารกดูดนม ควรใช้สำลีชุบน้ำสุกอุ่นๆ ล้างบริเวณหัวนมทุกครั้ง เมื่อลูกดูดนมแล้วก็ควรล้างอีกครั้งหนึ่งด้วย แล้วให้ทารกรับประทานน้ำสุก 1-2 ช้อนกาแฟ ทุกครั้งหลังจากดูดนมเพื่อเป็นการล้างปากให้สะอาดด้วย</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ประโยชน์ของการให้ทารกดูดนม 3 ชม. / ครั้ง</h4>
<ul>
<li>ภายในท้องทารกมีเวลาว่างมากขึ้น</li>
<li>ทารกมีเวลาพักผ่อนนอนมาก</li>
<li>ทารกมีแรงที่จะดูดนม</li>
<li>จะเป็นการออกกำลังกายทำให้ขากรรไกรแข็งแรง และยังทำให้น้ำนมมารดามากขึ้นด้วยในเวลากลางคืน ไม่ควรให้ทารกดูดนมตั้งแต่แรกเกิด คือ ในระหว่าง 22.00 &#8211; 06.00 น. ถ้าร้องควรให้น้ำสุกอุ่นๆ แทน</li>
<li>ถ้าทารกนอนไม่หลับอีกก็ควรให้ตอนเวลา 22.00 น. ถ้าทารกหลับก็ให้หลับต่อไปจนกว่าจะตื่นจึงให้ดูดนมครั้งต่อไป</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ประโยชน์น้ำนมแม่ต่อทารก</h4>
<ul>
<li>มีคุณค่าด้านอาหารครบถ้วน กลั่นมาจากเลือดในอกของมารดา ถ้าลูกหิวเมื่อใดแม่จะรู้ถึงความอยากอาหารของลูก คือ น้ำนมจะไหลออกมาเอง</li>
<li>ด้านจิตใจแม่กับลูก จะมีความผูกพันซึ่งกันและกัน ลูกจะมีความสุขเวลาที่ได้ดูดนมแม่ มีความผูกพัน ดูดดื่ม อบอุ่น ลูกจะมีสุขภาพจิตที่ดี</li>
<li>ด้านสมอง เวลาลูกกินนม แม่สามารถถ่ายทอดความรัก ความนึกคิดให้ลูกซึมซับได้ รับรู้ความคิด ความห่วงใยซึ่งกันและกัน ทารกที่กินนมแม่จะมีความคิดอ่านและมั่นใจในตนเอง</li>
<li>น้ำนมแม่ สะอาดกว่าอาหารอื่นใด เมื่อลูกหิวก็ไม่ต้องเตรียมเพราะธรรมชาติสร้างมาให้พร้อมแล้ว</li>
<li>น้ำนมแม่ เป็นอาหารวิเศษที่ธรรมชาติสร้างมา น้ำนมมารดานั้น จะมีความเข้มข้นขึ้นตามความเจริญวัยของทารก</li>
<li>น้ำนมมารดา มีขอบเขตจำกัด เช่น เมื่อลูกเจริญวัยขึ้น น้ำนมก็จะลดลง เพราะลูกกินอาหารเองได้แล้ว</li>
<li>ประโยชน์ของการให้นมแม่แก่ลูกนั้น ยังช่วยยืดเวลาการตั้งครรภ์ คือ เป็นการคุมกำเนิดไปด้วย</li>
<li>ข้อสำคัญของการให้นมลูก ถ้าแม่มีภารกิจเกิน 3-4 ชม. เมื่อจะให้นมลูก ให้บีบน้ำนมทิ้งก่อนแล้วค่อยคลึงเต้านมให้ทั่ว เพื่อให้ลูกกินนม</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>นำ้นมมารดาให้โทษแก่ทารก</h4>
<ul>
<li>แม่ไม่สบาย เป็นไข้</li>
<li>แม่ที่ถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย</li>
<li>แม่ตั้งครรภ์ มีท้องอ่อน ห้ามลูกกินนม</li>
<li><strong>ในคัมภีร์ปฐมจินดา ท่านกล่าวไว้ว่า น้ำนมพิการมี 3 จำพวก</strong></li>
<li>สตรีขัดระดู จำพวกหนึ่ง</li>
<li>สตรีอยู่ไฟมิได้ จำพวกหนึ่ง</li>
<li>สตรีมีครรภ์อ่อน จำพวกหนึ่ง</li>
<li>ถ้าสตรีลักษณะนี้ กุมาารกินน้ำนมเข้าไปดุจบริโภคยาพิษ จะบังเกิดโรคาพยาธิได้</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1030-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1030-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1030-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1030-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1030-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1030-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1030-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1030-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-7/1030-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3 style="text-align: center;"><strong>2. การเจริญเติบโตด้านร่างกายของทารกในวัยต่างๆ</strong></h3>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ทารกครบกำหนดและสมบูรณ์ที่เกิดมาต้องมีลักษณะดังนี้</h4>
<ul>
<li>น้ำหนักตัวราว 3,000 กรัมขึ้นไป หากจะต่ำกว่าก็ต้องไม่น้อยกว่า 500 กรัม</li>
<li>เคลื่อนไหวตัวได้แข็งแรง</li>
<li>ออกมาแล้ว ร้องเสียงดัง</li>
<li>ผิวหนังตามตัวหนา</li>
<li>เล็บมือ เล็บเท้าเป็นปกติ</li>
<li>ขนตามตัวไม่มี</li>
<li>ใบหน้าอิ่ม ไม่เหี่ยวย่นเหมือนคนแก่</li>
<li>ดูดนมได้แรงดี</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ทารกไม่ครบกำหนด ไม่สมบูรณ์ คลอดออกมาแล้วมีลักษษณะดังนี้</h4>
<ul>
<li>น้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ</li>
<li>เคลื่อนไหวตัวไม่แข็งแรง</li>
<li>ร้องเสียงแผ่วเบามาก</li>
<li>ผิวหนังตัวบางและใส ดุจผิวหนังของลูกหนูที่ออกมาใหม่ๆ</li>
<li>เล็บมือ เล็บเท้ายาวผิดปกติ</li>
<li>มีขนตามตัว</li>
<li>ใบหน้าเหี่ยวย่นเหมือนคนแก่</li>
<li>ดูดนมไม่แข็งแรง</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>อาการที่ทารกรับประทานนมมากไป</h4>
<ul>
<li>อุจจาระบ่อยๆ เกินวันละ 3 ครั้ง ครั้งแรกจะมีสีเหลืองเหนียว ต่อไปจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเหลว และเปลี่ยนเป็นสีเขียว และในที่สุดจะเหลวเป็นน้ำ</li>
<li>จะอาเจียนและลงท้อง เนื่องจากกระเพาะอาหารอ่อนเพลียไม่มีกำลังที่จะย่อย</li>
<li>เสียดท้องและมีอาการกระสับกระส่าย ไม่หลับ ไม่นอน ร้องไห้โยเย ซึ่งทำให้มารดาเข้าใจว่าทารกมีอาการหิว จึงให้ดูดนมเข้าไปอีก อาการเลยเป็นมากขึ้น</li>
<li>น้ำหนักตัวตอนแรกจะเพิ่มขึ้น แต่ต่อมาจะลดลงเป็นลำดับ ซึ่งมักจะทำให้มารดาเข้าใจว่าน้ำนมของตนไม่ถูกกับทารก และพยายามให้ทารกหย่านม</li>
<li>ทารกมักจะร้อง และในขณะที่เอานมออกจากปาก แม้จะนอนนิ่งๆ ก็อาจร้องเช่นเดียวกัน</li>
<li>สำหรับรายที่ให้ทารกดูดนมไม่เป็นเวลา คือ เมื่อร้องขึ้นเมื่อใดก็เอานมให้ทารกดูด แสดงว่าให้นมทารกมากเกินไป ควรให้ทารกรับประทานเป็นเวลาทุกๆ 3-4 ชม.</li>
<li>ถ้าจะให้ทารกดูดนมน้อยนั้น ควรให้มารดาประมาณเวลาดูด ถ้าทารกเคยดูด 8-10 นาที ก็ควรลด ให้ดูดสัก 5-7 นาที ทารกบางคนดูดนมเร็ว 5-7 นาทีก็อิ่มแล้ว</li>
<li>นอกจากนี้ถ้าอุจจาระมีสีเขียว ควรให้รับประทานน้ำมันละหุ่ง 1 ช้อนชา ถ้าเวลานี้ถึงเวลารับประทานนม ก็ควรให้น้ำสุกไปก่อน เมื่อระบายแล้วจึงให้รับประทานนมต่อไปตามเดิม</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ทารกดูดนมน้อยไป มีอาการดังนี้</h4>
<ul>
<li>มักร้องไห้ทั้งก่อนนอนและหลังเมื่อดูดนมแล้ว</li>
<li>อุจจาระที่ถ่ายออกมาจะเป็นก้อนเล็กๆ ไม่มากนัก และมีสีน้ำตาลแกมเขียว หรือบางทีมีสีเขียว มีเมือกปนคล้ายเสมหะ</li>
<li>น้ำหนักตัวไม่เพิ่มเท่าที่ควร ถ้าจะให้ทารกดูดนมมากขึ้น ควรปฎิบัติตามวิธีให้นมมากขึ้น ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว หรือชั่งน้ำหนักตัวทารกตรวจดูด้วย เพื่อดูว่าน้ำหนักตัวทารกขึ้น หรือลง</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การให้อาหารทารกในวัยต่างๆ</h4>
<ul>
<li>นมหวานไม่ควรให้ทารกรับประทาน เพราะมีน้ำตาลมากเกินไป ทำให้ขาดอาหารเลี้ยงร่างกาย และทำให้ท้องเสียบ่อยๆ ควรให้นมผง จะเป็นชนิดใดควรปรึกษาสูตินารีแพทย์</li>
<li>ทารก 2 เดือน น้ำส้มคั้นหรือน้ำผลไม้เล็กน้อย</li>
<li>ทารก 3 เดือน กล้วยน้ำว้าบด หรือกล้วยหักมุกเผาบด</li>
<li>ทารก 4 เดือน ข้าวบดกับน้ำแกงจืด</li>
<li>ทารก 5 เดือน ไข่แดงสุก</li>
<li>ทารก 6-7 เดือน ตับบด ปลา เนื้อหมูสับ ทำให้สุกเพิ่มทีละน้อย ทีละอย่าง ครั้งแรกๆ ควรให้วันละครั้ง และต่อไปเพิ่มเป็น 2-3 ครั้ง / วัน</li>
<li>ทารก 8-10 เดือน ให้ข้าวและกับวันละ 2 มื้อ ให้ขนมปังบ้าง ตัดเป็นชิ้นๆ ให้เด็กถือกินเอง เพื่อต้องการให้เหงือกและฟันแข็งแรง</li>
<li>ทารก 1 ปี ให้อาหารและผลไม้อย่างผู้ใหญ่ได้ ยกเว้นอาหารที่มีรสเผ็ดร้อน วันละ 3 มื้อ</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การเจริญเติบโตของทารกปกติ เป็นดังนี้</h4>
<ul>
<li>1 เดือน จ้องหน้าคนพูดด้วย และทำปากคล้ายจะพูด</li>
<li>2 เดือน ยิ้มได้ ออกเสียงอ้อแอ้ มองตามคนผ่าน</li>
<li>3 เดือน ชันคอแข็ง หันมองตามเสียง</li>
<li>4 เดือน คว่ำเอง หัวเราะดัง คว้าของและถือได้</li>
<li>5 เดือน คว่ำและหงายเองได้ ชอบเอามือดึงเท้า และเอาของเข้าปาก</li>
<li>6 เดือน เวลาจับยืนจะเต้นขย่ม นั่งเอง แขนยันพื้นได้</li>
<li>7 เดือน นั่งเอง รู้จักเสียงเรียกชื่อตัวเอง พูดได้บางคำที่ไม่มีความหมาย พยางค์เดียวได้</li>
<li>8 เดือน คืบได้ จับให้ยืนเกาะได้ พูดคำไม่มีควาามหมาย สองพยางค์ได้</li>
<li>9 เดือน คลานได้ โหนตัวเกาะขึ้นยืนเอง หยิบของด้วยหัวแม่มือและนิ้วชี้</li>
<li>10 เดือน มือเกาะยืนยกขา ยกมือลา หรือไหว้ได้</li>
<li>11 เดือน เดินเกาะราว พูดคำที่มีความหมาย คำเดียว สนใจรูปภาพ</li>
<li>12 เดือน ยืนเองได้ จูงมือข้างเดียวเดินได้ ชอบโยนของทิ้ง พูดได้สองสามคำ</li>
<li>15 เดือน คลานขึ้นบันไดได้ เดินคล่อง ป้อนอาหารเข้าปากเองได้</li>
<li>18 เดือน เกาะราวขึ้นบันไดได้ พูดได้หลายคำ เมื่อปวดปัสสาวะ อุจจาระ จะบอกได้</li>
<li>21 เดือน เดินถอยหลังตามอย่างได้ ทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้ 2-3 อย่าง</li>
<li>24 เดือน ขึ้นลงบันไดได้เอง เตะลูกบอลได้ พูดคล่อง มักไม่ปัสสาวะรดที่นอน</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1031-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1031-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1031-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1031-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1031-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1031-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1031-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1031-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-7/1031-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3 style="text-align: center;"><strong>3. อาการและการดูแลรักษาทารกในวัยต่างๆ</strong></h3>
<p>&nbsp;</p>
<h4>โรคสะท้าน ( บาดทะยักในเรือนไฟ )</h4>
<p>โรคนี้เป็นเมื่อสายสะดือหลุด และมีเชื้อโรคเข้าไปในแผลสายสะดือ แผลหายแล้วประมาณ 7-8 วัน โรคนี้ก็จะแสดงอาการที่แผลจะอักเสบขึ้นอีก และมีอาการทำให้ขากรรไกรแข็งและชักกระตุกเป็นพักๆ เมื่อเป็นขึ้นแล้วรักษาไม่หาย มียารักษาสงบเพียงชั่วคราวเท่านั้น ต้องตายทุกราย</p>
<p><strong>การดูแลรักษา</strong></p>
<p>ต้องรักษาความสะอาดสายสะดือให้ดี อย่าให้เป็นแผล เน่า หรือเป็นหนอง ในขั้นแรกต้องสะอาดทุกอย่างในการตัดสายสะดือ มือ เชือก ผ้าห่อ การตัด ใส่ยา เปลี่ยนผ้า อย่าให้ถูกน้ำเป็นอันขาดจนกว่าสายสะดือจะหลุดใช้เวลาา 5-7 วัน และอย่าดึงสายสะดือเป็นอันขาาด ต้องปล่อยให้หลุดเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>โรคทวารตัน</h4>
<p>ทารกเกิดใหม่ๆ บางคนจะได้พบทวารตัน แต่นานๆ จึงจะได้พบราย คือ ถ่ายอุจจาระไม่ออก มีช่องทวารหนักมีเยื่อบางๆ เหมือนพังผืดปิดช่องทวารลุกเข้าไปประมาณ 1 นิ้ว ควรนำส่งโรงพยาบาล</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>อาการปัสสาวะไม่ออก</h4>
<p>เมื่อทารกคลอดแล้ว อยู่ในระหว่างเรือนไฟ เกิดปัสสาวะไม่ออก จะเห็นได้จากผ้าาปูที่นอนทารกไม่มีเปียกเลย และบางครั้งทารกจะร้องบ่อยๆ</p>
<p><strong>การดูแลรักษา</strong></p>
<ul>
<li>ท้องผูก ให้สวนด้วยน้ำอุ่นๆ ล้างท้องเสียก่อน</li>
<li>ถ้ายังไม่ออกเอาทารกนั่งแช่ในน้ำอุ่น 1 ชั่วโมง</li>
<li>ถ้ายังไม่ออก ให้ใช้ยา สบิรทเอเทอร์ไนเตรท ทาบริเวณท้องน้อยตรงกระเพาะปัสสาวะ</li>
<li>ถ้ายังไม่ออกควรส่งโรงพยาบาล</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>อาการปวดท้องของทารกในเรือนไฟ</h4>
<p>สังเกตุได้จากทารกร้องไห้ไม่หยุด และบางทีเหงื่อออกเท้าเย็นนิ้วมือหงิก และร้องมากเป็นพักๆ บางครั้งร้องกรี๊ดก็มี</p>
<p><strong>การดูแลรักษา</strong></p>
<ul>
<li>ต้องเคาะดูที่หน้าท้องทารกว่าท้องขึ้นหรือเปล่า</li>
<li>ถ้าท้องขึ้นให้เอาโซดาไบคาร์บอเนตผสมกับน้ำอุ่น 1-2 หยด ละลายให้กิน ( ผู้เขียนเห็นว่าเราใช้ไพลสด ฝนกับฝาละมี ละลายน้ำอุ่นหยุดให้ทารกกิน ทาท้องและหยดอกทารก ก็จะบรรเทาอาการท้องขึ้น )</li>
<li>ถ้ายังไม่หายร้อง ให้กินทิงเจอร์ฝิ่น การบูร 2-3 หยด</li>
<li>ถ้าท้องผูกให้สวนด้วยน้ำอุ่นๆ และใช้ผ้าพันท้องพันไว้ให้อุ่นเช่น ใช้ใบพลูลนไฟนาบท้องให้อุ่นไว้ หรือใช้มหาหิงค์ทาท้องไว้บ้าง ก็อาจจะหายได้ง่าย</li>
<li>ถ้าทารกกินนมแม่ ให้แม่ระวังอาหารด้วย อาาหารรสจัดๆ จะส่งผลให้ลูกมีอาการ เพราะอาหารแสลงท้อง</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>โรคหลอดน้ำดีตันของทารก</h4>
<p>มีอาการท้องอืด ตาเหลือง เป็นอย่างนี้สัก 5-6 วัน ถุงน้ำดีแตก มีอาการโลหิตออกทางปาก ทางจมูก ทารกจะเป็นอันตราย</p>
<p><strong>การดูแลรักษา</strong></p>
<ul>
<li>เมื่อเห็นทารกมีอาการท้องขึ้น ตัวเหลือง อุจจาระและปัสสาวะเหลือง</li>
<li>ถ้าท้องผูกให้ล้างท้อง แล้วให้กินโซดาไปคาร์บอเนตละลายน้ำจางๆ แล้วใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นปิดตรงชายโครงด้านขวา ต้องให้ผ้านั้นอุ่นอยู่เสมอ จะใช้ใบพลูหรือใบพลับพลึงพออุ่นๆ ก็ได้</li>
<li>ถ้าทำอย่างนี้แล้วไม่ทุเลา จะทำให้ถุงน้ำดีแตกภายใน 7 วัน ทารกจะต้องตาย</li>
<li>การรักษาโรคนี้ไม่หาย แต่ต้องรักษาไปตามอาการ หรือพอตรวจรู้อาาการดังกล่าวควรรีบส่งโรงพยาาบาลทันที เพราะเป็นโรคที่รักษายาก</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>โรคฝีดาษและโรคหัดของเด็กทารก</h4>
<ul>
<li>ถ้ามีคนเป็นฝีดาษชุกชุมให้นำทารกปลูกฝี</li>
<li>ถ้าเป็นหัด หรือมีคนรอบข้างเป็นหัด ให้พาทารกหนีไปอยู่ห่างไกลให้พ้น</li>
<li>ถ้าที่แห่งใดเป็นโรคฝีดาษ หัด สุกใส อย่าไปทำการคลอดในหมู่บ้านนั้น</li>
<li>ถ้าจำเป็น ต้องทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ( Amtiseptic ) จนทั่วห้อง รมด้วยกำมะถัน 1-2 วัน ห้ามคนที่เป็นโรคเข้ามาใกล้ เมื่อทำการคลอด เป็นหน้าที่ของผดุงครรภ์ต้องพิจารณาก่อน และสถานที่นั้นต้องมีอากาศปรอดโปร่ง ไม่อบอ้าวอากาศถ่ายเทเข้าออกได้</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ภาวะสายสะดือรั่ว</h4>
<p>โลหิตรั่วตามสายสะดือ ตรงที่ติดกับสายสะดือรั่วซึมออกมา</p>
<p><strong>การดูแลรักษา</strong></p>
<ul>
<li>ต้องใช้ยาฝาด ปิดที่แผลรั่ว หรือใช้สารส้มบดให้ละเอียดโรย แล้วใช้ผ้าาสะอาดปิดทับไว้ให้แน่นพอสมควร</li>
<li>ถ้าเลือดยังไม่หยุด ให้ใช้น้ำมันวาสลินทา</li>
<li>ถ้ายังไม่หยุด ให้ใช้มือบีบไว้นานๆ อาจหยุดได้</li>
<li>ถ้าไม่หยุดต้องเย็บตรงที่โลหิตไหลออก ทารกเป็นโรคชนิดนี้รักษาได้ แต่อยู่ไม่นานมักจะเป็นโรคลำไส้และโลหิตจาง</li>
<li>ถ้าไม่เข้าใจวิธีรักษา ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน</li>
<li>ผดุงครรภ์แผนโบราณถ้าไม่เข้าใจอย่าทำเป็นอันขาด ควรพยาบาลให้ขั้นต้นเท่านั้น</li>
<li>ถ้าเห็นว่าทำไม่ได้ ต้องส่งแพทย์ทันที</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>โรคไส้เลื่อนทางช่องสะดือ</h4>
<p>โดยมากเป็นเพราะสายสะดือหลุด เนื่องจากทารกร้องมากเกินไป เบ่งจนทำให้ไส้นั้นเลื่อนออกมาทางช่องต้นขั้วสะดือ</p>
<p><strong>การดูแลรักษา</strong></p>
<ul>
<li>ต้องใช้เครื่องกดทับ แล้วใช้ผ้าขาวยาวปิดกดทับไว้เสมอ อย่าให้ไส้ดันออกได้</li>
<li>ใช้ผ้าทำเป็นหมอนเล็กๆ ขนาดเท่าสะดือ ใช้ผ้าขาวสะอาดทับไว้สัก 2-3 สัปดาห์ ก็หายได้</li>
<li>โรคนี้ไม่สู้ยากนัก ถ้าพบเข้าใจคงทำได้</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1032-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1032-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1032-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1032-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1032-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1032-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1032-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1032-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-7/1032-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3 style="text-align: center;"><strong>4. การป้องกัน บำบัด รักษาตามบทบาทหน้าที่ผดุงครรภ์ไทย</strong></h3>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การสำรอก 7 ครั้ง</h4>
<ul>
<li><strong>เมื่อรู้ชันคอ</strong> เพราะเส้นเอ็นนั้นไหว ทารกจะมีอาการตัวร้อน สำรอกน้ำนม ร้องไห้โยเย</li>
<li><strong>เมื่อรู้คว่ำ</strong> กระดูกสันหลังคลอน ทารกอาจจะมีไข้หรือท้องเดิน</li>
<li><strong>เมื่อรู้นั่ง</strong> กระดูกก้นกบขยายตัว ทารกอาจจะถ่ายเป็นมูกหรือตัวอุ่น ท้องอืด</li>
<li><strong>เมื่อรู้คลาน</strong> ตะโพกและเข่าเคลื่อน ทุกครั้งที่ทารกเปลี่ยนอิริยาบถจะมีอาการ</li>
<li><strong>เมื่อดอกไม้ขึ้น ( ฟันขึ้น ) </strong></li>
<li><strong>เมื่อรู้ยืน</strong> เพราะว่ากระดูก 300 ท่อนนั้นสะเทือน และเส้นเอ็นกระจายสิ้น <strong>สำรอกกลาง</strong></li>
<li><strong>เมื่อรู้ยืน รู้ย่าง</strong> เพราะว่า ไส้ พุง ตับ ปอด นั้นคลอน <strong>สำรอกใหญ่</strong></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การดูแลทารกในวัยต่างๆ ยากันสำรอก บดทำแท่งละลายน้ำกิน</h4>
<ul>
<li><strong>1 เดือน </strong>ใบกระเพรา ใบเสนียด ใบตานหม่อน บอระเพ็ด</li>
<li><strong>2 เดือน </strong>ใบคนทีสอ ใบสะเดา ใบผักของ ใบขอบชะนางแดง บอระเพ็ด</li>
<li><strong>3 เดือน </strong>ใบสวาด ใบขอบชะนางขาว ใบกระพังโหม บอระเพ็ด</li>
<li><strong>4 เดือน </strong>ผักกระเฉด ใบทับทิม ใบตานหม่อน ใบเสนียด บอระเด็ด</li>
<li><strong>5 เดือน </strong>ใบผักคราด ใบหญ้าใต้ใบ ใบกระทืบยอด ใบกระพังโหม บอระเพ็ด</li>
<li><strong>6 เดือน </strong>ใบฝ้ายแดง ใบกระทุ่มนา ใบขอบชะนางแดง ใบหนาด บดทำแท่ง</li>
<li><strong>7 เดือน </strong>ใบนมพิจิตร ใบมะกล่ำเครือ ใบสมอพิเภก ขมิ้นอ้อย บอระเพ็ด</li>
<li><strong>8 เดือน </strong>ใบมะเดื่อ ใบพิมเสน ไพล ขมิ้นอ้อย</li>
<li><strong>9 เดือน </strong>มะขวิดอ่อน ใบสะแด ไพล ขมิ้นอ้อย บอระเพ็ด</li>
<li><strong>10 เดือน </strong>ใบคนทีสอ ใบคนทีเสมา ขมิ้นอ้อย</li>
<li><strong>11 เดือน </strong>ใบเสนียด ใบผักคราด ใบปีป ใบระงับ ใบขี้กาแดง ใบขี้กาขาว ใบโครกกระออม ใบขี้เหล็ก ใบสะเดา ไพล กะทือ ตรีกฎก</li>
<li><strong>12 เดือน </strong>เทียนย้อม 1 กำมือ ขมิ้นอ้อย บอระเพ็ด ใบมะคำไก่ ใบหนาด ใบคนทีสอ ตรีกฎก ไพล ขิง การบูร เม็ดผักกาด กระเทียม หอม สารส้ม ดินประสิว</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การให้ยาทารกในวัยต่างๆ</h4>
<ul>
<li><strong>ยากวาดแรกเกิด</strong> ทารกตกฟากแล้วเอามูกเมือกออกจากปากหมดแล้ว ให้เอาขี้แมลงสาบคั่วไฟพอควร ใบสะระแหน่ 3 ใบ บดกับน้ำผึ้งป้ายปากทารกที่เกิดใหม่</li>
<li><strong>ยาประจำท้องทารก</strong> แรกคลอดถึง 1 ขวบ ผิวมะกรูด 1 บาท ไพล 1 บาท เจตพังคี 1 บาท ว่าานน้ำ 1 บาท บอระเพ็ด 1 บาท มหาหิงค์ 1 สลึง หั่นให้ละเอียด คั่วไฟให้เกรียม บดเป็นผงละลายน้ำป้ายลิ้นทารก แก้ท้องขึ้น ท้องอืด ระบายลม รักษาธาตุดี</li>
<li><strong>ยากวาดทารกแก้สะพั้น</strong> ใบลานเผาไฟ ละลายกับน้ำผึ้งป้ายปากทารก แก้สะพั้น เด็กอ่อนภายใน 7 วัน</li>
<li><strong>ยากวาดล้างขี้เทา</strong> พิมเสน 1 เฟื้อง น้ำประสานทองสะตุ 2 สลึง ขี้แมลงสาบคั่ว 2 สลึง หางปลาช่อนแห้งเผา 3 หาง เมล็ดมะกอกสุก 3 เมล็ด หมึกหอมแท่งเล็ก 1 แท่ง ทองคำเปลวแผ่นใหญ่ 8 แผ่น ชะมดปรุงพอสมควร บดด้วยน้ำสุกกวาดทารกเพิ่งคลอด ถ่ายล้างขี้เทาใช้ 1-2 ครั้งก็ได้ เพื่อล้างโทษลามกมิให้กระทำพิษ</li>
<li><strong>ยาแก้ซางให้หอบ ให้ชัก</strong> ไพล ใบผักคราดหัวแหวน ใบพิมเสน สิ่งละ 1 กำมือ น้ำประสานทองสะตุ 1 เฟื้องบดทำยาผงเป็นเม็ด กวาดกับน้ำนมหรือน้ำสุด แทรกขันฑสกรนิดหน่อย</li>
<li><strong>ถ้าชักน้ำกระสายยาสุรา</strong> แก้ทารกร้องไห้ 3. เดือน หัวหอม 1 เปราะหอม 1 ใบให้ละเอียดเท่าๆกัน แทรกพิมเสนทาตัวเวลากลางคืนดีนักแล</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ศิลปะการกวาดยา</h4>
<ul>
<li><strong>พระคัมภีร์ปฐมจินดา</strong> ผู้ป่วยที่จะกวาดยาจะกระทำตอนพระอาทิตย์ตกในตอนเย็น แต่ในปัจจุบันกวาดได้ตลอดทั้งวัน</li>
<li><strong>ต้องเตรียมยา และอุปกรณ์การกวาดยา</strong> ครกบดยาเล็ก น้ำกระสายยา เหล้าขาว น้ำสุก เกลือ มะนาว ผ้าขาวสะอาดเช็ดมือ 1 ผืน</li>
<li><strong>ผู้ที่จะกวาดยาจะใช้นิ้วชี้กวาดยา</strong> ให้กวาดไปที่โคนลิ้น กวาดไปทางเดียวไม่กวาดกลับไปมา ถ้ากวาดเด็ดทารกใช้นิ้วก้อยได้ เด็กทารกยังไม่ถึงเดือนจะไม่ใช้น้ำกระสายจำพวกสุรา</li>
<li><strong>เด็กทารกไม่สบายจะเรียกว่าเป็นซางต่างๆ</strong> ส่วนมากที่ไม่สบายกันมาก เช่น ลิ้นเป็นฝ้า เป็นละออง เป็นซางขุม เป็นหละ ท้องขึ้น ท้องเสีย ต่อมโต ( ต่อมทอมซิลอักเสบ ) เป็นแผลร้อนใน ไอ ท้องผูก เป็นต้น</li>
<li><strong>สามารถใช้ยาสามัญประจำบ้านได้</strong> ถ้ามีควาามชำนาญ ( เภสัชกรรมแผนโบราณทั่วไป และเวชกรรมแผนโบราณทั่วไป )</li>
<li><strong>เมื่อรักษาคนไข้ไม่ได้</strong> หรือไม่หายภายใน 4-7 วัน ต้องรีบส่งต่อหรือแนะนำให้ไปโรงพยาบาลโดยด่วน ไม่เก็บไว้รักษาเอง</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 100px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h3 style="text-align: center;">สารบัญ บทความ แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์</h3>
</blockquote>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<ul>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/table-of-contents-articles-on-traditional-thai-medicine-and-midwifery/">สารบัญ บทความ แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์</a></li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 100px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div>
</div><p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-7/">แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 7 การเจริญเติบโตและการดูแลทารก</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 5 การคลอดปกติ</title>
		<link>https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-5/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[vayogroup]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Jul 2023 04:38:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผดุงครรภ์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 1]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://farm.vayo.co.th/blog/?p=7515</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทที่ 5 : การคลอดปกติ   1. อาการที่แสดงการคลอดบุตร กาารตรวจปากมดลูก 2 อุปกรณ์การทำคลอด 3. วิธีการคลอดปกติและการดูแลขณะคลอด 3.1 การดูแลด้านจิตใจแก่หญิงตั้งครรภ์ขณะรอคลอด</p>
<p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-5/">แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 5 การคลอดปกติ</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h2 style="text-align: center;">บทที่ 5 : การคลอดปกติ</h2>
</blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;">1. อาการที่แสดงการคลอดบุตร</h3>
<p>ก่อนถึงกำหนดคลอด 2-3 วัน เต้านมจะแข็งคัด ปากช่องคลอดบวม ท้องลดต่ำลง ท้องกลมแข็ง เหตุการณ์เหล่านี้คือ มดลูกขยายตัวให้ทารกรู้จักทางออก ทารกจะกลับตัวเอาหัวลงมาจ่อตรงปากมดลูก ตอนนี้จะเป็นเหน็บชาที่เท้า บางทีทำให้อาการบวมตามขา เลือดลมคั่ง เพราะมดลูกมากดทับเส้นโลหิตใหญ่ ถ้ามารดาที่ใจเสาะมักจะขอร้องให้ผดุงครรภ์ช่วยฝืนท้องให้</p>
<ul>
<li>ถ้าผดุงครรภ์รู้เท่าไม่ถึงการณ์และช่วยฝืนผลักดันเป็นการใหญ่ ทำให้เป็นการติดขัดต่อไปได้ เพราะการฝืนท้องนี้เท่ากับฝืนธรรมชาติ ( ตามกฎกระทรวงมหาดไทย ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมประกอบโรคศิลปะ พุทธศักราช 2479 ( ฉบับที่ 3 ) และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม หมวดที่ 3 ข้อ 20 มีข้อความว่า มิให้ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณทั่วไป สาขาการผดุงครรภ์ กระทำกาารข่มท้อง หรือตรวจภายในช่องคลอด จึงมิควรปฎิบัติเพราะจะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายในการประกอบโรคศิลปะ )</li>
<li>ตามปกติมดลูกจะทำหน้าที่ของตัวเองคือ ขยับขยายบีบรัด ให้ศรีษะของทารกมาอยู่ที่ปากช่องคลอด เพื่อให้ดันปากมดลูกขยายตัวในวันคลอด หรือก่อนหน้าสัก 1 วัน เมื่อปากมดลูกแย้มออกมาบ้างแล้ว ศรีษะทารกก็จะดันให้ปากมดลูกเปิด ตอนนี้ถ้ามารดาใจเสาะมักจะขอร้องให้ผดุงครรภ์ฝืนท้องให้ผดุงครรภ์ฝืนท้อง และคัดมดลูกให้หมดที่ไม่เข้าใจ ก็จะฝืนคัดเป็นกาารใหญ่เลยทำให้เกิดการติดขัด จึงไม่ควรทำ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมดลูกเองจะดีกว่า ในขณะที่กำลังปวดมาก แม้จะข่มสักเท่าใด เมื่อปากมดลูกยังไม่เปิดก็จะออกมาไม่ได้เป็นอันขาด ( ตอนนี้จงจำไว้ให้ดี )</li>
<li>เมื่อมีการข่มท้องก่อนเวลา ศรีษะทารกมักจะกดทับขื่อ ( กระดูกเชิงกราน ) จนเป็นรอยบุ๋ม พอได้เวลามดลูกบีบรัดตัวเร่งให้ทารกเปิดปากมดลูก ทารกมักจะเลื่อนลงไปที่รอยบุ๋มตามเดิมเพราะหัวทารกกดไว้จนเป็นรอยบุ๋มเสียแล้ว ทารกจะขยับออกจากทางออกเป็นการยาก จึงมีการติดขัดเช่นนี้ เป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผดุงครรภ์ จึงไม่ควรทำและมักมีหญิงคลอดบุตร บางรายถึงแก่ความตาย</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>กาารตรวจปากมดลูก</h4>
<p>ต้องตัดเล็บสั้นชิดเนื้อ ล้างมือฟอกสบู่ด้วยแปรงหรือฟองน้ำ ล้างตามซอกนิ้วมือและซอกจมูกเล็บ ล้างจนถึงข้อศอก เสร็จแล้วยกมือชูไว้จนแห้งแล้วใช้วาสลินทาตามนิ้วมือ ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางเหยียดตรง ส่วนนิ้วนางกับนิ้วก้อยและนิ้วหัวแม่มือให้พับงอเข้าไว้ในอุ้งกลางใจมือแล้วค่อยๆ สอดสองนิ้วเข้าทางช่องคลอด จะทำให้รู้เวลาคลอดดังนี้</p>
<ul>
<li>ปากมดลูกเปิดเท่าเหรียญสลึง จะต้องรอต่อไปอีก 2 ชม. แล้วทำการตรวจใหม่ระยะนี้ยังไม่คลอด</li>
<li>ปากมดลูกเปิดเท่าเหรียญบาท ต่อไปตรวจทุกๆ ชั่วโมง</li>
<li>ปากมดลูกเปิดกว้างถึง 3 นิ้ว แสดงว่าจะคลอดในชั่วโมงนี้ แต่จะเอาแน่นอนนักยังไม่ได้ เพราะถ้าเป็นท้องสาวจะต้องรอไปอีก 2 ชม. เมื่อปากมดลูกเปิดกว้าง 3 นิ้ว น้ำทูนหัวจะไหลออกหมด มดลูกจะบีบรัดตัวเด็กทารกด้านข้างขึ้น ทำให้เป็นการช่วยเร่งทารกคลอดออกเร็ว แต่มารดาจะรู้สึกเจ็บปวดมาก มีลมเบ่ง ตอนนี้พอเห็นว่าปากมดลูกเปิดกว้างเต็มที่แล้ว ต้องช่วยตรวจช่องทางทารกว่าอยู่ในท่าที่ถูกต้องหรือไม่ ถ้าถูกท่าจะออกได้แล้ว ผดุงครรภ์ช่วยบอกจังหวะให้มารดาออกแรงเบ่งให้ถูกต้อง ตามธรรมดาถ้าทารกมีการติดขัดภายในช่องทางคลอด ปล่อยไว้เฉยๆ มดลูกก็จะทำหน้าที่ขยับให้ทารกถูกท่าจนออกได้</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1016-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1016-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1016-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1016-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1016-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1016-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1016-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1016-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-5/1016-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3 style="text-align: center;"><strong>2. อุปกรณ์การทำคลอด</strong></h3>
<ul>
<li>ผ้ากันเปื้อน 1 ผืน</li>
<li>ผ้าพลาสติกปูรองคลอด 1 ผืน</li>
<li>ผ้าเช็ดมือ 2 ผืน</li>
<li>หมวกคลุมผม 1 ใบ</li>
<li>กรรไกรปลายป้านสำหรับตัดสายสะดือ 1 อัน</li>
<li>ลูกโป่งยางสำหรับสวนอุจจาระ 1 อัน</li>
<li>ลูกโป่งยางสำหรับดูดเลือด 1 อัน</li>
<li>ชามกลม 2 ใบ</li>
<li>ชามรูปไต 1 ใบ</li>
<li>เชือกผูกสะดือ ผ้าห่อสะดือ 1 ห่อ</li>
<li>แปรงล้างมือ 1 อัน</li>
<li>คีมคีบเครื่องมือต้ม 1 อัน</li>
<li>สบู่ และกล่องสบู่ 1 ชุด</li>
<li>แอลกอฮอล์ 1 ขวด</li>
<li>ทิงเจอร์ไอโอดีน 50 cc 1 ขวด</li>
<li>ยาหยอดตา หรือ ขี้ผึ้งปฎิชีวนะป้ายตาเด็ก 1 ขวด หรือ หลอด</li>
<li>แอมโมเนีย</li>
<li>มีดโกนหนวด หรือ มีดโกน 1 เล่ม</li>
<li>ด่างทับทิม 1 ตลับ</li>
<li>สำลี</li>
<li>ผ้าอนามัย</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1017-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1017-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1017-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1017-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1017-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1017-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1017-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1017-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-5/1017-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3 style="text-align: center;">3. วิธีการคลอดปกติและการดูแลขณะคลอด</h3>
<p>การที่เด็กอยู่ในท่าศรีษะตรงปากมดลูก จะเป็นคว่ำหรือหงายก็ได้ การคลอดจะดำเนินไปได้เองโดยไม่มีการติดขัด จริงอยู่การคลอดอาจมีเหตุผิดปกติในระยะต่อมา สาเหตุที่ทำให้ศรีษะทารกไม่สามารถจะผ่านออกมาได้ อาจเพราะติดกระเพาะปัสสาวะและอุจจาระ ซึ่งปิดขวางทางช่องคลอด หรือดันปากมดลูกหมุนเปลี่ยนท่าไป ทำให้ศรีษะไม่หมุนไม่เลื่อนต่ำลงมา มดลูกหดรัดตัวนานจนเหนื่อยอ่อนกำลังลง และหมดแรงหดรัดตัวอาจทำให้การคลอดปกติก็มีความลำบากอยู่บ้าง เกิดขึ้นได้ในกรณีต่อไปนี้เช่น ในระยะครรภ์แรก ( ท้องสาว ) ก็ย่อมต้องใช้เวลาคลอดนานกว่ารายที่เคยคลอดมาแล้ว อายุของผู้คลอด ก็ทำให้การคลอดติดขัดได้เหมือนกัน ทำให้การคลอดผิดปกติ และเวลาคลอดจะช้าหรือเร็วก็ได้ เช่น ผู้คลอดอายุ 30 ปีขึ้นไปและเป็นครรภ์แรกมักจะประสบกับการคลอดลำบากเป็นส่วนมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>3.1 การดูแลด้านจิตใจแก่หญิงตั้งครรภ์ขณะรอคลอด</h4>
<p>สภาพจิตใจของหญิงขณะรอคลอด ให้พิจารณาอารมณ์ของหญิงขณะคลอด มีผลต่อปฎิกิริยาของกระบวนการในการคลอดเพราะความรู้สึกไม่สบาาย เป็นสาเหตุให้สภาพร่างกายและจิตใจนั้นอ่อนเพลียทำให้ระยะเวลาคลอดนั้นยาวนานขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การกลัวการคลอด </strong>เมื่อการคลอดเริ่มขึ้น จะมีอารมณ์เกิดขึ้นหลากหลายแตกต่างกันไป ในรายที่เป็นครรภ์แรก มารดาอาจดีใจที่การคลอดกำลังจะเกิดขึ้นหลังจากรอคอยมานาน แต่ขณะเดียวกันจะมีอารมณ์ตรงข้าม คือ กลัวการคลอด และผลที่จะเกิดขึ้นซึ่งไม่แน่นอน เช่น กลัวเครื่องมือ กลัวเจ้าหน้าที่หรือกลัวอนาคต เช่น รายที่จะต้องคลอดบุตรที่ไม่มีบิดาหรือเมื่อสภาพครอบครัวยังไม่พร้อมจะมีบุตรเป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การตอบสนองด้านอารมณ์ </strong>ความกลัวและการเจ็บครรภ์ มีผลต่อความเชื่อมั่นของมารดา เราควรให้มารดารู้สึกปลอดภัย และให้คลอดโดยไม่มีการทำร้ายทางด้านอารมณ์ เราควรจะชี้แจงและอยู่เป็นเพื่อน จะช่วยให้มารดาสนองตอบความต้องกาารด้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ที่จะเกิดความเชื่อมั่น และมีความกลัวลดลง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ความต้องการเพื่อน </strong>ควาามรู้สึกโดดเดี่ยวทำให้เกิดการกลัว การอยู่เป็นเพื่อน ให้ความสะดวกสบาย รับฟัง อธิบาย พูดคุย ให้กำลังใจ ให้ความมั่นใจ หรือเงียบในบางครั้ง เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งสำหรับมารดาในช่วงนี้ หญิงช่วงก่อนคลอดนี้ต้องการการเอาใจ ต้องการรับฟังคำพูดที่ไพเราะ การนวดตามร่างกายเบาๆ เป็นการทำให้ผู้คลอดเกิดความรู้สึกอบอุ่นใจได้ดียิ่งขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>3.2 วิธีการคลอดบุตร</strong></h4>
<ul>
<li><strong>พวกที่ 1</strong> เด็กอยู่ในครรภ์เมื่อครบกำหนดก็คลอดเองได้ตามปกติ</li>
<li><strong>พวกที่ 2</strong> คลอดเมื่อครรภ์แก่เกินกำหนด 1-2 เดือนหรือทารกตัวโตมาก ทำให้ไม่สามารถคลอดเองได้ตามปกติได้ หรืออาจเรียกได้ว่า คลอดผิดธรรมดา</li>
<li><strong>พวกที่ 3</strong> คลอดโดยใช้เครื่องมือช่วย หรือมีวิธีช่วยให้คลอดได้ เช่น การใช้เครื่องสูญญากาศดูด หรือการใช้คีมคีบ เป็นต้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้ผู้ที่กระทำได้คือแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น ผดุงครรภ์แผนโบราณ จะใช้เครื่องมือช่วยทำคลอดนี้ไม่ได้ ถ้ามีการติดขัดของการคลอดต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>3.3 การเจ็บท้อง</strong></h4>
<p>การเจ็บท้อง คือ การที่กล้ามเนื้อของมดลูกหดรัดตัวเล็กลง การหดรัดตัวนี้เกิดขึ้นเป็นระยะครั้งหนึ่งๆ ประมาณ 0.5 นาที &#8211; 1.5 นาที แล้วมีการพัก ในระยะนี้กล้ามเนื้อมดลูกคลายตัว แล้วมดลูกจะหดรัดตัวอีกในขณะที่มดลูกหดรัดตัวนี้ สิ่งที่อยู่ในโพรงมดลูก คือ ทารกจะถูกผลักดันให้ออกไปตามทางที่เปิดอยู่ คือ ปากมดลูก ดังนั้น ทารกขึงถูกดันให้ออกมาพ้นโพรงมดลูกได้ การเจ็บท้องมีอยู่หลายชนิดดังต่อไปนี้</p>
<ul>
<li><strong>การเจ็บท้องเตือน </strong>เกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดใกล้จะคลอด เกิดขึ้นเนื่องจากการหดรัดตัวของมดลูกบ่อยครั้ง แต่การหดรัดตัวของมดลูกไม่มีกำหนดระยะแน่นอน แต่เป็นประโยชน์คือทำให้ศรีษะทารกหมุนเลื่อนต่ำลงมา และลำตัวของทารกอยู่ในลักษณะตามยาว เพื่อหัวของทารกจะได้เข้าไปในช่องเชิงกรานได้โดยตลอด การเจ็บท้องเช่นนี้ ตามธรรมดาไม่รู้สึกเจ็บปวดมาก เป็นแต่เพียงรู้สึกท้องแข็งบ่อยกว่าปกติและมักมีอาการเมื่อยหลัง หรือที่กระเบนเหน็บ เพราะตัวทารกลดต่ำลงมา ทำให้กระดูกสันหลังบริเวณช่วงเอวมีการโค้งไปด้านหน้ามากขึ้น การเจ็บท้องเตือนมักจะเกิดขึ้น 2-3 วันก่อนคลอด ในบางรายอาจเกิดขึ้นหนึ่งสัปดาห์ก่อนคลอด หรือบางทีเจ็บท้องเตือนแล้วเจ็บท้องคลอดเลยก็มี การเจ็บท้องเตือนมีประโยชน์คือ ทำให้ผู้คลอดได้ทราบว่า จวนจะถึงกำหนดคลอดแล้ว จะได้มีเวลาเตรียมตัว ไม่เดินทางไกล เพื่อจะได้มีการระมัดระวังมากขึ้น</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>การเจ็บท้องคลอด </strong>คือ การเจ็บท้องโดยที่มดลูกหดรัดตัวแรงกว่าเดิม และมีเป็นระยะ เป็นกำหนดแน่นอน ขั้นแรก เจ็บประมาณ 1 นาที และมีระยะพักหายใจประมาณครึ่งชั่วโมงเป็นเช่นนี้สัก 5-6 ครั้ง ระยะพัก คือ ระยะที่มดลูกคลายตัวจะค่อยๆสั้นๆ ลงๆ ตามลำดับ ขณะที่เจ็บท้อง ผู้คลอดจะรู้สึกว่าท้องแข็ง ปวดบริเวณท้องน้อย บริเวณกระเบนเหน็บ หลัง และโคนขา การเจ็บท้องคลอดแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะมดลูกเบ่งและเปิด ระยะทารกออกจากช่องคลอดพ้นออกมาจากตัวมารดา ( ตกฟาก ) และระยะคลอดรก</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>การเจ็บท้องหลังคลอด </strong>คือ การหดรัดตัวของมดลูกระยะหลังคลอด ในระยะนี้ไม่มีอะไรเหลือค้างในมดลูก มดลูกเลยรัดตัวอยู่ตลอดเวลา บางทีก็มีอาการคลายตัวบ้างนานๆ ครั้ง และหดรัดตัวขึ้นอีก ดังนั้นจึงมีความรู้สึกท้องแข็ง และปวดเป็นครั้งคราว แต่ไม่บ่อยนัก และมักจะรู้สึกมากขึ้นขณะบุตรดูดนม เพราะการดูดนมของทารกจะเป็นการกระตุ้นให้มดลูกของมารดาหดรัดตัวแรงขึ้นเพราะมีเส้นประสาทติดต่อกัน</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>3.4 กาารเบ่ง</strong></h4>
<p>การที่ผู้คลอดรู้สึกอยากเบ่ง เป็นการใช้กำลังกล้ามเนื้อหลังและกระบังลม ซึ่งจะหดรัดตัวอย่างแรงทำให้กล้ามเนื้อภายในช่องท้องเล็กลง ความกดดันภายในช่องท้องมากขึ้น กำลังความกดดันนี้ มีพลังต่อมดลูกโดยตรง ช่วยให้มดลูกมีกำลังหดตัวรัดตัวแรงเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ความรู้สึกอยากเบ่งนี้ เป็นความรู้สึกที่รุนแรงและอดกลั้นไม่ได้ การเบ่งชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่อปากมดลูกเปิดแล้ว ถ้าไม่มีอะไรกีดขวางช่องทางคลอดอีก ทารกก็จะผ่านออกมาได้สะดวก</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>3.5 ช่องทางคลอด</strong></h4>
<p>อวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน ซึ่งประกอบด้วยกระดูกเชิงกรานและเนื้อเยื่ออ่อนที่บุเชิงกรานอยู่ เป็นทางซึ่งเมื่อเด็กถูกผลักดันออกมาจากโพรงมดลูก จะผ่านลงมาตามช่องทางนี้จนพ้นปากช่องคลอด</p>
<ul>
<li>ทางคลอดเริ่มต้นตั้งแต่รูปากมดลูก จนกระทั่งถึงปากช่องคลอด ส่วนที่เป็นกระดูกของทางช่องคลอดนั้นเมื่อไม่มีครรภ์จะทรงตัวอยู่มั่นคง แต่เมื่อมีการตั้งครรภ์อาจจะขยายออกได้บ้างเล็กน้อย เพื่อช่วยให้ทารกคลอด ทั้งนี้ผิดกับเยื่อและเนื้ออ่อนซึ่งมีการยืดหยุ่นได้มากและขยายตัวออกเป็นช่วงกว้างเพื่อให้เด็กผ่านออกมาได้ แต่ก็มีเขตจำกัดเพียงแค่ความกว้างของกระดูกที่ล้อมอยู่ภายนอก การคลอดที่จะผ่านทางนี้ ซึ่งแม้จะมีความยืดหยุ่นได้ ก็มีความต้านทานมาก จึงจำเป็นต้องอาศัยกำลังคลอดทำการช่วยผลักดันทารก มิใช่ทารกจะเคลื่อนออกมาได้เองตามลำพัง</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>3.6 กำลังการคลอด</strong></h4>
<p>กำลังผลักดัน ที่จะทำให้ทารกออกจากโพรงและเคลื่อนลงมาตามช่องคลอด เกิดจากการหดรัดตัวของมดลูก ทำให้เกิดการผลักดันต่อทารกโดยตรง ผลที่ได้จากการผลักดันทางอ้อมจากการที่มารดาออกกำลังเบ่ง โดยบังคับการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อท้อง กล้ามเนื้อหลัง และกระบังลม ทำให้เนื้อในช่องท้องน้อยเล็กลง เกิดความดันภายในช่องท้องมากขึ้น การคลอดต้องอาศัยกำลังของการเจ็บท้องคลอดและการเบ่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>3.7 ร่างของทารก</strong></h4>
<p>ในการคลอดทารกไม่มีการช่วยเหลือตัวเองในการคลอด เป็นการทำหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ขณะที่อยู่ในครรภ์ เด็กมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนเป็นท่าทางต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง แต่ในระยะคลอดความกดดันของการหดรัดตัวของมดลูกบังคับให้อยู่ในทางทรงคว่ำ แต่ในตอนหลังของการเกิด ศรีษะกลับถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงเป็นทรงหงาย</p>
<p>ร่างกายของทารกและมารดาต้องมีขนาดเหมาะสม เช่น ไม่ใหญ่จนเกินไป และอยู่ในลักษณะเหมาะสมคือ ทารกต้องงอศรีษะอยู่เบื้องล่างและทรงคว่ำ แขน ขา งอพับกับทรวงอก นอกนั้นการผ่านของทารกมาตามช่องคลอดนั้น จะติดขัดหรือสะดวกก็ต้องแล้วแต่กาารเปลี่ยนทรง และการหมุนศรีษะ หมุนไหล่ เป็นไปตามความเหมาะสมของช่องคลอด</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>3.8 อาการของมาารดาเมื่อทารกจะคลอด</strong></h4>
<ul>
<li>มดลูกจะบีบหดรัดตัวทารกเพื่อให้ทารกเคลื่อนออกมา ศรีษะทารกก็จะหันกลับลงทุกทีประมาณ 3-4 วัน ศรีษะทารกนั้นจะเคลื่อนมาอยู่ที่ปากมดลูก เวลานี้มารดาจะรู้สึกว่าท้องลด ( ทารกกลับตัวแล้วศรีษะมาอยู่ที่อุ้งเชิงกราน )</li>
<li>เมื่อศรีษะทารกมาถึงปากมดลูกแล้ว ก็จะดันปากมดลูกให้แย้มออก เมือกหรือเสมหะที่จุกอยู่ในปากมดลูกก็จะหลุดออกมาตามช่องคลอด โดยมีโลหิตเจือปนออกมาด้วย แสดงว่าปากมดลูกขยายเปิดตัว ถ้าเป็นครรภ์ปกติภายใน 24 ชม. ทารกจะคลอดออกมาเอง ในช่วงนี้มารดาจะรู้สึกเจ็บท้องและปวดตามกระเบนเหน็บ หน้าขาและหัวเหน่า บางทีเท้าเริ่มบวม</li>
<li>ถ้ามีการเจ็บครรภ์ถี่ขึ้นเป็นพักๆ แสดงว่า มดลูกเริ่มทำงานแล้ว และยิ่งเจ็บทวีมากขึ้นและถี่เข้าๆ เริ่มมีลมเบ่ง ครรภ์ยิ่งกลมเข้า เวลาเจ็บขึ้นมาท้องจะแข็งและเจ็บครรภ์ร้าวไปทั้งตัว กับมีอาการปวดอยากอุจจาระ ปัสสาวะด้วย</li>
<li>เมื่อมดลูกขยายตัวเปิดออกมาบ้างแล้ว น้ำคร่ำก็จะดันถุงน้ำคร่ำตุงออกมาถ่างปากมดลูกให้ขยายตัวออก มดลูกก็จะยิ่งบีบรัดตัวมากขึ้น และน้ำคร่ำก็จะยิ่งดันมดลูกออกมา ปากมดลูกจะถูกขยายโตขึ้นทุกทีจนกว่าทารกจะสามารถคลอดออกมาได้ โดยผ่านมดลูกและกระดูกเชิงกราน ทารกจะคลอดออกมาทันทีนี่เป็นอาการธรรมดาของการออกลูกหรือคลอดบุตร</li>
<li>ลมเบ่งเกิดขึ้นจากการที่มดลูกหดตัว บีบรัดให้ทารกออก เมื่อเบ่งหนักๆ เข้า ถุงน้ำคร่ำก็ไหลออกมาเมื่อน้ำคร่ำออกมาแล้ว มดลูกก็จะเหี่ยวเล็กลง ยิ่งเหี่ยวเล็กเท่าใด ก็ยิ่งบีบทารกหนักเข้า ทารกที่มีร่างกายธรรมดาก็คลอดออกมาได้สะดวก</li>
<li>ส่วนน้ำคร่ำมีประโยชน์ทำให้เกิดการหล่อลื่น ทารกก็คลอดผ่านออกมาได้ตามปกติ ธรรมชาติของการคลอดทั่วๆ ไประยะนี้ผดุงครรภ์ต้องช่วยประคับประคองตรวจอาการของมารดาหรือรับทารกออกมาทารกที่ออกมานั้นมิได้ออกมาแรงๆ แต่ได้หมุนตัวออกมาตามรูป หรือ ช่องทางของอุ้งเชิงกรานจนกว่าจะตกฟาก เพราะฉะนั้นแพทย์หรือผดุงครรภ์จะต้องช่วยในตอนนี้ เมื่อมีลมเบ่ง ต้องประคองศรีษะและช่วยรับตัวทารก หรือหมุนศรีษะทารกให้พอดีกับช่องเชิงกราน</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>3.9 กระบวนการของการคลอด</strong></h4>
<p>การคลอดจะดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยต้องอาศัยความเหมาะสมของ ช่องคลอด กำลังการคลอด และร่างกายของเด็ก เช่น ร่างของทารกโตกว่าขนาดของช่องคลอด ก็จะเกิดติดขัด หรือร่างกายของทารกมีขนาดพอดีแต่ช่องคลอดของมารดาเล็กมากกว่าธรรมดา หรือบิด เบี้ยว ไม่เหมาะสม การคลอดก็จะติดขัด หรือร่างกายของทารกกับช่องคลอดพอดีเหมาะสม แต่กำลังการคลอดไม่พอดี หรือมดลูกไม่มีกำลังหดรัดตัว หรือผู้คลอดไม่มีกำลังเบ่ง การคลอดต้องเสียเวลานาน หรือติดขัดได้ เวลาที่ใช้คลอดจะช้าหรือเร็ว ต้องอาศัยควาามเหมาะสมทั้ง 3 ประการ การคลอดแบ่งออกเป็น 3 ระยะดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>ระยะที่ 1 ระยะปากมดลูกเปิด</strong> ตั้งแต่มารดาเจ็บครรภ์จนปากมดลูกเปิดพอดีกับศรีษะทารก ทารกก็จะออกมาได้โดยสะดวก ( ออกจากปากมดลูก ) เป็นระยะปากมดลูกเปิด หรือส่วนล่างของมดลูกหรือคอมดลูกขยาย ถ่างออกเต็มที่ ส่วนคอมดลูกซึ่งเมื่อแรกยังเป็นขอบอยู่นั้นจะค่อยๆ ถูกดึงขึ้น ขอบจึงบางและในที่สุดขอบจะไม่เหลือเลยปากมดลูกจึงเปิดหมด เป็นช่องทางคลอดออกมาได้ ในขณะที่คอมดลูกเปิดนี้ หากใช้นิ้วคลำดูจะพบว่าที่ปากมดลูกมีรูใช้นิ้วสอดเข้าไปได้ และรอบรูจะเป็นสันแข็ง รูปที่ปากมดลูกนี้จะมีถุงยางจุกอยู่ เมื่อเอามือกดถุงนี้ จะรู้สึกว่าหยุ่นๆ และมีน้ำในถุง เรียกว่า &#8221; ถุงน้ำทูนหัวหรือถุงน้ำคร่ำ &#8220;</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>ระยะที่ 2 ระยะเบ่ง </strong>ตั้งแต่ทารกออกจากปากมดลูกมา จนกระทั่งตกฟาก หรือพ้นร่างกายของมารดา ( พ้นช่องคลอด ) ระยะนี้เป็นระยะเบ่ง เริ่มต้นเมื่อปากมดลูกเปิดหมดและกลไกการคลอดของทารกจะเริ่มต้นขึ้นจนกระทั่งเด็กออกมาจากมดลูกมาอยู่ที่ช่องคลอด ซึ่งขณะเดียวกันมดลูกก็เริ่มยืดขยายตัวออก เพื่อให้ศรีษะเด็กผ่านลงมา การผลักดันให้เด็กเคลื่อนลงมานั้น กระทำโดยมดลูกและอาศัยกำลังของกล้ามเนื้อหน้าท้อง ซึ่งบังคับใช้งานโดยผู้คลอดเอง จะสังเกตเห็นเหตุการณ์ที่ปรากฎของการเบ่งดังนี้คือ ผู้คลอดเริ่มต้นด้วยการหายในอย่างเต็มที่ก่อน แล้วจึงกลั้นใจออกกำลังเบ่งอย่างสุดแรง กล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อหลัง และจากส่วนของร่างกายช่วยการออกกำลังในการเบ่งนี้จนผู้คลอดหน้าแดง และมีเหงื่อออกโทรมตัว บางครั้งอาจจะต้องครวญครางในขณะเบ่งด้วย</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>ระยะที่ 3 ระยะรกคลอด </strong>หลังจากทารกคลอดออกมาแล้วจนกระทั่งรกออก ( เป็นระยะรกคลอด ) แต่ระยะรกนี้เป็นระยะอันตราย ถ้ารกไม่ออกหรือฉีกขาด เศษรกติดอยู่ภายในจะทำให้เกิดผลเสียตามมา ระยะนี้เกิดภายหลังเด็กคลอดออกมาแล้วจะมีรกและสายสะดือ ถุงน้ำหล่อตัวเด็กออกมา เมื่อเด็กเกิดออกมาแล้ว มดลูกจะหดตัวเล็กลง ก้นมดลูกอยู่สูงเพียงระดับสะดือ และตัวมดลูกจะมีขนาดเล็กลงมีขนาดเท่ากับศรีษะเด็ก ลักษณะของมดลูกในขณะนี้ ปรากฎว่า บางครั้งก็แข็งบางครั้งเป็นก่อนกลม บางครั้งก็อ่อนนิ่มลง จนคล่ำดูรูปร่างได้ไม่แน่นอน ดังนี้ สลับกันไป 15-20 นาที จนกระทั่งรกหลุดออกมาจากผนังมดลูก ถูกมดลูกผลักดัน จนมาอยู่ในช่องคลอด มดลูกถึงหดตัวเต็มที่เป็นก้อนกลมแข็งลอยขึ้นสูงกว่าเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้มักมีเลือดออกมาบ้าง พร้อมกับสายสะดือเลื่อนตามออกมา แต่รกที่ออกมาคั่งค้างอยู่ที่ช่องคลอดนั้น มักจะไม่เลื่อนออกมาเอง นอกจากต้องใช้วิธีช่วยกดผลักดันออกมากดผลักหน้าท้องเบาๆ รกก็จะออกมาได้ ถ้ารกไม่ออกหรือฉีกขาดตกอยู่ในมดลูก หรือมดลูกปลิ้นถลก เศษรกเน่าเป็นพิษได้</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>3.10 ลักษณะท่าทางที่ทารกจะคลอด</strong></h4>
<ul>
<li><strong>ท่าคว่ำหน้าออก</strong> ทารกอยู่ในมดลูก คว่ำอยู่ คือหันหน้าเข้าหาหลังของมารดา ในท่านี้ทารกจะคลอดออกมาได้หรือตกฟากได้ต้องหมุนตัวครึ่งรอบ เพื่อไหล่จะได้หลุดออกช่องเชิงกราน จนคลอดออกมาตกฟาก</li>
<li><strong>ท่าทารกหงายหน้าออก </strong>ทารกอยู่ในมดลูกนอนหงาย หัวหน้าออกหน้าท้องของมารดา เมื่อศรีษะเคลื่อนพ้นจากมดลูกแล้ว ศรีษะตะแคงได้ ลอดอุ้งเชิงกราน ตัวเด็กคว่ำ บ่าจะได้หลุดลอดพ้นจาากช่องเชิงกรานออกมาจากช่องคลอดและตกฟากได้</li>
<li><strong>ทารกเอาก้น ขา หรือเท้าออก</strong> ตรวจดูจะพบว่านิ้วเท้าเสมอกัน ถ้านิ้วมือจะไม่เสมอกัน กิริยาที่เอาเท้าคลอดนี้มีข้อสำคัญ ฉะนั้นเมื่อตรวจพบว่า เด็กอาาจจะคลอดในท่านี้ ควรจะนำส่งโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัยของมารดาและเด็ก</li>
<li><strong>ทารกเอามือและแขนออก </strong>ผดุงครรภ์ไม่สามารถทำคลอดท่านี้ได้และมีความรู้ไม่พอจะช่วย จะเป็นอันตรายแก่ทารกและมารดา การที่ทารกเอามือและแขนออกมาเช่นนี้โดยมาก เกิดจากการฝืนท้องมากเกินไป คือ ทีแรกทารกจะเอาหัวออกหมอตำแยไม่เข้าใจ ผลักไสหรือกล่อมท้อง ทำให้ศรีษะทารกนั้นพลาดจากทางช่องทางคลอด แขนจึงเลื่อนมาที่ช่องคลอด และคลอดออกมา นอกจากจะช่วยให้แขนเข้าไปตามเดิมเพราะทารกจะกลับเองไม่ได้ เมื่อมือออกมาก็จะทราบได้ว่ามือซ้ายหรือมือขวาโดยจับคลำนิ้วมือทารก ถ้ามือทารกคว่ำ ตัวทารกคว่ำ ถ้ามือทารกหงายตัวทารกหงาย ถ้าข้อเข่าพับ เท้าของทารกจะมาอยู่ที่ก้นของทารก ทารกจะคลอดออกมาไม่ได้ คล้ายกับทารกขวางตัว ติดตัว และติดหัวคอ แพทย์ต้องช่วยให้คลอดแบบอื่นๆ ต้องรีบช่วยนำส่งโรงพยาบาลทันที</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>3.11 กลไกการคลอดในท่าต่างๆ ของทารก</strong></h4>
<ul>
<li><strong>ทารกคว่ำหน้าออก</strong></li>
<li>งอตัวก้มหน้าคอพับ คางติดกับหน้าอก</li>
<li>เลื่อนลงมาจนศรีษะจรดปากมดลูก</li>
<li>พลิกหรือหมุนตัวให้เหมาะกับช่องเชิงกราน เพื่อศรีษะจะได้คลอดออกมาได้</li>
<li>ศรีษะลอดช่องเชิงกรานและคลอดได้</li>
<li>หมุนตัวภายในมดลูกให้พอดี</li>
<li>ตัวก็จะคลอดออกมาพ้นตัวมารดา</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>ทารกหงายหน้าออก</strong></li>
<li>หงายหน้าขึ้นจนท้ายทอยจรดหลัง</li>
<li>เลื่อนลงมาจนศรีษะจรดปากมดลูก</li>
<li>พลิกหรือหมุนศรีษะให้พอเหมาะกับที่จะลอดช่องเชิงกราน เพื่อให้ศรีษะทารกลอดออกมาได้</li>
<li>ศรีษะลอดช่องเชิงกราน และคลอดออกมาได้</li>
<li>พลิกหรือหมุนตัวภายในมดลูกให้พอดีกับช่องเชิงกราน</li>
<li>ตัวทารกก็จะคลอดออกมาพ้นตัวมารดา</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>3.12 การปฎิบัติของผดุงครรภ์ในระยะของการคลอด</strong></h4>
<ul>
<li><strong>ความสะอาดของการผดุงครรภ์ </strong>เมื่อจะทำการคลอดบุตร ผดุงครรภ์ควรอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดเสียก่อน และควรเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ซักฟอกใหม่ ที่สะอาด เพราะเชื้อโรคอาจติดต่ออยู่ตามเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่ได้ไปรักษารายอื่นๆ มาก่อน แล้วยังมิได้ชำระล้างและฟอกสบู่ อาจมีโรคติดต่อกันได้ เช่น โรคฝีดาษ หัด สุกใส หรือโรคต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นติดต่อถึงมารดาและทารก</li>
<li>สถานที่คลอดต้องโปร่ง จัดไว้สำรหับคลอดบุตร ล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคให้ทั่วบริเวณ หรือล้างแล้วรมด้วยกำมะถันอบ หรือฟอร์มาลินก็ได้ อย่าให้มีกลิ่นโสโครก ทำความสะอาดห้องจนถึงวันคลอด ห้องนี้ต้องจัดให้เป็นพิเศษ อย่าให้คนเข้าไปพลุกพล่านเป็นอันขาด</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>การปฎิบัติและช่วยเหลือในระยะคอมดลูกเปิด</strong></li>
<li>ในระยะคอมดลูกเปิด การเจ็บไม่รุนแรง และเมื่อถุงน้ำทูนหัวยังไม่แตก ศรีษะทารกกำลังเข้ามาติดแน่นในช่องเชิงกรานนั้น ไม่ควรให้ผู้คลอดนอนอย่างเดียว ควรชวนและแนะนำให้ลุกเดินบ้าง เช่น ช่วยในการจัดเตรียมของสำหรับเด็ก เป็นต้น ทำให้ผู้คลอดเพลิดเพลินและลืมความเจ็บปวดได้บ้าง การเคลื่อนไหวจะช่วยให้ศรีษะทารกลดต่ำลงเร็วขึ้น แต่ไม่ควรให้ออกแรงหรือเข้าห้องส้วม เพราะอาจเกิดอาการคลอดฉับพลัน เป็นอันตรายแก่ทารกได้</li>
<li>เมื่อการคลอดก้าวหน้าไปจนถึงตอนปลายของระยะคอมดลูกเปิด ซึ่งสังเกตได้จากการเจ็บท้องถี่ขึ้น และการเจ็บรุนแรงขึ้น ให้ตรวจหน้าท้องอีกครั้งหนึ่งเพื่อดูว่า การคลอดยังเป็นปกติดีอยู่หรือไม่ ศรีษะเด็กลดต่ำกว่าเดิมหรือไม่ เมื่อใกล้ระยะที่ 2 ของการคลอด อาการเจ็บท้องจะถี่ขึ้น และมีการปวดที่กระเบนเหน็บมากขึ้น ผดุงครรภ์อาจจะแนะนำให้กดและบีบที่กระเบนเหน็บไว้บ้างจะเป็นการช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดลง</li>
<li>ในระยะนี้ถุงน้ำทูนหัวอาจจะแตกขณะใดก็ได้ จึงควรป้องกันการไหลเลอะเทอะ เช่น จัดให้ผู้คลอดนอนลงบนหม้อนอน ผดุงครรภ์ควรเตรียมตัวสำหรับทำการช่วยคลอดได้แล้ว โดยตรวจดูเครื่องใช้ในการคลอดของทารก และยาที่จำเป็นอีกครั้งหนึ่งแล้วคอยเฝ้าดูน้ำทูนหัวอาจโป่งยื่นออกมา ถ้าเป็นเช่นนั้นและถุงยังไม่แตกออกก็ควรใช้กรรไกรเจาะถุงที่ยื่นโป่งออกมาควรใช้นิ้วแนบปลายกรรไกรสอดเข้าไปในถุงด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ปลายกรรไกรไปถูกร่างกายทารก ขณะถุงน้ำทูนหัวแตกต้องสังเกตุสีและปริมาณของน้ำทูนหัวและจำเวลาที่ถุงแตกไว้ด้วย หากผิดปกติเป็นสีเขียวแสดงว่ามีขี้เทาของทารกปนอยู่ด้วย หมายความว่าทารกอยู่ในเขตอันตราย ถ้าประเมินดูอาการว่าทารกจะคลอดลำบากหรือใช้เวลาคลอดนานหรือคลอดเองไม่ได้ ควรรีบส่งโรงพยาบาลโดยด่วน</li>
<li>จิตใจของผู้คลอดในระยะนี้ มักมีอาการหงุดหงิดถึงหวาดกลัว ควรต้องช่วยปลอบใจ และช่วยอธิบายให้ผู้คลอดเข้าใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ และก้าวหน้าเป็นอย่างดี เพื่อให้ผู้คลอดหมดความวิตกกังวลและทุกข์ร้อนใจ</li>
<li>เมื่อแรกเจ็บครรภ์ควรแนะนำให้คนท้องหมั่นลุกนั่ง ลุกยืน เดินบ้าง นั่งบ้าง จะดีกว่านอนอย่างเดียวเพราะมีประโยชน์ช่วยให้ทารกหมุนศรีษะลงมา และน้ำหนักทารกถ่ายลงมาด้วย ศรีษะทารกดันขยายช่องทางที่จะคลอด ทำให้ทารกคลอดสะดวกสบายขึ้นอีกด้วย และหาเรื่องต่างๆ พูดคุยเล่นเพื่อให้เพลิดเพลินไปพลางๆ ก่อน</li>
<li>ถ้าเห็นว่าเจ็บครรภ์มากขึ้นทุกที ก็ควรจะสวนอุจจาระ ปัสสาวะออกให้หมด จะได้ไม่เป็นการขัดขวางทางคลอด และควรให้ชำระล้างช่องคลอดด้วย ( น้ำยาแอนตี้เซพติค หรือ ไลโซล หรือด่างทับทิม หรือคาร์บอร์ลิค 3% ) ขนบริเวณอวัยวะเพศควรโกนออกด้วย เพื่อป้องกันความสกปรก ความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการคลอดบุตร ถ้าสกปรกจะเป็นอันตรายมาก</li>
<li>อาหาร เมื่อหญิงมีครรภ์ต้องการจะกินก็ให้กินได้ เช่น น้ำชา น้ำนม หรือ น้ำมะพร้าวอ่อน หรือน้ำซุปชูกำลังบางคนชอบเหล้าองุ่น หรือแชมเปญ หรือบรั่นดีก็ให้กินสักเล็กน้อยได้ เพื่อเป็นการชูกำลังไม่แสลง ไม่มีอันตราย</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>การปฎิบัติและช่วยเหลือมารดาในระยะเบ่ง</strong></li>
<li>เมื่อถุงน้ำทูนหัวแตกแล้ว การเบ่งก็เริ่มต้น เมื่อคอมดลูกเปิดหมดแล้ว และเบ่งในขณะมดลูกหดรัดตัว การเบ่งทุกครั้งผู้คลอดจะออกแรงเหน็ดเหนื่อย จึงควรพยายามให้การเบ่งนั้นมีผลอย่างมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ บางครั้งต้องช่วยสอนผู้คลอดให้ทำการเบ่งให้ถูกวิธี คือ เมื่อรู้สึกท้องแข็ง เจ็บท้องก็ให้ผู้คลอดตั้งขาทั้งสองข้างขึ้นแล้วหุบปากอึดใจอยู่ได้ แล้วรีบถอนใจเต็มที่ครั้งหนึ่ง หรือหุบปากแล้วพยายามบังคับให้ลมภายในช่องท้องลงไปที่ส่วนช่องคลอดอย่าให้มีลมออกมาทางปาก โดยต้องหุบปากไว้เบ่งอีกเมื่อมีการหดรัดตัวของมดลูก เมื่อมดลูกคลายตัว ช่วยให้ผู้คลอดได้พักผ่อนให้เหยียดขาทั้งสองให้สบายช่วยบีบนวดและเช็ดเหงื่อให้ชวนพูดคุย หรือถ้ารู้สึกเหนื่อย ให้สูดลมหายใจออกยาวๆ ลึกๆ แล้วกลั้นไว้สักครู่จึงผ่อนลมหายใจออก ต้องอธิบายให้ผู้คลอดเข้าในถึงวิธีเบ่งและคอยตักเตือน อย่าให้ร้องครวญครางในขณะเบ่ง เพราะทำให้ขาดการออกกำลังช่วยมดลูก</li>
<li>ในบางรายผู้คลอดรู้สึกเมื่อยหลับในขณะที่นอนหงายนานๆ ก็ควรให้นอนตะแคงได้บ้างเป็นการพักผ่อนได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่ในรายที่ศรีษะทารกผลุบโผล่ต้องให้ผู้คลอดนอนหงายต่อไป เพื่อการทำคลอด</li>
<li>ในระยะพักควรฟังหัวใจทารก และตรวจหน้าท้องเป็นครั้งคราว เพื่อให้แน่ใจว่าการคลอดดำเนินไปเป็นปกติ ในการตรวจต้องระวัง ไม่รบกวนมดลูกจนเกินไป</li>
<li>ในระยะเบ่ง ต้องคอยสังเกตที่บริเวณฝีเย็บและที่ปากช่องคลอดจะมีการโป่งนูนออกมาเมื่อมีการเบ่งและจะหายไปในเวลาพัก ตอนแรกศรีษะทารกโผล่ให้เห็นในเวลาเบ่งและผลุบหายเข้าไปในเวลาพัก  และในเวลาพักควรทำความสะอาดช่องคลอด และทายาฆ่าเชื้อโรคไว้ให้เรียบร้อย เมื่อเวลาศรีษะทารกโผล่ออกมา แต่ไม่ผลุบเข้าไปอีกนั้นเป็นระยะที่ฝีเย็บถูกดันตึงเต็มที่และอาจฉีกขาดได้ ฉะนั้นต้องเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้พร้อมที่จะใช้ ก่อนจะถึงระยะเวลาที่ศรีษะทารกโผล่แต่ไม่ผลุบนี้ ทำการล้างมือและใช้ยาทาฆ่าเชื้อโรคชโลมมือให้ทั่วทุกครั้งจัดให้ผู้คลอดนอนให้ถูกต้อง ในช่วงของการคลอดศรีษะทารกนี้ ข้อสำคัญคือต้องคอยเฝ้าดูที่ปากช่องคลอดตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องงดไว้ก่อน เพราะศรีษะทารกอาจเกิดมาได้กะทันหัน และเป็นเหตุให้ฝีเย็บขาดอย่างรุนแรงได้ การเบ่งอย่างรุนแรง ศรีษะของทารกอาจเกิดในทันที จำเป็นต้องป้องกันการฉีกขาดของฝีเย็บทันที แม้ว่าสิ่งอื่นๆ ยังไม่เรียบร้อย ก็ไม่ต้องทำ ต้องทำการช่วยป้องกันฝีเย็บก่อน โดยใช้มือจับผ้าที่ฆ่าเชื้อแล้วไปจับผิวหนังบริเวณฝีเย็บไว้ เพื่อประคองผิวหนังในส่วนนั้นไม่ให้ปริหรือฉีกขาดออกเวลาที่มารดาออกแรงเบ่ง แต่ต้องระวังไม่ให้ออกแรงกดหรือดันศรีษะทารกเพราะจะมีผลต่อการคลอด</li>
<li>ในระยะที่ปากมดลูกเปิดหรือขยายตัวยังไม่เต็มที่ ก็อย่าไปเร่งรัดด้วยวิธีใดๆ ให้รอไปจนกว่าจะครบกำหนดอันสมควรตามธรรมชาติ และจึงจะตรวจดูอีก ถ้าเห็นว่าเกินเวลาอันสมควรแล้วมดลูกยังไม่ขยายตัวตามสมควรจึงให้ป้ายยา ( น้ำมันเบลลาดอนนา ) ที่ปากมดลูก เมื่อมีอาการปวดมากขึ้นผดุงครรภ์ต้องตรวจปากมดลูกอีก ถ้าปากมดลูกเปิดโตแล้วสมควรจะคลอดได้ แต่ถุงน้ำคร่ำยังไม่แตกก็ช่วยฉีกขาดได้เลย แล้วให้ผู้คลอดนอนนิ่งๆ พับเข่าตั้งขาชันไว้ แม้จะไม่มีลมเบ่ง ในที่คลอดควรมีเชือกผูกเสา หรือสิ่งใดไว้เพื่อไว้ให้มารดาเหนี่ยวรั้ง หรือให้มีที่สำหรับยันเท้าด้วยยิ่งดี จะได้เบ่งแรงขึ้น เมื่อมีลมเบ่งมากขึ้น ปากมดลูกเปิดมาก ทารกก็จะเคลื่อนออกมาได้ ถ้าไม่มีการติดขัดใดๆ ควรตรวจดูให้รู้แน่ว่า ศรีษะทารกคว่ำหรือหงาย หรือทารกจะเอาส่วนใดออก เช่น ก้น ขา แขน หรือมือ หรือมีการติดขัดหรือเปล่า เมื่อเห็นศรีษะโผล่พ้นช่องคลอดออกมา มือขวาคอยรับทารกหรือช่วยหมุนศรีษะทารกครึ่งรอบ  เพื่อให้เหมาะกับเชิงกราน ก็จะออกได้โดยสะดวกตามธรรมชาติ</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>การปฎิบัติและการช่วยเหลือทารกในระยะคลอด</strong></li>
<li>เมื่อทารกเคลื่อนออกจากปากมดลูกแล้ว ลงมาดันที่ฝีเย็บจนตึง เวลานี้ผู้คลอดจะเจ็บปวดมากที่สุด เจ็บปวดกว่าเวลาอื่นๆ ของการคลอด ถ้ามารดาอ่อนกำลังลง การเจ็บปวดมากเกินควร ควรให้ยาหอม ยาดมมารดามักบอกว่ามีอาการเจ็บปวดเมื่อยชา บางทีจะเป็นตะคริวที่หน้าท้องหน้าขา ควรให้ผู้ช่วยทำความสะอาดที่ช่องคลอดบ้าง เช่น ใช้สำลีชุบน้ำยาเช็ดช่องคลอด และช่วยอย่าให้ฝีเย็บขาด ช่วยโดยการเอานิ้วมือขวาสอดเข้าทวารหนักช่วยยกปากมดลูกขึ้นอย่าให้ศรีษะทารกต่ำลงมา มือซ้ายประคองศรีษะทารกขึ้นหรือจะใช้มือขวาแบออกประคองฝีเย็บ และประคองหัวทารกไว้จนกว่าฝีเย็บจะยืดออกพอที่ทารกคลอดออกมาได้ บาดแผลฝ่ายมารดาานั้นจะมีน้อยที่สุด บางทีไม่มีเลย กาารช่วยดังกล่าว จะต้องช่วยในเวลาที่มีลมเบ่งและฝีเย็บตึง การช่วยโดยกาารสอดนิ้วมือเข้าทางทวารหนักนั้น ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าทำ จะทำให้ทวารหนักช้ำและเป็นโทษภายหลัง ทำให้อุจจาระออกไม่สะดวก มีอาการปวดทวาร กลายเป็นบิดก็มี เมื่อมีลมเบ่งศรีษะทารกออกจากช่องคลอดแล้ว ให้เอามือขวาจับช่วยหมุนศรีษะทารกครึ่งรอบให้ไหล่ทารกหลุดและรับหัวทารกไว้ มือซ้ายกุมท้องมารดาไว้เสมอ รอให้ศรีษะทารกนั้นออกมาเองโดยมารดามีลมเบ่ง</li>
<li>เมื่อศรีษะและบ่าทารกออกมาแล้ว จึงประคองสองมือรับตัวทารก ค่อยๆ พยุงออกมาจนคลอดพ้นออกมาทั้งตัว เมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว ต้องให้ศรีษะทารกอยู่ข้างขาซ้ายของมารดา โดยตะแคงตัวด้านขวาลง หันหน้าทารกเข้าหามารดา เพื่อให้โลหิตในห้องหัวใจทารกเดินได้สะดวก และไม่ให้สายสะดือตึง และรีบปลุกทารกให้ฟื้นโดยเร็ว โดยวิธีควักเมือกออกจากปากและจมูกทารก แล้วให้เอาน้ำอุ่นๆ หรือน้ำเย็นประพรมที่ตัวทารกแรงๆ ตามหน้าอกและเขย่า ทำวิธีผายปอดจนกว่าทารกจะฟื้น และร้องขึ้น จึงผูกสายสะดือเป็นสองตอนและตัดระหว่างกลางที่ผูกนั้น แล้วเอาน้ำมันมะกอกเช็ดถูตามตัวทารกเพื่อให้ไขมันออก แล้วส่งทารกให้ผู้ช่วยอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นๆ เสร็จแล้วหยอดตาทารกด้วยกรดเงิน 0.1%</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1018-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1018-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1018-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1018-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1018-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1018-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1018-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1018-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-5/1018-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3 style="text-align: center;">4. การทำคลอดรก การตรวจรกและสายสะดือ</h3>
<p>รกมีลักษณะกลมหรือรีน้อยๆ คล้ายเนื้อปอดกว้าง 7-8 นิ้ว ศูนย์กลางหนาประมาณ 1 นิ้ว รกมี 2 ด้าน ด้านหนึ่งเกาะติดกับมดลูก มีเส้นโลหิตละเอียดประสานกับของมารดาภายในมดลูก อีกด้านหนึ่งติดอยู่กับสายรกและสายสะดือของทารก</p>
<ul>
<li>รกรับโลหิตที่สะอาดจากมารดา และรับโลหิตโสโครกจากทารกแล่นไปตามสายสะดือถ่ายสิ่งเสียให้กับมารดา และดูดออกซิเจนจากโลหิตของมารดามาบำรุงเลี้ยงทารกให้เจริญ รกมีหน้าที่เปลี่ยนอากาศธาตุในโลหิตระหว่างทารกและมารดา</li>
<li>รกนี้บางทีมีแฝดถึงสองสามก้อนติดกัน รวมเป็นสายสะดือเดียวกันก็มี ธรรมดารกจะเกาะอยู่กับพื้นของมดลูก ถ้าติดที่ปากมดลูกเวลาทารกคลอดจะมีโลหิตออกมามาก เมื่อปากมดลูกขยายมารดามักเป็นอันตราย ถ้าแก้ไขไม่ดี เพราะเลือดออกมาก่อนและออกมามากผิดธรรมดาเรียกว่า ตกเลือด ถ้าพบควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที ตามธรรมดาเมื่อทารกคลอดจะมีแต่น้ำคร่ำปนกับทารกออกมา ต่อเมื่อรกหลุดออกจากผนังมดลูก เลือดจะไหลตามรกออกมาด้วย</li>
<li>ถ้าทารกคลอดออกมาครั้งแรก แล้วมีเลือดตามตัวทารกออกมา แสดงว่ารกติดที่ปากมดลูก เพราะเวลาคลอดทารกจะเอาหัวดันมดลูก รกจึงหลุดออกมาพร้อมกับตัวทารก หรือมิฉะนั้นปากมดลูกฉีกขาด ในเวลาที่ทารกออกมาจึงมีเลือดไหลออกมาพร้อมกับทารก นับว่าผิดธรรมดา หรือเป็นอันตราย ถ้าพบอาการเช่นนี้ควรรีบส่งโรงพยาบาล เพื่อความปลอดภัยของมารดา</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>4.1 ระยะรกคลอด</h4>
<p>กระบวนการคลอดระยะนี้ คือ การลอกตัวของรกหลุดจากผนังมดลูก ถูกผลักดันออกจากโพรงมดลูกลงไปอยู่ในช่องคลอด จนกระทั่งเดินพ้นออกจากช่องคลอด ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที อาจเร็วหรือช้ากว่านี้บ้าง แต่ปกติไม่เกิน 1 ชม.</p>
<ul>
<li>เมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว มดลูกจะเล็กลง ก้นมดลูกอยู่ระดับสะดือ ลักษณะค่อนข้างกลม เมื่อใช้นิ้วคลำท้องจะรู้สึกว่ามดลูกบีบรัดตัวเป็นครั้งคราว และคลายตัวอ่อนลงเป็นครั้งคราว ในขณะที่มดลูกรัดตัว มักจะเจ็บท้องแต่ไม่รุนแรงเหมือนระยะเบ่ง การหดรัดตัวของมดลูก ทำให้มดลูกเล็กลง ฉะนั้นรกที่เกาะอยู่ที่ผนังมดลูกจะถลกออกมา รวมกับเลือดที่คั่งอยู่หลังรกเป็นก้อนเรียกว่า เลือดหลังรก</li>
<li>เมื่อรกหลุดออกจากผนังมดลูกแล้ว มดลูกก็จะหดเล็กลงไปอีก รกจึงถูกดันจากโพรงมดลูกออกมา สายสะดือที่ติดอยู่กับรกก็จะเลื่อนต่ำลงมาด้วย มดลูกเมื่อไม่มีอะไรเหลืออยู่ในโพรงมดลูกอีกแล้ว ก็หดตัวลงในลักษณะของมดลูกธรรมดาคือ หนา แบน รี ลอยขึ้นสูงกว่าระดับสะดือและมักเอนไปทางด้านขวาของช่องท้อง</li>
<li>ลักษณะที่สันนิษฐานได้ว่า รกลอยตัวออกจากผนังมดลูกแล้ว คือ สายสะดือเลื่อนต่ำลงมามากกว่าเดิม, มีเลือดไหลตามออกมาด้วย, มดลูกเล็กลงลักษณะค่อนข้างแบน, มดลูกลอยสูงขึ้นกว่าระดับเดิม และสูงกว่าระดับสะดือ</li>
<li>รกที่ถูกผลักออกจากโพรงมดลูกลงมาอยู่ในช่องคลอด ต่อมาไม่ช้าผู้คลอดจะเกิดความรู้สึกอยากเบ่งอีกครั้ง เมื่อทำการเบ่งรกก็จะถูกดันออกมาจากช่องคลอดตามสายสะดือออกมา แต่ในบางรายอาจไม่รู้สึกอยากเบ่ง หรือมีการเบ่งแต่ไม่ออก จะต้องอาศัยผู้ทำคลอดช่วยเหลือ รกเกิดพ้นออกจากปากช่องคลอดผ่านปากถุง ตรงรอบฝีเย็บที่แตก จึงเป็นการปลิ้นออกมาจากภายในถุง ส่วนเยื่อซึ่งเป็นการบุอยู่ทางด้านทารกและเลยผ่านไปบุผนังมดลูก จนกระทั่งตึง จึงลอกออกมาจากผนังมดลูกตามออกมาภายหลัง</li>
<li>เมื่อเวลาทารกคลอดออกมาแล้วตามธรรมดารกยังไม่หลุดออกมาจากที่เกาะ ( ก้นมดลูก ) ในเวลานั้นมดลูกหดรัดตัวเหี่ยวลงทุกที ( แต่รกยังไม่หดตัวเล็กลง ) เพราะฉะนั้นเยื่อและเส้นโลหิตของรกที่ติดอยู่กับมดลูกจึงได้ขาดจากมดลูก รกก็จะหลุดออกจากที่เกาะ แผลที่รกเกาะหลุดออกมานั้นเป็นแผลใหญ่จึงมีเส้นโลหิตไหลเยิ้มออกมาจากแผลมาก แต่เมื่อรกออกมาพ้นมดลูกแล้ว มดลูกก็จะหดตัวเล็กลง เส้นโลหิตก็จะตีบลง โลหิตก็หยุด หรือเยิ้มออกมาบ้างเล็กน้อย ต่อไปจะออกเป็นน้ำคาวปลา</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>4.2 วิธีป้องกันรกบิน</h4>
<p>ถ้าการคลอดล่าช้า รกติดอยู่นาน วิธีการให้ผูกสายสะดือ 2 เปลาะ ห่างกัน 1 คืบ แล้วตัดตรงกลาง ทารกส่งให้ผู้ช่วยเอาไปอาบน้ำ หุ้มห่อให้ความอบอุ่นร่างกาย วิธีป้องกันรกบิน ให้ผูกซ้ำที่สายสะดือแล้วใช้ไม้ตับคาบที่สายสะดือแล้วผูกโยงกับขาผู้คลอดจนกว่าจะคลอดรก</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>4.3 โรคของรก</h4>
<p>เนื้อรกมีลักษณะเป็นเนื้อยุ่ยๆ ฟ่ามๆ มีสีแดงคล้ำ มีเส้นโลหิตทอดฝังคั่งค้างอยู่มาก มีลักษณะกลมแบนดังใบบัวหลวง มีสายคล้ายก้านบัวทอดลงมาติดทับหน้าท้องทารก เรียกว่า สายสะดือ รกบางอันไม่กลม มีลักษณะยาวรีก็มี บางอันสายสะดือไปเกาะติดอยู่ที่ชายรก สายสะดือไปเกาะติดที่ส่วนใด ส่วนนั้นก็จะหนากว่าส่วนอื่นๆ รกธรรมดากว้าง 6-12 นิ้ว ตรงกลางหนา 1 นิ้ว ด้านนอกเกาะที่ผิวเยื่อบุโพรงมดลูก สายรกและสายสะดือติดต่อกัน ทำการแลกเปลี่ยนอาหารในร่างกายทารกกับมารดา</p>
<ul>
<li><strong>รกขวางทาง </strong>คือ การที่รกเกาะผิดตำแหน่ง เกาะอยู่ที่ผนังส่วนของมดลูก หรือต่ำลงปากมดลูก</li>
<li>รกเกาะต่ำ อยู่ที่ส่วนล่างของมดลูก ขอบของมดลูกเมื่อคลำดู จะพบรกอยู่ข้างๆ ด้านในที่คอมดลูก</li>
<li>รกเกาะอยู่ที่ส่วนล่างของมดลูกและที่มดลูกด้วย คลำดูจะพบว่าส่วนหนึ่งของปากมดลูกมีขอบรกปิดขวางอยู่ แต่ไม่ได้ปิดปากมดลูกจนมิด</li>
<li>การที่รกปิดปากมดลูกจนมิดหมด เมื่อคลำดูจะพบว่า ที่ปากมดลูกมีแต่รกปกคลุมอยู่จนมิด สอดนิ้วมือเข้าไปในโพรงมดลูกไม่ได้ นอกจากจะใช้นิ้วทะลุเข้าไป</li>
<li><strong>อาการรกขวาง </strong>อาการขั้นแรกไม่รุนแรง ไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างไร นอกจากเจ็บท้องธรรมดา</li>
<li>ในระยะแรกเลือดออกมาเล็กน้อย ซึ่งอาจจะออกๆ หยุดๆ หรือออกตลอดเวลาก็ได้</li>
<li>อาการแสดงของการตกเลือดสมดุลย์กับจำนวนเลือดที่ออก ( ประมาณ 400-500 ซีซี )</li>
<li>ถุงน้ำทูนหัวแตกแล้ว เลือดไม่หยุด</li>
<li>เลือดออกมาขณะมดลูกหดรัดตัว</li>
<li>ท้องไม่ตึงแข็งผิดปกติ และไม่มีอาการเจ็บปวดเวลาตรวจหน้าท้อง</li>
<li>มดลูกไม่แข็งเสมอ คลำส่วนของทารกพบได้อย่างธรรมดา</li>
<li>ส่วนนำเข้าเชิงกรานไม่ได้</li>
<li>ไม่มีอาการของโรคพิษแห่งครรภ์</li>
<li><strong>สาเหตุที่รกขวาง </strong>เนื่องจากการเกาะของไข่ที่ผสมพันธุ์แล้ว เกาะที่ผนังมดลูกอยู่ต่ำมาก และเอนลงมาเกาะอยู่บริเวณคอมดลูกด้านใน บางรายถ้าพบว่ารกใหญ่และกว้างกว่าธรรมดามาก ซึ่งจะแผ่คลุมลงมาถึงคอมดลูกด้านใน หรือปิดปากมดลูกไว้ ถ้าพบอาการแสดงว่าเป็นการตกเลือดในขั้นแรก คืออยู่ดีๆ ก็มีการตกเลือด ในระยะหลังของการตั้งครรภ์ หรือระยะแรกของการคลอด โดยไม่ปรากฎมีอาการอย่างอื่น โดยมากมักจะเป็นในเวลาตั้งครรภ์แล้ว 22 สัปดาห์ขึ้นไป แต่มีบ้างน้อยรายที่มีอาการตกเลือดก่อนเวลานี้ ผู้ป่วยไม่มีอาการแสดงให้ทราบล่วงหน้า อยู่ดีๆ ก็มีเลือดออกไม่มีอาการเจ็บปวด หรือเบ่งห่างในครั้งแรกๆ มีเลือดน้อย แต่ต่อมาจะมีเลือดออกมากขึ้นทุกที แต่ในบางรายอาจมีเลือดจุกอยู่ที่ปากมดลูก แต่มีน้ำเหลืองไหลซึมออกมาเท่านั้น แต่ที่จริงอาจมีเลือดออกมาคั่งค้างอยู่ภายในมากก็ได้ ถ้าพบต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที</li>
<li>ในระยะแรกของการคลอด คอมดลูกขยายถ่างออก และหดสั้นขึ้นไปทุกที รกที่จะหลุดออกจากผนังมดลูกมากขึ้นทุกทีและมีเลือดออกมาพร้อมกันด้วย เลือดที่ออกมานั้น สีค่อนข้างแดงสดเพราะไม่ค่อยติดค้างอยู่มาก และมักออกเป็นพักๆ พร้อมกับการหดรัดตัวของมดลูก</li>
<li>หน้าที่ของรก มีความสำคัญ 2 อย่าง คือ ทำการหายใจแทนปอดของทารก และทำหน้าที่แลกเปลี่ยนอาหารกับมารดา เมื่อทารกออกมาแล้ว รกและเส้นโลหิตก็หมดหน้าที่</li>
<li>ถ้าทารกแท้ง รกออกยาก เพราะยังไม่หมดหน้าที่ ยังไม่ครบกำหนด 9 เดือน ทารกโดยมากแท้งใน 3 เดือน ถ้ารกไม่ออก ก็จะต้องควักเอาออก ถ้ารกไม่ออกจะเป็นอันตรายต่อมารดาอย่างมาก บางรายเวลาแท้งรกออกพร้อมกันก็มี รายที่แท้งแล้วรกไม่ออกต้องส่งโรงพยาบาลด่วน</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>รกลอกตัวก่อนเวลา </strong></li>
</ul>
<p>อาจพบได้ในรายที่มารดามีประวัติได้รับการกระทบกระเทือนมาก่อน ซึ่งมีอันตรายต่อมารดาาและทารกเป็นอย่างมาก เนื่องจากมารดาอาจจะตกเลือด หรือเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทารกอาจจะขาดอากาศหายใจและเสียชีวิตได้เช่นกัน ฉะนั้น ผดุงครรภ์ควรจะสังเกตอาการรกลอกตัวก่อนเวลาให้ดี เพื่อช่วยนำส่งโรงพยาบาาลได้อย่างทันท่วงที</p>
<ul>
<li><strong>อาการของรกลอกตัวก่อนเวลา </strong>แสดงอาการขั้นรุนแรง คือ มีอาการปวดอย่างมากบริเวณข้างมดลูกที่รกเกาะ</li>
<li>เลือดอาจตกค้างภายใน ไม่ไหลออกมา หรือเลือดออกมาก หรือออกกระปิดกระปอย</li>
<li>อาจแสดงอาการตกเลือดอย่างรุนแรง ทั้งๆ ที่จำนวนเลือดออกไม่มากนัก</li>
<li>เลือดหยุดเป็นพักๆ ขณะที่คอมดลูกหดรัดตัว และเลือดอาจหยุด หลังจากน้ำทูนหัวแตกแล้ว</li>
<li>ท้องตึงแข็ง และเจ็บมากเวลาถูก</li>
<li>คลำส่วนของทารกไม่พบ เพราะท้องแข็งตึงอยู่เสมอ</li>
<li>ส่วนนำเข้าช่องเชิงกรานได้</li>
<li>มักมีอาการของโรคพิษแห้งครรภ์</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>4.4 วิธีตรวจเมื่อรกออกแล้ว</h4>
<ul>
<li>การตรวจดูว่ามดลูกปกติหรือไม่ เช่น มดลูกถลกปลิ้นกลับ หรือเคลื่อนลงมามากเกินควรหรือมีบาดแผลอย่างไร ต้องช่วยดันกลับคืนอย่าให้ยานออกมาหรือถลกปลิ้นเป็นอันขาด การตรวจดูว่าออกมาหมดหรือยังโดยใช้อ่างใหญ่ๆ ใส่น้ำ แล้วเอารกลอยในน้ำดูว่ามีรอยแหว่งบ้างหรือไม่ เมื่อเห็นว่ารกออกมาหมดแล้วก็จัดการไปตามวิธีของเจ้าของคนไข้</li>
<li>ถ้าตรวจแล้วเห็นว่ารกมีรอยแหว่งอยู่บ้าง เศษยังติดขาดอยู่ข้างในมดลูกบ้าง ให้ตัดเล็บมือผู้ทำคลอดให้สั้นและล้างให้สะอาดสอดล้วงเข้าไปตรวจดู เพื่อตรวจดูว่ารกติดอยู่ที่ใด ให้ใช้ปลายนิ้วมือค่อยๆ แซะหลุดออกได้ แล้วล้างด้วยน้ำยาให้สะอาด น้ำยา น้ำต้มสุก หรือน้ำยาแชฟลอนเจือจาง ให้ตรวจดูที่ปากช่องคลอดว่ามีแผลหรือไม่ถ้ามีแผลเล็กน้อยไม่ต้องเย็บ ถ้าเป็นแผลยาวถึงทวารหนักควรนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>4.5 สายสะดือ</h4>
<ul>
<li>สายสะดือข้างหนึ่งติดกับรก อีกข้างหนึ่งติดกับสายสะดือทารก ตัวรกติดอยู่กับมดลูกมีเยื่อหุ้มสายสะดือโดยรอบ มีเส้นโลหิตแดง 2 เส้น ตั้งแต่รกถึงสายสะดือ</li>
<li>สายสะดือจะเกิดขึ้นหลังจากปฎิสนธิประมาณ 1 เดือนเศษ พออายุทารกในครรภ์ได้ 4 เดือน สายสะดือยาว 4-6 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาาง 0.5 นิ้ว เมื่อครบ 9 เดือน ยาว 17-20 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณนิ้วหัวแม่มือ มีขนาดต่างๆกัน บางทีสั้นกว่าหรือยาวกว่านี้ นับว่าผิดธรรมดา</li>
<li>สายสะดือมีลักษษณะเป็นเนื้อขาวๆ คล้ายลำไส้เหนียวเหมือนไขมันแต่ไม่มีเส้นประสาทหรือน้ำเหลือง ( เวลาตัดไม่รู้สึกเจ็บ )</li>
<li>สายสะดือเมื่อแรกเกิดเป็นเส้นตรง เมื่อทารกดิ้นไปมา จึงเกิดเป็นเกลียว บางทีเป็นปมเป็นขอด ทำให้ทารกในครรภ์ผอม เพราะส่งโลหิตมาเลี้ยงทารกไม่สะดวก สายสะดือบางคนเหนียว บางคนเปื่อยยุ่ย ฉะนั้นเมื่อทารกคลอดแล้ว อย่าดึงสายสะดือเพราะอาจจะขาดได้ หรือมีเศษรกติดอยู่ข้างในมดลูกอาจเกิดเป็นพิษได้ การดึงสายสะดืออาจจะทำให้มดลูกปลิ้นออกมาเป็นอันตรายแก่มารดา ควรช่วยเอารกออกตามวิธีที่ถูกต้อง ห้ามดึงแรงเป็นอันขาด</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>4.6 การตัดสายสะดือ</h4>
<ul>
<li>ก่อนตัดสายสะดือต้องทำความสะอาดมือให้สะอาด</li>
<li>จึงลงมือตัดสายสะดือโดยใช้ด้ายหรือไหมชนิดเหนียวๆ ต้มหรือแช่แอลกอฮอล์เสียก่อน</li>
<li>ถ้าด้ายเส้นเล็ก เช่น ด้ายหลอดให้ทบกันหลายๆ เส้น เส้นไหมก็ทำเช่นเดียวกัน ทบสัก 3-4 เส้นรวมกัน ไขว้ให้ด้ายหรือเส้นไหมนั้นรวมเป็นเส้นเดียว</li>
<li>การตัดสายสะดือต้องใช้เครื่องมือที่ต้มหรือนึ่งแล้ว ก่อนตัดต้องรูดสายสะดือไปทางรก 2-3 ครั้ง แล้วกดบีบดูจนไม้มีเส้นเลือดเต้น จึงทำการผูกสาายสะดือเปลาะหนึ่งห่างจากท้องทารกประมาณ 2-3 นิ้ว แล้วจับสายรกให้อยู่คงที่ แล้วรีดออกทางรกอีก ห่างออกไปอีก 2 นิ้ว แล้วผูกอีกเปลาะหนึ่ง การรีดสายรกนี้ต้องจับสายสะดือไว้ให้แน่น ระวังเวลารีดอย่าดึงสายสะดือที่หน้าท้องของทารก จะทำให้สายสะดือของทารกอักเสบ เลือดออก สะดือโปนปูดออกมา จงระวังให้หนัก</li>
<li>วิธีการตัดสายสะดือ ให้เอามือซ้ายใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางและนิ้วหัวแม่มือ จับสายสะดือให้ชิดกับหน้าท้องทารก ตัดด้วยกรรไกรหรือเครื่องมือที่เตรียมไว้ ตัดสายสะดือตรงกึ่งกลางเปลาะที่ผูกไว้ โดยให้เหลือความยาวของสายสะดือในส่วนที่ติดตัวทารกยาว 2 นิ้ว แล้วใช้ทิงเจอร์ไอโอดีน หรือแอลกอฮอล์เช็ดรอบแผลที่ตัด</li>
<li>การตัดสายสะดือนี้สำคัญมาก ถ้าตัดไม่ดีหรือรักษาความสะอาดไม่ดีพอ จะเกิดกการติดเชื้อ ซึ่งเป็นอันตรายแก่ทารกขึ้นในวันต่อมา อาจเสียชีวิตได้</li>
<li>หลังจากตัดสายสะดือแล้วเอาผ้าหุ้มห่อตัวทารกไว้ก่อนหรือถ้ามีผู้ช่วยก็ให้จัดการกับทารกต่อไป ผดุงครรภ์จึงหันมาตรวจดูว่ามีรกฉีกขาดหรือมีเยื่อหุ้มน้ำคร่ำติดขาดอยู่ข้างในมดลูกหรือไม่ เพราะถ้ามีเศษเยื่อหรือรกติดอยู่ข้างในมดลูก อาจจะเป็นพิษได้ จึงต้องระวัง ( ข้อนี้สำคัญมาก ) จะลืมไม่ได้เป็นอันขาด ถ้ามีติดอยู่ต้องรีบแก้ไขนำมารดาส่งโรงพยาบาลทันที</li>
<li>ควรตรวจดูอาการของมารดาว่าผิดปกติหรือไม่ ทำความสะอาดร่างกายมารดา ผลัดผ้านุ่งใหม่ ( ต้องนอนผลัด ) ห้ามมิให้ลุกนั่งเหรือยืนเป็นอันขาด อาจจะเป็นลมหน้ามืดไปได้ ตรวจช่องคลอดและฝีเย็บว่ามีการฉีกขาดหรือไม่ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงหันมาห่อสายสะดือทารกต่อไป</li>
<li>ผดุงครรภ์ต้องคลึงมดลูกให้เล็กลงเสียก่อน แล้วใช้ผ้าสำลีหรือผ้าอนามัยที่สะอาดซับน้ำคาวปลาไว้ให้เปลี่ยนผ้าซับวันละ 2-3 ครั้ง ระหว่างนี้อย่าให้มารดาลุกขึ้นนั่งเป็นอันขาด แล้วให้รับประทานยาขับน้ำคาวปลาหรือยาควินินและแอสไพรินอย่างละ 1 เม็ด ถ้ามีอาการไข้หรือมีอาการปวดมาก ให้รับประทานยาขับน้ำคาวปลารักษามดลูกเพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็วด้วย เมื่อครบกำหนด 5 วันแล้วจะลุกขึ้นนั่งบ้างก็ได้</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>4.7 วิธีห่อสายสะดือ</h4>
<ul>
<li>เมื่อจะห่อสายสะดือทารก ให้ใช้ผ้าสำลีตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม เส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว และตัดช่องตรงกลางกะพอให้สายสะดือลอดออกมาได้ ใช้แอลกอฮอล์ 70% เช็ดให้ถึงโคนสะดือ ทำสายสะดือเป็นวงกลมขดและพับผ้าสี่เหลี่ยมทบเข้าหากันห่อสายสะดือไว้ แล้วเอาสำลีซ้อนกันสองผืน ผืนในใช้พันรอบท้องทารก ผืนนอกใช้ชายผ้าฉีกเป็นริ้วๆ 3-4 ริ้ว ห่อพันทับอีกทีหนึ่ง ใช้ชายผ้าที่ฉีกเป็นริ้วนั้นผูกกันไว้เป็นคู่ๆ ให้แน่นพอสมควร แล้วจึงห่อตัวทารกวางไว้บนเบาะตามธรรมดาให้อยู่ในกระโจมเพื่อป้องกันอากาาศเย็น ควรแก้ผ้าหรือที่ห่อสายสะดือไว้ ชำระล้างสายสะดือให้สะอาดทุกวัน ล้างด้วยแอลกอฮอล์ 70% หรือน้ำยาบอริค หรือคาร์บอริค 3% หรือ 1% แล้วเปลี่ยนผ้าใส่ยาใหม่ทุกวัน</li>
<li>สะดือนี้สำคัญมาก ต้องระวังอย่าให้เป็นหนองเป็นอันขาด ธรรมดาต้องให้หลุดเอง เมื่อหลุดแล้วรักษาแผลที่สะดือตามธรรมดาต่อไป</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>4.8 การปฎิบัติเมื่อทารกคลอดแล้ว</h4>
<p>เมื่อทารกคลอดแล้ว ผดุงครรภ์ต้องล้างมือให้สะอาด ใช้ผ้าสำลีหรือผ้านิ่มๆ พันนิ้วมือเช็ดในปากและจมูกทารก และหยอดตาเด็กด้วยกรดเงิน 0.1% เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื่อโรคจากมารดาา ( โรคโกโนเรีย ) แล้วเอาน้ำมันมะกอกทาให้ทั่วตัวทารก แล้วเช็ดด้วยสำลีหรือผ้าอ่อนๆ ให้ตัวทารกแห้งแล้วฟอกด้วยสบู่ให้ทั่วตัวและเช็ดตัวทารกด้วยน้ำอุ่นๆ จนหมดไขมันเอาเช็ดตัวให้แห้ง หุ้มห่อทารกด้วยผ้าขนหนูไว้เพื่อให้ทารกอบอุ่นพอสมควร ข้อสำคัญต้องอาบด้วยน้ำอุ่นเสมอ ถ้าความอบอุ่นมีไม่เพียงพอกับร่างกายของทารกจะทำให้ทารกไม่สบาย มีอาการหน้าาตา มือ เท้า ซีดเซียวและเย็น ต้องรีบให้ความอบอุ่นให้เพียงพอทันที โดยใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือขวดใส่น้ำร้อนวางไว้ข้างตัวทารกคลุมผ้าไว้ให้อุ่นพอดีกับร่างกายของทารกจึงจะสบายดี แต่ต้องระวังไม่ให้ความร้อนเกินไปจะทำให้เกิดแผลพุพองได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>4.9 การรักษาตัวของมารดาหลังคลอด</h4>
<p>ผู้คลอดใหม่ควรนอนพักให้มากๆ หลีกเลี่ยงอาาหารบางจำพวกชั่วคราว ( บาางภาคจะเรียกว่าอยู่กรรม ) กำหนดระหว่างอยู่เรือนไฟ ท้องสาวหรือลูกคนแรก 40 วัน คนต่อไปก็อยู่ไฟ 30 วัน อาหารส่วนใหญ่จะให้หมูและปลา เช่น ปลาช่อนต้ม ผัด หรือแกง อย่างใดอย่างหนึ่ง</p>
<ul>
<li>ห้ามถูกน้ำฝน ถูกลม ห้ามเดินมากๆ และห้ามยกของหนัก บางทีเจ้าตัวลืม เพราะการคลอดบุตรจริงๆ แล้วถ้าผู้คลอดอายุน้อย หลังคลอด 2-3 วัน ก็จะรู้สึกว่าสบายดี อยากจะทำโน่นนี่ แต่ความเป็นจริงแล้วสุขภาพยังไม่เข้าที่ และต้องการพักผ่อน ตอนเวลาที่อวัยวะจะปรับตัวเข้าสู่สภาพปกติและต้องการยาเข้าไปขับล้างภายในมดลูก บำรุงและซ่อมแซมความบอบช้ำและใช้กำลังในการอุ้มท้องทารกมา 9 เดือน ให้ได้รับการพักผ่อนให้อวัยวะต่างๆ ได้เข้าสู่สภาพปกติ การหดรัดตัวของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะมดลูกได้ขยายตัวมากในระหว่างที่ลูกอยู่ในครรภ์</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>ตัวอย่าง </strong></li>
<li>เมื่อข้าพเจ้าสอนเวชปฎิบัติอยู่ที่อายุรเวทวิทยาลัย ( วัดบวรนิเวศฯ ) พ.ศ. 2527-2534 ได้พบหญิงที่มีปัญหาหลังคลอดหลายคน</li>
<li><strong>คนที่ 1</strong> อายุ 28 ปี อาชีพ รับราชการ</li>
<li><strong>ประวัติ</strong> คลอดลูกแล้ว 12 วัน ท้องไม่ยุบ ตกเลือด จึงไปขูดมดลูก หลังจากตกเลือด 49 วัน จึงมีอาการเจ็บท้องตั้งแต่ลิ้นปี่ถึงหัวเหน่า เดินขึ้นบันไดหรือกระเทือนนิดหน่อยก็เจ็บ รับประทาานอาหารแล้วท้องจะอืดเสมอ จึงมารักษาที่อายุรเวทด้วยยาสมุนไพร</li>
<li><strong>การรักษา</strong> หลังจากให้คนไข้กินยารักษามดลูกแก้บวม ขับเลือด แก้อักเสบ และแนะนำให้รัดหน้าท้อง อาการต่างๆ ก็ทุเลาขึ้น</li>
<li>ตัวอย่างที่ยกมานี้ เพื่อที่จะให้ผู้ที่คลอดพึงสังวรว่า ถ้าเรารักษาตัวหลังคลอดใช้เวลาเพียง 1 เดือน ปัญหาต่างๆ จะไม่เกิด ( ปัญหาหลังคลอด ) จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องปฎิบัติและรักษาตัวหลังคลอดการที่รัดท้องนั้น ก็เพื่อช่วยให้มดลูกเข้าที่ได้เร็วขึ้นการรับประทานยาขับน้ำคาวปลา ก็เพื่อขับถ่ายเลือดที่คั่งค้างและขับลมที่มีพิษให้ออก</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>พระคัมภีร์มหาาโชตรัต ท่านว่าไว้ การคลอดบุตร โลหิตออกไม่สิ้นเชิง คนทั้งหลายย่อมว่าเป็นบ้าพุทธยักษ์ บางคนก็ว่าผีพรายเข้าอยู่ บางคนก็ว่าเป็นไข้สันนิบาตเพราะว่าโลหิตนั้นตีขึ้น ( โลหิตทำพิษ ) อาการให้ขบฟัน จักษุเหลือก แลบชิวหา ให้มือเท้าเย็น</li>
<li>ถ้าหญิงใดคลอดบุตรได้ 1, 2, 3 วัน จนถึง 1 เดือนก็ดี กำหนดโลหิตร้ายนั้นยังอยู่ ถ้าถึงสองเดือนแล้วจึงจะพ้นกำหนดโลหิตเน่าร้าย</li>
<li>ถ้าว่ากำลังโลหิตกล้านัก ให้ดีขึ้นไปไม่สมปฤดี ให้สลบ ให้ชัก มือกำ เท้ากำ อ้าปากมิออก ลิ้นกระด้าง คางแข็ง ทำให้คนกลัว อันนี้ชื่อว่าโลหิตเน่า เป็นใหญ่กว่าลมทั้งหลาย</li>
<li>โลหิตเน่าร้าย ระดูขัดแลคลอดบุตรโลหิตดีขึ้นก็ดี แลโลหิตแห้งเข้าเป็นก้อน เป็นเถาจะกลายเป็นฝีในมดลูกจะให้เป็นมารโลหิต มารกระษัย บางทีกลายเป็นฝีหัวคว่ำ เป็นมารโลหิต บางทีเป็นฝีภายในทั้ง 5 ประการฯ</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 50px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1019-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1019-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1019-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1019-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1019-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1019-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1019-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1019-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-5/1019-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3 style="text-align: center;">5. อาการผิดปกติที่ควรส่งต่อโรงพยาบาล</h3>
<h4>5.1 มดลูกฉีกขาด ( มดลูกแตก )</h4>
<p>มดลูกฉีกขาด มีอาการเจ็บปวดเหมือนถุกมีดเฉือน การหดรัดตัวของมดลูกจะหยุดชะงักไม่มีอีกต่อไป พร้อมกับการเจ็บทุรนทุราายกลับหายไป แต่ผู้คลอดจะมีอากาารช็อคมาทันที หน้าซีดเผือด ตัวเย็น มีเหงื่อเม็ดโตๆ ออก ชีพจรเต้นเบามาก ม่านตาเปิดกว้าง ทารกออกมาจากโพรงมดลูกเข้าไปอยู่ในช่องท้องข้างมดลูก คลำพบมดลูกอยู่ข้างหนึ่ง แต่ทารกอยู่อีกข้างหนึ่ง ซึ่งจะคลำพบได้ง่ายด้วยเพราะอยู่ใต้ผิวหนังหน้าท้องเท่านั้นไม่ได้อยู่ในโพรงมดลูก</p>
<ul>
<li><strong>สรุปอาการแสดงที่สำคัญของมดลูกกำลังจะแตกหรือฉ๊กขาดดังนี้</strong></li>
<li>การคลอดชักช้าเสียเวลาเกินควรและในขณะเดียวกัน การเจ็บท้องยิ่งรุนแรงมากขึ้นอย่างผิดธรรมดา หรือการเจ็บท้องคลอดหยุดชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง และพอเจ็บท้องใหม่ก็มีอาการเจ็บอย่างรุนแรง ทุรนทุรายผิดจากปกติ</li>
<li>ชีพจรขึ้นมากกว่า 130 ครั้ง / นาที และมักเต้นเร็วถึง 150-160 ครั้ง / นาที ความร้อนในร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย</li>
<li>หน้าท้องเจ็บมาก เมื่อถูกส่วนหน้าท้องตึงและบางมาก</li>
<li>เส้นเอ็นของมดลูกดึงนูนให้เห็นได้ชัดที่หน้าท้อง</li>
<li>ผู้คลอดสีหน้าาซีดมีอาการอิดโรยและทุรนทุราย</li>
<li>หัวใจทารกในครรภ์เต้นเร็วมากขึ้นเป็นลำดับ ถ้าตรวจพบอาการดังกล่าวมาแล้วต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีช้าไม่ได้</li>
<li>เลือดตกภายในและภายนอก อาจมีเลือดออกมาให้เห็นภายนอกบ้างเล็กน้อย ส่วนนำซึ่งตอนแรกตรวจพบภายในตอนนี้กลับหายไป เพราะหลุดไปจากโพรงมดลูกเข้าไปอยู่ในช่องท้อง</li>
<li>การปฎิบัติ เมื่อมดลูกฉีกขาดเป็นอันตรายร้ายแรงต่อผู้คลอด ซึ่งอาจเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว การปฎิบัติเพื่อช่วยชีวิตของผู้คลอด ต้องอยู่ที่วิธีป้องกันมิให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น โดยการตรวจผู้คลอดด้วยความละเอียดถี่ถ้วนในขั้นต้น ระมัดระวังในระยะคลอดเป็นอย่างดี</li>
<li>เมื่อเห็นว่ามีเหตุการณ์ที่จะทำให้การคลอดติดขัดไม่ควรปล่อยให้มดลูกฉีกขาด เมื่อตรวจพบอาการผิดปกติต้องรีบส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>5.2 มดลูกปลิ้น</h4>
<p>มกลูกมีลักษณะเป็นถุง ปากถุงอยู่ด้านล่าง และก้นถุงอยู่ด้านบน กการที่มดลูกปลิ้นผ่านปากมดลูกออกมากลับเอาด้านในของมดลูกออกมาเป็นด้านนอกและก้นมดลูกห้อยต่ำลงมา ต่ำกว่าปากมดลูก และอาาจปลิ้นกลับเอาข้างในออกมาเป้นข้างนอกทั้งหมด และห้อยย้อยโผล่ออกมาที่ปากช่องคลอด ( มดลูกปลิ้น ) ชนิดของมดลูกปลิ้นมี 4 ชนิด คือ</p>
<ul>
<li><strong>มดลูกปลิ้นอย่างรุนแรง</strong> เกิดขึ้นระยะแรกหลังคลอด เช่น เกิดขึ้นทันทีเมื่อทารกเกิดแล้วหายภายใน 2-3 สัปดาห์หลังคลอด</li>
<li><strong>มดลูกปลิ้นเรื้อรัง</strong> ชนิดนี้เกิดขึ้นในระยะหลังคลอดแล้วตั้งแต่ 2-3 สัปดาห์ขึ้นไป และมักจะค่อยๆ เป็นทีละน้อยๆ จึงตรวจไม่ค่อยพบจนเป็นมากแล้ว</li>
<li><strong>มดลูกปลิ้นเนื่องจากเนื้องอกในมดลูก</strong> เกิดจากเนื้องอกในมดลูกดึงถ่วงภายในมดลูกทำให้ผนังมดลูก ซึ่งอยู่ติดกับเนื้องอกติดห้อยลงมาด้วย จนมดลูกปลิ้นกลับ</li>
<li><strong>มดลูกปลิ้นเองโดยลำพัง</strong> ไม่ใช่เกิดจากกาารคลอด หรือเนื้องอก</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>สาเหตุมดลูกปลิ้น</strong></li>
<li>บีบมดลูกเพื่อให้รกออก เมื่อกระทำโดยขาดความระมัดระวัง พร้อมทั้งการดึงที่สายสะดือในเมื่อรกยังไม่ลอกตัวออกจากผนังมดลูก</li>
<li>การลอดรกด้วยการใช้มือล้วงและดึงในขณะที่รกยังไม่หลุดออกจากผนังมดลูก</li>
<li>การคลอดฉับพลัน การที่ทารกเกิดโดยกะทันหัน สายสะดือติดอยู่กับตัวทารกถูกกระชากโดยแรง รกยังไม่ทันหลุด มดลูกจึงปลิ้นออกมา</li>
<li>การคลอดในท่าที่ผู้คลอดนั่ง หรืออาการจามอย่างรุนแรงในระยะเบ่ง</li>
<li>ผนังมดลูกขาดการหดรัดตัวที่ดี เนื่องจากใช้เวลาาคลอดนานเกินควร เมื่อตรวจพบก็ให้ผดุงครรภ์โบราณช่วยปฐมพยาบาลและนำส่งโรงพยาบาลทันที</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>5.3 การตกเลือดหลังคลอด</h4>
<p>การมีเลือดออกมากผิดปกติ เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อทารกคลอดออกมา แล้วจนกระทั่งพ้นระยะเรือนไฟ ผู้คลอดมีสุขภาพและอนามัยในระยะหลังคลอดมีเลือดออก 500-600 ซีซี ไม่มีอาการอย่างไร ให้ถือว่ามีเลือดมากกว่าปกติ คือ มีการตกเลือดแล้ว การวิเคราาะห์พิจารณาอาการ</p>
<ul>
<li>อยู่ดีๆ มีเลือดออกในระยะหลังของการตั้งครรภ์ หรือระยะแรกของกาารคลอด</li>
<li>ไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างไร</li>
<li>ส่วนนำลอยอยู่หรือไหลไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง เนื่องจากรกปิดขวางที่ส่วนล่างของมดลูก</li>
<li>ตรวจภายในไม่พบถุงน้ำทูนหัว</li>
<li>ไม่พบส่วนนำของทารก แต่พบรกและขอบรกที่ปากมดลูกหรือที่มดลูก</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>การปฎิบัติของผดุงครรภ์แผนโบราณ</strong></li>
<li>ป้องกันการช็อคเนื่องจากเสียโลหิตมาก</li>
<li>หมั่นฟังหัวใจทารกและตรวจอาการทั่วๆ ไปของผู้คลอด</li>
<li>ควรให้รับประทานยาบำรุงหัวใจก่อนนำส่งโรงพยาบาล</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>5.4 การตกเลือดภายนอก</h4>
<p>มักเกิดจากการตกเลือดภายในก่อนแล้วไหลผ่านคอมดลูก ออกมาให้เห็นภายนอก</p>
<ul>
<li>อาการแสดง ในระยะมีครรภ์มีเลือดออกเล็กๆ น้อยๆ โดยปราศจากอาากาารผิดปกติใดๆ นั้นอาจเป็นอาการแสดงขั้นแรกที่รกลอกตัวก่อนเวลา ทั้งนี้อาจเป็นการลอกตัวเล็กๆ น้อยๆ ก่อน แต่ถ้าผู้ป่วยมีการถูกกระทบกระเทือนหรือกระแทกอย่างแรง หรือปรากฎอาาการแสดงของโรคทาางไตอยู่ด้วย จำเป็นต้องเฝ้าระวังให้ดี นำส่งโรงพยาาบาลทันทีที่พบ</li>
<li>บางรายมีเลือดออกเล็กน้อยในครั้งแรก ต่อมาอาจมีการตกเลือดอย่างร้ายแรงได้ อันตรายของอาการนี้เกิดจากการเสียเลือดมาก</li>
<li>อาการ มีอาการเจ็บปวดที่บริเวณหน้าท้องอย่างแรง และปวดอย่างปัจจุบันทันด่วน ต่อมามีอาการระบมและตึงหน้าท้อง และตกเลือดภายใน ก็ไม่มีเลือดออกมาให้เห็น</li>
<li>อาการเสียเลือดมาก มีอากาารแสดงคือ หน้าซีด ริมฝีปากและเปลือกตาซีดขาวและชีพจรเต้นเร็ว เหงื่อออกมาก เหนื่อย คอแห้ง กระหาายน้ำ หาว กระสับกระส่าาย เป็นตะคริว ในขั้นสุดท้ายหมดสติถึงแก่ความตาย</li>
<li>ในบางรายเลือดตกภายใน อาจมีเลือดออกมาให้เห็นสีแดงเข้ม โดยมากทารกมักจะตายในท้องเพราะไม่มีเลือดเลี้ยงร่างกายทารกเพียงพอ กระบวนการคลอดอาจดำเนินไปตลอดได้หากมดลูกทำงานดีและผู้คลอดยังไม่เสียเลือดมากเกินไป มดลูกหมดกกำลังอาจเกิดขึ้นได้ ก่อนที่ทารกเกิดและหลังจากทารกเกิดแล้ว เพราะฉะนั้นอันตรายของผู้คลอดจึงมีมากขึ้น แม้ว่าทารกเกิดแล้วหรือรกออกมาแล้วก็ตาม ยังไม่พ้นอันตราย</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การพิจาารณาอาการตกเลือด</strong></p>
<ul>
<li>อยู่ดีๆ มีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงทางด้านหนึ่งด้านใดของมดลูก</li>
<li>มดลูกโตและแข็ง เจ็บเวลาสัมผัสถูก</li>
<li>หน้าท้องตึงและเจ็บมาก</li>
<li>เลือดออกมาก</li>
<li>มีอาการของการตกเลือด</li>
<li>ฟังหัวใจของทารกไม่ได้ยิน ทารกไม่ดิ้น</li>
<li>ถ้าตรวจพบอาการเหล่านี้ควรนำส่งโรงพยาาบาลทันที ป้องกันการช็อคให้ยาบำรุงหัวใจ</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>สาเหตุของการตกเลือดหลังคลอด</strong></p>
<ul>
<li>การฉีกขาด เช่น ที่คอมดลูก ที่ช่องคลอด ที่ฝีเย็บเป็นต้น</li>
<li>มดลูกหดรัดตัวน้อย หรือไม่หดรัดตัว จึงมีเลือดออกในบริเวณนั้นมาก</li>
<li>เป็นโรคเกี่ยวกับเลือด ( เลือดเสีย เลือดจาง ) หรือเนื่องจากการแตกของเส้นโลหิต</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อาการของผู้ตกเลือด</strong></p>
<ul>
<li>ตาพร่า หน้ามืด เป็นลม วิงเวียน</li>
<li>เหนื่อยหอบ หาายใจลึก ชีพจรเต้นเบาและเร็ว</li>
<li>หาวบ่อยๆ</li>
<li>ปากแห้ง คอแห้ง คลื่นไส้ กระหาายน้ำ</li>
<li>กระสับกระส่าย หงุดหงิด ใจสั่นกลัว</li>
<li>อาเจียน ซึม ชักกระตุก เป็นตะคริว</li>
<li>อุจจาระเหลว หมดสติถึงตาย</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การปฎิบัติแก้ไข</strong></p>
<ul>
<li>ตรวจให้ถี่ถ้วนว่าตกเลือดเนื่องจากอะไร ถ้าเนื่องจากการฉีกขาดของช่องคลอด ให้ใช้ผ้าก๊อซอุดไว้ให้แน่นก่อน เมื่อรกออกมาาแล้วจึงนำส่งโรงพยาบาล</li>
<li>ถ้าเนื่องจากการติดค้าง ควรช่วยเหลือมดลูกจนมดลูกหดรัดตัวดีแล้วหรือบีบมดลูกเพื่อให้รกหลุดจากผนังมดลูก</li>
<li>รกติดค้างแน่นไม่หลุด หรือเศษรกติดค้างจึงต้องทำกาารล้วง ควรนำส่งแพทย์โดยเร็วที่สุด</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 50px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 100px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h3 style="text-align: center;">สารบัญ บทความ แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์</h3>
</blockquote>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<ul>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/table-of-contents-articles-on-traditional-thai-medicine-and-midwifery/">สารบัญ บทความ แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์</a></li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 100px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div>
</div><p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-5/">แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 5 การคลอดปกติ</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 4 การปฎิสนธิ และการตั้งครรภ์</title>
		<link>https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-4/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[vayogroup]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Jul 2023 15:24:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผดุงครรภ์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 1]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://farm.vayo.co.th/blog/?p=7392</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทที่ 4 : การปฎิสนธิ และการตั้งครรภ์ 1. การปฎิสนธิ ( ครรภ์วาระกำเนิด ) ไข่แตกออกจากรัง 14 วัน หลังจากมีระดู</p>
<p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-4/">แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 4 การปฎิสนธิ และการตั้งครรภ์</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h2 style="text-align: center;">บทที่ 4 : การปฎิสนธิ และการตั้งครรภ์</h2>
</blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<h3 style="text-align: center;">1. การปฎิสนธิ ( ครรภ์วาระกำเนิด )</h3>
<ul>
<li><strong>ไข่แตกออกจากรัง </strong>14 วัน หลังจากมีระดู แผลตรงที่ไข่ทะลุออกมาจะเป็นเนื้อที่เล็กๆ เป็นก้อนสีแดง แล้วกลายเป็นสีเหลือง เจริญขึ้นตามลำดับ</li>
<li><strong>ถ้าไข่ยังไม่ตายและมีการผสมพันธุ์เกิดขึ้น</strong> ก้อนสีเหลืองที่รังไข่นี้จะเจริญเติบโตมากขึ้น และมีผลทำให้ไข่อื่นในรังไข่ไม่สามารถสุกได้อีก เจริญเติบโตมากที่สุดในเดือนที่ 3 ของการตั้งครรภ์ เริ่มละลายตัวเมื่อตั้งครรภ์ได้ 5-6 เดือน และจะหมดไปเมื่อท้องครบ</li>
<li><strong>หากไข่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์ </strong>ไข่จะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 4-5 วัน และก้อนสีเหลืองที่ติดอยู่ที่รังไข่ก็จะละลายไปพร้อมกับเยื่อบุพื้นภายในมดลูก ( โพรงมดลูก ) ซึ่งจะละลายกลายเป็นระดูไหลออกมา</li>
<li><strong>เมื่อไข่ได้รับการผสมพันธุ์ </strong>ส่วนมากเกิดขึ้นภายในปีกมดลูก ไข่จะไหลผ่านปีกมดลูก 3-4 วัน</li>
<li><strong>ไข่จะไหลเข้าไปอยู่ในโพรงมดลูก</strong> อีก 6-7 วัน</li>
<li><strong>รวมระยะเวลาจากรังไข่ถึงโพรงมดลูก</strong> 10 วัน ไข่ได้อาหารจากไข่แดงและน้ำเลี้ยงจากต่อมภายในมดลูกซึมเข้าสู่ไข่ ในระหว่างเดินทางไข่จะแบ่งตัวไปเรื่อยๆ ขนาดของไข่ประมาณ 2 มม.</li>
<li><strong>ไข่ฝังตัวลงในเยื่อบุโพรงมดลูก </strong>ส่วนมากเป็นตอนบนบริเวณหน้า หรือด้านหลังโพรงมดลูก</li>
<li><strong>การส่งอาหารจากผู้ตั้งครรภ์ </strong>ให้แก่ไข่ผ่านเส้นโลหิต บริเวณเยื่อบุโพรงมดลูกจะหนากว่าธรรมดามาก</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1010-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1010-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1010-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1010-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1010-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1010-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1010-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1010-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-4/1010-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<ul>
<li><strong>เมื่อโลหิตตั้งขึ้นแล้วภายใน 7 วัน </strong>บังเกิดเป็น ปฐมกะละละ เรียกว่า ชัยเภท มีระดูล้างหน้า 1 ครั้ง หรือ มารดาฝันเห็นวิปริต ก็รู้ว่าตั้งครรภ์</li>
<li><strong>ตั้งครรภ์ครบ 7 วัน  </strong>ข้นเข้าดังน้ำล้างเนื้อ</li>
<li><strong>อีก 7 วัน = 14 วัน </strong>เป็นชิ้นเนื้อ</li>
<li><strong>อีก 7 วัน </strong><strong>= 21 วัน</strong> สัณฐานดังไข่งู</li>
<li><strong>อีก 7 วัน = 28 วัน </strong>ปัญจสาขา 5 ( ศรีษะ 1 มือ 2 เท้า 2 )</li>
<li><strong>อีก 7 วัน = 35 วัน </strong>เกิดเกศา โลมา นขา ทันตา</li>
<li><strong>อีก 7 วัน = 42 วัน ( 1 เดือน 12 วัน ) </strong>โลหิตเวียนเข้าเป็นตานกยูง</li>
<li><strong>ทารกในครรภ์</strong> เป็นหญิงโลหิตจะเวียนซ้าย ชายจะเวียนขวา</li>
<li><strong>ครบไตรมาส ( 3 เดือน ) </strong>โลหิตแตกออกไปตามปัญจสาขา</li>
<li><strong>ครบ 4 เดือน </strong>ครบ 32 ประการ เกิดตา และหน้าผากก่อน</li>
<li><strong>ครบ 5 เดือน </strong>มีจิตและเบญจขันธ์รู้จักร้อน และเย็น เมื่อมารดารับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดร้อนเข้าไปก็จะดิ้นทุรนทุราย</li>
<li><strong>ขณะอยู่ในครรภ์</strong> ทารกจะยั่งยองๆ กอดเข่า กำมือไว้ใต้คาง หันหน้าเข้าสู่กระดูกสันหลังของมารดา หันหลังออกข้างนาภี ( สะดือ )</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 50px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_video_widget wpb_content_element vc_clearfix   vc_video-aspect-ratio-169 vc_video-el-width-100 vc_video-align-center" >
		<div class="wpb_wrapper">
			
			<div class="wpb_video_wrapper"><iframe loading="lazy" title="Fecundação - Desenvolvimento Embrionário - Fonovim Fonoaudiologia Neurológica" width="500" height="281" src="https://www.youtube.com/embed/n68ZHH1HMdg?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" allowfullscreen></iframe></div>
		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 50px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1007-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1007-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1007-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1007-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1007-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1007-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1007-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1007-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-4/1007-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3 style="text-align: left;"><strong>1.1 อวัยวะหุ้มห่อและเลี้ยงทารก</strong></h3>
<ul>
<li>
<h4>รก</h4>
</li>
<li><strong>รก </strong>เยื่อบุโพรงมดลูกเมื่อมีเส้นโลหิตมาเลี้ยงไข่มากขึ้น รวมกันเป็นบริเวณหนาฝังติดกับพื้นมดลูกต่อไปส่วนนี้เริ่มกลายเป็นรก เมื่อทารกอายุได้ 2 เดือน และจะเป็นรกครบถ้วนเมื่อทารกอายุ 4 เดือน ด้านหนึ่งยึดแน่นมีเส้นโลหิตติดต่อกับพื้นมดลูก</li>
<li><strong>รกมีหน้าที่ </strong>นำอาหารและออกซิเจนจากมารดาสู่ทารกทางสายสะดือ   นำของเสียจากทารกกลับสู่ตัวมารดาเพื่อถ่ายเท ป้องกันโลหิตจากมารดาไหลย้อนกลับไปสู่ทารก เพราะความดันโลหิตของมารดาสูงกว่าทารก ถ้าติดต่อกันโดยตรงอวัยวะของทารกจะทนไม่ได้ และเชื้อโรคที่อยู่ในกระแสโลหิตของมารดามีโอกาสเข้าถึงเด็กได้ เช่น มารดาเป็นไข้รากสาด หรือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ( เช่น ซิฟิลิส เอดส์ เป็นต้น ) เด็กก็มีโอกาสได้รับเชื้อด้วย</li>
<li><strong>ลักษณะของรกเมื่อครบคลอด</strong> มีลักษณะคล้ายน้ำตาลปึก ขนาด 7-8 นิ้ว หนักประมาณครึ่ง กก.</li>
<li><strong>ด้านที่หุ้มเข้าหาตัวทารก</strong> คือ ทางที่สายสะดือเกาะมีลักษณะลื่นเรียบ เพราะมีเยื่อถุงบุหุ้มทารกอีกชั้นหนึ่ง</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>
<h4>สายสะดือ</h4>
</li>
<li><strong>สายสะดือ </strong>เป็นสายที่ติดต่อระหว่างเด็กกับรก มีเส้นโลหิตแดง 2 เส้น นำโลหิตจากมารดามาสู่ตัวทารก และเส้นโลหิตดำ 1 เส้น นำโลหิตจากทารกสู่มารดา</li>
<li><strong>ลักษณะของสายสะดือ</strong> มีเยื่อเหนียวอย่างเดียวกันกับเยื่อของถุงหุ้มตัวทารก ยาว 20-22 นิ้ว</li>
<li><strong>เมื่อครบกำหนดคลอด </strong>มักจะบิดเป็นเกลียวประมาณ 10 รอบ ถ้าเด็กดิ้นมากจนสายสะดือบิดเป็นเกลียวมากๆ ทำให้โลหิตมารดาไปสู่เด็กไม่ได้ เด็กอาจจะเสียชีวิตได้</li>
<li><strong>ส่วนที่เกาะติดกับรก</strong> มักจะเป็นบริเวณกึ่งกลางของรก ที่ออกไปอยู่ด้านข้าง ริมๆ รกเลยก็มี</li>
<li><strong>ตำแหน่งการเกาะของสายสะดือที่อันตราย</strong> เกาะอยู่ที่เยื่อหุ้มเด็กข้างๆ รก เวลาคลอดอันตรายมาก</li>
</ul>

		</div>
	</div>
</div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1008-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1008-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1008-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1008-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1008-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1008-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1008-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1008-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-4/1008-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3 style="text-align: left;"><strong>1.2 การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะต่างๆ ของมารดาเนื่องจากการตั้งครรภ์</strong></h3>
<ul>
<li>การเปลี่ยนแปลงเฉพาะที่</li>
<li>การเปลี่ยนแปลงโดยทั่วไปของร่างกาย</li>
<li>การเปลี่ยนแปลงของการเผาผลาญของร่างกาย</li>
<li>การเปลี่ยนแปลงของต่อมไม่มีท่อภายในร่างกาย</li>
</ul>

		</div>
	</div>
</div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h4 style="text-align: left;">การเปลี่ยนแปลงเฉพาะที่</h4>
<ul>
<li>
<h4>มดลูก</h4>
</li>
<li><strong>ก่อนตั้งครรภ์ </strong>มดลูกหนัก 50 กรัม ในโพรงมดลูกมีน้ำบรรจุอยู่ 2 ซีซี.</li>
<li><strong>เวลาครรภ์ครบกำหนดคลอด </strong>มีน้ำหนักราว 1,000 กรัม จุได้ราว 4,000-5,000 ซีซี. หรือมากกว่านั้น นอกจากนั้นมดลูกยังขยายทั้งขนาดและจำนวนของกล้ามเนื้อ เส้นโลหิตต่างๆ ที่เยื่อบุมดลูกก็โตตามไปด้วย ทำให้โลหิตมาหล่อเลี้ยงมากขึ้น</li>
<li><strong>ปลายเดือนแรก </strong>มดลูกโตเพียงเล็กน้อย ปลายเดือนที่ 2 โตเท่าไข่เป็ด ปลายเดือนที่ 3 โตเท่าหัวทารก</li>
<li><strong>สัปดาห์ที่ 18</strong> จะคลำพบมดลูกอยู่เหนือหัวเหน่า ( ระดับยอดมดลูกอยู่ราวกึ่งกลางระหว่างหัวเหน่ากับสะดือ )</li>
<li><strong>ปลายเดือนที่ 6 </strong>ยอดมดลูกอยู่ที่สะดือพอดี</li>
<li><strong>สัปดาห์ที่ 38</strong> ยอดมดลูกจะสูงสุด ต่อไปจะลดต่ำลงมาซึ่งเรียกว่า ท้องลด เกิดจากหัวเด็กลงไปอยู่ในช่องเชิงกรานส่วนล่าง ซึ่งมักจะพบในสัปดาห์ที่ 40</li>
<li><strong>มดลูกของหญิงตั้งครรภ์ </strong>มักจะเอียงไปข้างขวามากกว่าข้างซ้าย มีลักษณะอ่อนนิ่ม จะตั้งต้นนิ่มที่มดลูกส่วนล่างก่อน จะพบว่าปากมดลูกนิ่มมาก ซึ่งเป็นอาการอย่างหนึ่งของหญิงตั้งครรภ์</li>
<li><strong>มดลูกมีการบีบตัวอยู่ตลอดเวลา</strong> และมีมากขึ้นเมื่อท้องใกล้ครบกำหนด ซึ่งการบีบตัวของมดลูกนี้ไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด นอกจากสตรีมีโรคประสาทอ่อน แม้เด็กดิ้นก็รู้สึกปวดได้ การบีบตัวของมดลูกนี้เป็นสิ่งที่ช่วยให้รู้ได้ว่ามดลูกนั้นตั้งครรภ์รึเปล่า</li>
<li><strong>การบีบตัวของมดลูก</strong> 2-3 เดือนแรก บีบตัวครั้งละ 2-3 วินาที และเกิดขึ้นประมาณ 20 นาทีต่อครั้ง</li>
<li><strong>มดลูกจะบีบตัวมาก</strong> แรงกว่าธรรมดา เมื่อมีระดูของหญิงตั้งครรภ์ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดการแท้งมักเกิดตรงกับระยะมีระดู จึงควรระวังมากสำหรับคนท้องในเมื่อถึงระยะเวลามีระดู</li>
<li><strong>ปากมดลูก </strong>เมื่อยังไม่ได้ตั้งครรภ์คลำดูจะเหมือนเอามือกดที่ปลายจมูก ส่วนกล้ามเนื้อที่หุ้มห่อลูกเมื่อตั้งครรภ์ก็จะขยายกว้างออกไปอีก</li>
<li><strong>เอ็นที่ยึดมดลูก </strong>ก็จะยืดออกมามากกว่าเดิม</li>
<li><strong>เมื่อตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน </strong>มารดาจะรู้สึกว่าทารกดิ้นในท้อง</li>
<li><strong>การตั้งครรภ์สำหรับท้องแรก</strong> ( ท้องสาว ) จะดิ้นช้ากว่า เพราะหนังท้องยังตึงอยู่รัดทารกแน่นกว่าท้องต่อไป</li>
<li><strong>คนที่ท้องครั้งที่ 2 หรือท้องต่อไป</strong> บางตำราก็ว่า 4 เดือน กว่าจะรู้สึกว่าทารกในท้องดิ้นพอเป็นเครื่องกำหนดการตั้งครรภ์</li>
<li><strong>วันครบกำหนดคลอด</strong> 280 วัน หรือ 40 สัปดาห์ ( ปกติจะอยู่ที่ 37-41 สัปดาห์ ) หรือ 9 เดือน</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>
<h4>ช่องคลอด</h4>
</li>
<li><strong>มีโลหิตมาหล่อเลี้ยงมากขึ้น </strong>จึงมีสีม่วงช้ำตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ จะยืดได้มากขึ้นเพราะมีโลหิตมาหล่อเลี้ยงมากขึ้น</li>
<li><strong>น้ำหล่อเลี้ยงช่องคลอด</strong> ในระยะนี้จะมีสภาพเป็นกรดมากขึ้น</li>
<li><strong>แคมปากช่องคลอด</strong> ก็เปลี่ยนเป็นสีม่วงช้ำเช่นกัน</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>
<h4><strong>กล้ามเนื้อ</strong></h4>
</li>
<li><strong>เอ็น ข้อกระดูกในบริเวณช่องเชิงกราน</strong> เหล่านี้นุ่มยืดและเคลื่อนไหวได้มากขึ้น ตั้งแต่อายุครรภ์ราว 5 เดือนเพื่อช่วยให้คลอดง่ายขึ้น</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>
<h4>หน้าท้อง</h4>
</li>
<li><strong>พบการเปลี่ยนแปลงได้ชัด</strong> ในครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ ระยะแรกๆ มดลูกจะอยู่ในเชิงกราน เมื่อมดลูกค่อยๆ ยืด หน้าท้องจะค่อยๆ ยืดบางออกไปจนผิวหนังหน้าท้องส่วนล่างแตกเป็นเส้นๆ ถ้าคนท้องแรก จะเป็นสีชมพูอ่อนๆ ครรภ์หลังๆ มีสีซีดๆ</li>
<li><strong>รอยแตกของหน้าท้อง </strong>จะปรากฎราว 8 เดือนขึ้นไป</li>
<li><strong>เส้นสีดำ</strong> ปรากฎขึ้นเส้นหนึ่งตรงกลางท้องจากหัวเหน่าไปถึงสะดือ เส้นนี้เห็นชัดในตอนหลังของการตั้งครรภ์ และจะค่อยๆ จางหายไปหลังจากคลอดแล้ว</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>
<h4>นม</h4>
</li>
<li><strong>เต้านม </strong>เมื่อท้องได้ 1 เดือนขึ้นไปจะคัดเพราะมีไขมันมาเพิ่มใต้ผิวหนัง ทำให้มารดารู้สึกปวดตึงบ้างเล็กน้อย ปลายเดือนที่ 2 ต่อมน้ำนมโตมากขึ้น คลำพบต่อมเป็นก้อนภายในเต้านม ในระยะต่อๆ ไปบริเวณเต้านมมีเส้นโลหิตดำปรากฎอยู่ใต้ผิวหนังเป็นเส้นเขียวๆ เวลาบีบเต้านมจะพบว่ามีน้ำใสๆ ออกมาเล็กน้อย ในระยะครรภ์ครบกำหนดคลอด น้ำนี้จะเปลี่ยนเป็นน้ำเมือกขุ่นขาว</li>
<li><strong>หัวนม</strong> จะใหญ่ขึ้น สีดำจัดขึ้น มีเม็ดดำๆ เล็กๆ ล้อมรอบหัวนมคล้ายกับหนามพองโตขึ้นราว 10-20 เม็ด และเมื่อครรภ์แก่เข้าจะมีจุดดำๆ รอบหัวนมกว้างขึ้นทุกที แต่สีเข้มน้อยกว่า</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>
<h4>ผิวหนัง</h4>
</li>
<li><strong>ผิวหนังบริเวณหน้า</strong> ปรากฎเป็นจุดดำๆ ทั้งสองข้างของโหนกแก้มและดั้งจมูก มีรูปร่างคล้ายผีเสื้อ โดยสมมติเอาดั้งจมูกเป็นตัวผีเสื้อ หลังคลอดแล้วจุดดำๆ จะค่อยๆ หายไป</li>
<li><strong>บางคนมีครรภ์บ่อยๆ</strong> และมีจุดดำๆ ขึ้นซ้ำๆ กันในเวลาตั้งครรภ์ หลังคลอดแล้วจุดดำๆ นี้จะมีอยู่ตลอดชีวิต</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 50px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h4 style="text-align: left;">การเปลี่ยนแปลงโดยทั่วไปของร่างกาย</h4>
<ul>
<li>
<h4>ระบบทางเดินของอาหาร</h4>
</li>
<li><strong>มีคลื่นไส้อาเจียน</strong> ในเวลาเช้าๆ หลังจากลุกขึ้นจากที่นอน หรือหลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว มีราว 2 ใน 3 ของจำนวนผู้ตั้งครรภ์ทั้งหมด มักเป็นคนที่มีครรภ์ครั้งแรก และคนเป็นโรคประสาทอ่อน มักตั้งต้นแต่อาทิตย์ที่ 8 ถึงอาทิตย์ที่ 12 มีอาการเหมือนคนเมาคลื่น ถ้าเป็นมากอาจอาเจียนเอาน้ำดีออกมา บางคนแพ้มากอาเจียนตลอดวัน แม้แต่ดื่มน้ำก็อาเจียนทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย</li>
<li><strong>ฟันของคนท้อง </strong>ฟันผุได้ง่าย เพราะหินปูนมารดารับประทานเข้าไปทารกเอาไปใช้ในการสร้างกระดูก</li>
<li><strong>อยากกินอาหารผิดๆ แปลกๆ </strong>เช่น อยากรับประทานของเปรี้ยว ขม ดินเผา เกลือ หรือพิสดารอื่นๆ</li>
<li><strong>ในสามเดือนแรก</strong> มีท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ท้องผูก และเบื่ออาหารเสมอ</li>
<li><strong>ในสามเดือนหลังก่อนคลอด </strong>รับประทานอาหารได้ ทำให้อ้วนใหญ่แข็งแรง แต่ท้องผูกเสมอ เพราะมดลูกกดบนลำไส้ใหญ่</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>
<h4>ระบบทางเดินของโลหิต</h4>
</li>
<li><strong>จำนวนโลหิต</strong><strong>เพิ่มขึ้นราว 15%</strong><span style="font-weight: normal;"> ของจำนวนโลหิตทั้งหมดในระยะตั้งครรภ์ เพราะฉะนั้นคนท้องแก่จึงมีหน้าตาสดใสแข็งแรง และรู้สึกว่าร่างกายสมบูรณ์ที่สุด เพราะว่าอวัยวะต่างๆ ของร่างกายหลายอย่างเจริญเติบโตขึ้น ต้องการโลหิตมาเลี้ยงมาก</span></li>
<li><strong>น้ำหล่อเลี้ยงโลหิตมากกว่าเม็ดโลหิต</strong> เมื่อนับเม็ดโลหิตจะเห็นได้ว่าเม็ดโลหิตน้อยไปเล็กน้อย คนไข้จึงบวมได้ง่าย</li>
<li><strong>เม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้น</strong> เพื่อต่อสู้กับพิษที่เกิดจากการตั้งครรภ์ ( ขณะตั้งครรภ์โลหิต 1 คิวบิคมิลลิมิเตอร์ มีเม็ดโลหิตขาวประมาณ 15,000 เม็ด ซึ่งตามธรรมดามีเพียง 8,000 เม็ด )</li>
<li><strong>ส่วนผสมที่ทำให้โลหิตแข็งเร็ว</strong> ก็มีมากขึ้น เพื่อมิให้มารดาเสียโลหิตมากเกินไปในเวลาคลอด</li>
<li><strong>หัวใจ </strong>ต้องทำงานเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อของหัวใจโตขึ้น เพราะจำนวนโลหิตมีมากขึ้นและหัวใจถูกดันขึ้นไปเนื่องจากมดลูกโตขึ้น ฉะนั้นผู้ที่เป็นโรคหัวใจพิการอยู่แล้ว ในเวลาครรภ์แก่หัวใจมักทำงานไม่ไหว จึงไม่ควรมีบุตร</li>
<li><strong>ความดันโลหิต </strong>ครึ่งแรกของการตั้งครรภ์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใด ครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ ความดันจะต่ำเล็กน้อย และสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อใกล้คลอด เมื่อคลอดแล้วจะลดลงทันที และจะต่ำอยู่ราว 5 วันหลังคลอด แล้วจะขึ้นมาสู่ระดับปกติ</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>
<h4>ระบบทางเดินหายใจ</h4>
</li>
<li><strong>ปอดต้องทำงานมากขึ้น</strong> ระยะหลังๆ ของการตั้งครรภ์ มดลูกจะดันปอดขึ้นไปในที่จำกัด ทำให้หายใจลำบากมาก ทำให้รู้สึกว่าเหนื่อยง่าย แต่อาการเหล่านี้จะหายไปหลังจากคลอดแล้วประมาณ 10 วัน</li>
<li><strong>ผู้ป่วยที่เป็นวัณโรค</strong> จึงมักมีอาการกำเริบมากขึ้น เพราะปอดจะทำงานมากในระยะนี้</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>
<h4>ระบบทางเดินปัสสาวะ</h4>
</li>
<li><strong>ไต </strong>ระยะหลังของการตั้งครรภ์ จะทำงานมากขึ้น เพื่อขับของเสียของมารดาและทารกออกมา</li>
<li><strong>โรคไตพิการ</strong> จะพิการมากขึ้น และยังทำให้เกิดการตั้งครรภ์มีพิษได้ง่ายด้วย</li>
<li><strong>ปัสสาวะไม่ควรมีไข่ขาว</strong> ปัสสาวะที่มีไข่ขาวแสดงว่าเริ่มเกิดการตั้งครรภ์พิษแล้ว ถ้าจะตรวจเพื่อให้แน่นอนต้องสวนปัสสาวะออกมาตรวจ</li>
<li><strong>ปริมาณน้ำปัสสาวะ </strong>จะเพิ่มจำนวนจากเดิมประมาณ 1 ใน 4 ส่วน รวมทั้งกระเพาะปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ถูกมดลูกกดไว้ ทำให้ปัสสาวะบ่อยครั้ง</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li>
<h4>ระบบประสาท</h4>
</li>
</ul>
<p>ทำให้คลื่นไส้อาเจียน อาจมีนิสัยใจคอตรงกันข้ามกับเมื่อยังไม่ได้ตั้งครรภ์ พูดอะไรไม่แน่นอน ทำอะไรไม่ไคร่คิด</p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h4>การเปลี่ยนแปลงของการเผาผลาญของร่างกาย</h4>
<p>การเผาผลาญส่วนต่างๆ ของร่างกายเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากทารกและมารดามีการเผาผลาญอวัยวะต่างๆ  ขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียวกัน</p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h4>การเปลี่ยนแปลงของต่อมไม่มีท่อภายในร่างกาย</h4>
<p>เช่น ไทรอยด์ ตับอ่อน ต่อมแอดรีนอล เป็นต้น จะเจริญเติบโตขึ้นทุกๆ ต่อม และต้องทำหน้าที่มากกว่าธรรมดา</p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 50px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1009-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1009-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1009-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1009-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1009-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1009-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1009-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1009-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-4/1009-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h4 style="text-align: left;">น้ำทูนหัวหรือน้ำคร่ำ</h4>
<ul>
<li><strong>ตั้งครรภ์แรกๆ</strong> เป็นน้ำใสๆ สีเหลืองอ่อนๆ รสเค็มกร่อย มีปริมาณเล็กน้อย ต่อไปจะมีมากจนท่วมตัวทารก</li>
<li><strong>ครรภ์อายุ 6 เดือน</strong> น้ำคร่ำจะข้นเข้ามีกลิ่นแรงสาบๆ มีสีเปลี่ยนแปลงไป เช่น เขียว เหลือง</li>
<li><strong>น้ำคร่ำวิปริต</strong> จะเป็นสีแดงอันตราย ซึ่งควรแก้ไข</li>
<li><strong>น้ำคร่ำมีธาตุต่างๆ</strong> เช่น ยูริน น้ำตาล ยูเรีย และซัลเฟต ฯลฯ</li>
<li><strong>ประโยชน์ของน้ำคร่ำ</strong> เพื่อหล่อเลี้ยงทารกในครรภ์ไม่ให้ทารกถูกกระทบกระเทือนจากของแข็ง และเป็นเครื่องถ่างให้มดลูกพองตัวอยู่เสมอ ทารกอยู่ในของเหลวจะหมุนตัวได้สะดวก น้ำคร่ำจะดันถุงน้ำคร่ำให้ตุงออกมาที่ปากมดลูก ทำให้มดลูกขยายตัวกว้างออกทุกที จนกว่าทารกจะออกได้ และช่วยหล่อลื่นให้ทารกคลอดสะดวก</li>
<li><strong>น้ำคร่ำมากเกินไป</strong> เกิน 2 ชวดเบียร์ บางราย 7-8 ชวดเบียร์ ท้องจะไม่ยาวรี แต่จะกลมใหญ่ คลำดูทารกไม่พบ ฟังเสียงหัวใจทารกไม่ได้ยิน หน้าท้องแบนราบมาก ทำให้ตาทารกผิดปกติ ทารกถูกบังคับจากการหดรัดตัวของมดลูก ส่วนน้ำจึงไม่เข้าช่องเชิงกราน เมื่อถุงน้ำคร่ำแตกจะมีน้ำคร่ำไหลออกมา</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1011-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1011-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1011-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1011-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1011-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1011-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1011-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1011-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-4/1011-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3>1.3 การให้การดูแลแก่หญิงตั้งครรภ์</h3>
<h4>การซักประวัติ</h4>
<ul>
<li><strong>ข้อมูลผู้ตั้งครรภ์</strong> อายุ ที่อยู่ อาชีพ ระยะเวลาการแต่งงาน</li>
<li><strong>ประวัติครอบครัว </strong>การเจ็บป่วยของสามีและบุคคลในครอบครัว ทั้ง 2 ฝ่าย อาจมีผลต่อการตั้งครรภ์ เช่น ประวัติโรคเลือด หรือโรคทางพันธุ์กรรมอื่นๆ</li>
<li><strong>ประวัติการเจ็บป่วย </strong>ในอดีต ที่เกิดขึ้นก่อนระยะตั้งครรภ์ โรคบางประเภท อาจมีผลต่อสุขภาพของมารดาและทารก เช่น อาการขาดอาหาร, โรคปอด ไอ หอบ, โรคหัวใจ ( มีอาการบวม หอบ เหนื่อย หรือ อาการเหนื่อยง่าย ), โรคไต ( ประวัติการถ่ายปัสสาวะสีน้ำล้างเนื้อ และการบวม )</li>
<li><strong>ประวัติการคลอด </strong>จำนวนครั้งของการแท้ง และการตั้งครรภ์ อาการผิดปกติช่วงก่อนคลอด วิธีการคลอด อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคลอด ก่อนๆ อาการผิดปกติช่วงหลังคลอด จำนวนบุตรที่มีชีวิตในปัจจุบัน</li>
<li><strong>ประวัติการมีระดู </strong>อายุของการมีระดูครั้งแรก อาการก่อนมีระดู การมีระดูครั้งสุดท้าย นำไปใช้คาดคะเนกำหนดการคลอดของครรภ์นี้ได้</li>
<li><strong>อาการผิดปกติที่ต้องพบแพทย์ </strong>ประวัติการมีเลือดออกทางช่องคลอด อาการบวมบริเวณหน้า นิ้วมือ เท้า อาการปวดศรีษะมาก และปวดติดต่อกันเป็นเวลานานอาการไข้หนาวสั่น ประวัติการมีน้ำใสๆ ไหลออกมาทางช่องคลอด เด็กไม่ดิ้น</li>
<li><strong>การนัดตรวจครรภ์ </strong>แพทย์จะนัดให้มาาตรวจบ่อยขึ้นเมื่อครรภ์ใกล้ครบกำหนด เริ่มตั้งแต่ครรภ์อายุ</li>
</ul>
<p>&#8211;  28 สัปดาห์ นัดตรวจทุกเดือน</p>
<p>&#8211; 28-36 สัปดาห์ นัดตรวจทุก 2 สัปดาห์</p>
<p>&#8211; 36 สัปดาห์ นัดตรวจทุกสัปดาห์</p>
<ul>
<li><strong>การตรวจครรภ์ </strong>เพื่อค้นหาสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น และหาทางป้องกันให้การคลอดปลอดภัยทั้งมารดาและบุตร โดยแนะนำให้มารดาไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์</li>
<li><strong>การตรวจเลือด </strong>ถ้ามารดาไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล จะต้องได้รับการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อโรคกามโรคหรือตรวจหาอาการผิดปกติหรือโรคอื่นๆ ตามที่แพทย์สงสัย</li>
<li><strong>กาารตรวจปัสสาวะ </strong>เพื่อหาน้ำตาลและไข่ขาวในปัสสาวะทุกครั้งที่ไปตรวจครรภ์ตามนัด</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h4>การให้คำแนะนำผู้ตั้งครรภ์</h4>
<ul>
<li><strong>การตั้งครรภ์ไม่ใช่โรคหรือความเจ็บป่วย</strong> แนะนำให้ผู้ตั้งครรภ์เข้าใจ เป็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายช่วงเวลาหนึ่ง อาการต่างๆที่เกิดขึ้นสามารถแก้ไขให้บรรเทาน้อยลงได้ ถ้าปฎิบัติตามคำแนะนำ ทำให้มารดาเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน</li>
<li><strong>อาการคลื่นเหียน อาเจียนในตอนเช้า ( แพ้ท้อง )</strong> เมื่ออายุครรภ์ได้ 1-2 เดือน เพราะเส้นประสาทมดลูกติดต่อถึงกระเพาะอาหาร แต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกัน เช่น เบื่ออาหาร อยากทานอาหารรสแปลกๆ อารมณ์หงุดหงิด โมโหร้าย วิตกอ่อนเพลีย ผดุงครรภ์ควรให้รับประทานยาหอม หรือใช้มะกรูด มะนาว สูดดมได้ บางรายสามีก็มีอาการแพ้ท้องร่วมด้วย อาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อถึงกำหนดตามธรรมชาติ</li>
<li><strong>อาหารที่มีคุณค่าต่อทารกในครรภ์ </strong>ได้แก่ ไข่ นม เนื้อ ปลา และถั่ว ผักต่างๆ ฟักเขียว ฟักทอง ฯลฯ ผลไม้ มะละกอ กล้วยน้ำว้า ส้ม น้ำมะพร้าวอ่อน ฯลฯ ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้การขับถ่ายสะดวก ไม่มีอาการท้องผูก</li>
<li><strong>เครื่องนุ่งห่มต้องสะอาด</strong> ควรใส่สีสันสดใส หลวมๆ ใส่สบายๆ มีไว้เพียงพอผลัดเปลี่ยน เพื่อสุขภาพจิต</li>
<li><strong>การปฎิบัติต่อร่างกาย </strong>ดูแลความสะอาดร่างกาย ดูแลครรภ์ รักษาผิวพรรณและสุขภาพร่างกาย สังเกตุอาการผิดปกติต่างๆ อาการแบบไหนต้องรีบไปพบแพทย์</li>
<li><strong>หัวนมจมหรือคุด</strong> ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบแล้วดึงหัวนม ควรทำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง</li>
<li><strong>คันตามหน้าท้อง และร่างกาย </strong>แนะนำไม่ให้เกา ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นจัดบิดให้แห้งประคบหน้าท้องและตามตัวที่คัน โรยด้วยแป้งเด็ก</li>
<li><strong>คันที่ช่องคลอด</strong> ช่วงตั้งครรภ์ร่างกายจะผลิตสารขับหลั่งต่างๆ แตกต่างจากช่วงปกติ ใช้อ่างดินหรือภาชนะชนิดตื้น ใส่น้ำอุ่นๆ นั่งแช่ 5-10 นาที แล้วซับให้แห้งจะรู้สึกสบาย ห้ามหญิงตั้งครรภ์อาบน้ำในคลอง</li>
<li><strong>ไม่ให้ทำงานหนัก </strong>พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการยก หิ้ว แบก หามของหนัก อาจทำให้เกิดการแท้ง ซึ่งเป็นอันตรายต่อมารดาและทารก</li>
<li><strong>การมีเพศสัมพันธ์</strong> หลังจากตั้งท้องถึง 6 เดือนห้ามการมีเพศสัมพันธ์เด็ดขาด</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 50px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1012-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1012-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1012-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1012-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1012-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1012-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1012-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1012-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-4/1012-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3 style="text-align: center;">2. การบำรุงรักษาครรภ์และการปฎิบัติตัวในระยะตั้งครรภ์ ( ครรภ์รักษา )</h3>
<p>เอ็นผ่านหน้าอกเขียว หัวนมคล้ำดำ ตั้งเป็นเม็ดรอบหัวนม</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ครรภ์ 1 เดือน</h4>
<p>ไข้สันนิบาต ทำให้ราก จุดในอุทร ละเมอเพ้อพกดังผีเข้า</p>
<ul>
<li>ทำบัตร 5 มุม เอาแป้งคลึงท้องด้วยมนต์ โอมธิชูภูภะสวาหะ 7 ที แล้วเอาแป้งที่คลึงท้องมาปั้นรูปผู้หญิง1 ภูเขา1 ไก่ 1 ตัว ม้า 1 ตัว ลูกไม้ 7 สิ่ง แล้วเอาข้าวสารโปรยกลางลูกไม้บูชา แล้วเอาไปส่งที่ทิศอาคเนย์ ทำ 3 วันหาย</li>
<li>ถ้าไม่หาย ให้เอาจันทน์หอม ดอกบัวเผื่อน รากบัวหลวง ข้าวเหนียวกัญญา  สิริยา 4 สิ่งนี้บดละลายน้ำนมโคกินหาย</li>
<li>ถ้าไม่หาย เนื้อโคย่าง ข้าวตอกข้าวเหนียวกัญญา บดละลายน้ำผึ้งให้กินหาย</li>
<li>ถ้าให้ยาร้อน ใบไทรย้อย ใบหญ้าแพรก ใบพรมมิ ใบตำลึง และดินประสิวขาว 5 สิ่งนี้บดละลายน้ำซาวข้าวชโลมหาย กินก็ได้</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ครรภ์ 2 เดือน</h4>
<p>เป็นไข้จับ ทุกวันหรือวันเว้นวัน</p>
<ul>
<li>ทำบัตรกลม1 อัน เอาแป้งคลึงท้องด้วยมนต์นี้ โอมอมรหิชิวัรติเยสวาหะ 7 ที แล้วจึงเอาแป้งที่คลึงนั้นมาปั้นเป็นรูปแมว 1 ตัว เอาผัก 3 สิ่ง ลูกไม้ 3 สิ่ง ดอกไม้ 3 สิ่ง แล้วจงเอาข้าวสุกทรายตีนตอง เอาแป้งหอม น้ำหอม พรมบัตรเอาไปส่งทิผสบูรพาหาย</li>
<li>ถ้าไม่หายให้แต่งยา เกสรบัวหลวง ดอกจงกลนี หัวแห้วหมู เทียนดำ กระจับบก บดละลายน้ำซาวข้าวกินหาย</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ครรภ์ 3 เดือน</h4>
<p>ไข้ลง ราก จุกเสียด แทงหน้า แทงหลัง กินไม่ได้ นอนไม่หลับ</p>
<ul>
<li>ทำบัตร 3 มุม เอาแป้งเอาถั่วเขียวคลุกให้เข้ากัน คลึงท้องด้วยมนต์นี้ โอม สิทธิ สามกาเรติ เทพิน วา อหัง อิชา กานัง มาเรหิ เอหิๆ อาคจฉนติ กาเมหิเน 7 ที แล้วเออาแป้งที่คลึงมาปั้นเป็นรูปหญิง 1 คน กระต่าย 1 ตัว เอาข้าวสุกกองเป็นจอมปลวก เอาเหล้า ข้าววางลงในกระบาล น้ำนมโค ผัก 3 สิ่ง ดอกไม้ 3 สิ่ง แป้งกระแจะ น้ำมันหอม ประพรมบัตรแล้ว เอาไปส่งทิศประจิมทำ 3 วันหาย</li>
<li>ถ้าไม่หายให้แต่งยา ยางไข่เน่า ยางมะม่วงกะล่อน บดน้ำร้อนกินหาย</li>
<li>ถ้าไม่หายเอา ข้าวตอก ข้าวเหนียวกัญญา บดละลายน้ำนมโค</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ครรภ์ 4 เดือน</h4>
<p><strong>สันนิบาต</strong> เป็นไข้เสมหะ เป็นลม เหงื่อตก และตกโลหิต</p>
<ul>
<li>ทำบัตร 4 มุม เอาแป้งคลึงท้องด้วยมนต์นี้ โอม เห เห โหติฐ โหติฐ เหยะนะ เหยะนะ โอปกฺสํสาภตาว ปสยนฺน สนา ริเห 7 ที แล้วเอาแป้งมาปั้นแร้ง 1 ตัว งูเขียว 1 ตัว คน 2 คนลูกไม้ 2 สิ่ง ดอกไม้ 2 สิ่ง ผัก 2 สิ่ง เอาใบมะม่วงรองบัตร เอาไปส่งทิศพายัพ 3 วันหาย</li>
<li>ถ้าไม่หายแต่งยา โกฐเขมา เกสรบัวหลวง รากขัดมอน ดอกจลกลนี บดด้วยน้ำนมโค</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ครรภ์ 5 เดือน</h4>
<p>ครรภ์รักษา เป็นไข้ให้ราก จุกหน้า จุกหลัง</p>
<ul>
<li>ทำบัตร 5 มุม เอาแป้งคลึงท้องด้วยมนต์นี้ สนติปกขา อปตฺตนา สนติปาทา อวญจนาา มาตา ปิตา จ นิกฺขนตา ชาตเวท ปติกฺกม ปติกฺกม ปติกฺกม ปติกฺกมนฺตุ ภูตานิ โสหํ นโม ภควโต นโม สตฺตนนำ สมฺมาสมฺพุทธาา นนฺติ 7 ที แล้วจึงเอาแป้งที่คลึงท้องนั้นมาปั้นเป็น หญิง 1 คน ดอกไม้ 5 ดอกผักพล่า ปลายำ เหล้าและข้าว เนื้อแห้ง บูชาแล้วเอาไปส่งทิศหรดีที่ต้นไม้ใหญ่ 3 วันหาย</li>
<li>ถ้าไม่หายให้แต่งยา ดอกบัวเผื่อน ดอกบุนนาค ยางมะม่วง บดละลายน้ำนมโค กินแก้ลงท้องและลงโลหิต แก้จุกเสียดหาย</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ครรภ์ 6 เดือน</h4>
<p>เป็นไข้ เจ็บแข้ง เจ็บขา เจ็บหน้าตะโพก และคันทวารอุจจาระ ปัสสาวะ เป็นลมจับเนืองๆ ถึงจะเสียกกระบาลก็ไม่หาย</p>
<ul>
<li>ทำบัตร 4 มุม 2 ชั้น เอาแป้งคลึงท้องด้วยคาถานี้ อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺมินฺติ ภวติโลกิติ โลกสฺส สนฺนิกพฺภทฺม หิริ คพฺภปมุญฺจนฺติ 7 ที แล้วเอาแป้งคลึงท้องมาปั้นเป็นรูปวัว 1 ตัว ม้า 1 ตัว ไก่ 1 ตัว น้ำมะนาว1 น้ำมันงา1 ผัก 7 สิ่ง ลูกไม้ 7 สิ่ง ดอกไม้ 7 สิ่ง ขนม 7 สิ่ง เอาข้าวคั่วรายตีนตอง แล้วจึงเอาสุรา แป้งมันที่ดีประพรมบูชาา เอาไปส่งทิศหรดี 3 วันหาย</li>
<li>ถ้าไม่หายให้แต่งยา เม็ดในส้มซ่า เปลือกสะแกจันทน์แดง จันทน์ขาว ดอกจงกลนี เอาเท่ากัน บดละลายน้ำนมโคหาย</li>
<li>ถ้าาไม่หายให้ประกอบยาสุขุมขึ้นไป เพราะกุมารนั้นแก่กล้าอยู่แล้ว</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ครรภ์ 7 เดือน</h4>
<p>เป็นไข้ ให้รากโลหิต ร้อนภายใน</p>
<ul>
<li>ทำบัตร 4 มุม 2 ชั้น เอาแป้งคลึงท้องด้วยมนต์นี้ โอม นมสฺสสามิ นโม จ สุคโต ปจฺจุปฺปนฺนา ปญฺจพุทฺธา ปน โอม สิมหาสิ ครั้นกูแบ่งกูกดขี่กู จะบูชาแก่เทวดาอันประสิทธิ์ในสงสาร โอมสิทธิกาลมหาสิทธิกาลสวาหะ 7 ที แล้วจึงเอาแป้งที่คลึงท้องมาปั้นเป็นรูปเสือ 1 ตัว แร้ง 1 ตัว เอาข้าวสารขาวรายตีนตอง จันทน์แดง จันทน์ขาว ผัก 3สิ่ง ข้าวตอกดอกไม้บูชาส่งทิศประจิม 3 วันหาย</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ครรภ์ 8 เดือน</h4>
<p>เป็นไข้ ไม่เป็นไรนัก เพราะกุลมารนั้นแก่กล้าจวนจะคลอดอยู่แล้ว</p>
<ul>
<li>ทำบัตรกลม 1 ใบเอาแป้งคลึงท้องว่าด้วยคาถานี้ สพฺพเทวา ปิสาเจว อาฬกาทโยปิจ ขคฺคํ ตาลปตฺตํ ทิสฺวา สพฺเพ ยกฺขา ปลายนฺติ 7 ที แล้วเอาแป้งที่คลึงท้องมาปั้นเป็นรูปม้า 1 ตัว เอาข้าวสารรายตีนตอง ผัก 2 สิ่ง ดอกไม้ 2 สิ่ง เอาใบมะม่วงออกร่อง แป้งหอม ประพรมบูชา แล้วเอาไปส่งทิศอีสานที่ต้นไม้ใหญ่ 3 วันหาย</li>
<li>ถ้าไม่หายให้แต่งยา เม็ดผักกาด รากบัวหลวง ข้าวเหนียวกัญญา บดด้วยน้ำซาวข้าว น้ำท่าก็ได้</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ครรภ์ 9 เดือน</h4>
<p>ถ้าเป็นไข้ก็แต่ภายนอก เว้นไว้แต่เป็นไข้อหิวาตกโรค ถ้าเป็นฝีเอกและฝีเอกตัดนั้น กุมารจะอัตรธานก่อนมารดา ถ้ามิดังนั้นมารดาต้องกฤติยาคมคุณไสย และกุมารจะตายก่อนมารดา ถึงจะตายก่อนก็จะพามารดาไปด้วย</p>
<ul>
<li>ทำบัตรกลม 1 ใบเก้าชั้นดุจบัตรพระเกตุ เอาแป้งคลึงท้องด้วยคาถานี้ เถโร ปาปิม เต องฺคปจฺจงฺคานิ อหํ ปสฺสามิ กึมงฺคํ ปนสกลสรีรํ นิกขม สหุปาปิม เสกตามกำลังวัน แล้วจึงเสกน้ำรดด้วยคาถานี้ 8 คาบ สนฺติ ปกฺขา อปตฺตนา สนฺติ ปาทา อวญฺจนา มาตาปิตา จ นิกฺขนฺตา ชาต เวท ปฎิกฺกม สห สจฺเจ กเต มยฺหํ มหาปปชฺชสีโต สิขีวชุเชสิ โส ฬส กริสานิ อุทกํ ปตฺวา ยถา สิขี สจฺเจน เมสโม นตฺถิ เอสา เม สจฺจ ปารมีติ แล้วจึงเอาแป้งคลึงท้องมาปั้นเป็นรูป สิงห์ 1 ตัว อีแร้ง 1 ตัว ครุฑ 1 ตัว เอาผักยำ 7 สิ่ง ดอกไม้ 7 สิ่ง เอาใบมะม่วงกะล่อนรองบัตร เอาแป้ง เอากระแจะ และน้ำมันหอมประพรมบัตรบูชา แล้วเอาไปส่งทิศอาคเนย์ 3 วันหาย</li>
<li>ถ้าไม่หายแต่งยา รากละหุ่งแดง ยางงิ้ว ขิงสด บดละลายน้ำแรมคืน</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ครรภ์ 10 เดือน</h4>
<p>สตรีผู้นั้นเป็นคนโบราณ มีชาติอันสูง เทพยดาจุติลงมาปฎิสนธิในครรภ์ ถ้าเป็นไข้ในอุทร</p>
<ul>
<li>ทำบัตรกลม 3 ชั้น เอาแป้งคลึงท้องเสกด้วยคาถา ยโตหํ ภคินิ อริยาย ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สญฺจิจฺจ ปาณํ ชีวิตา โซโรเปตาเตน สจฺเจน โสตฺถิ เตโหตุโสตถิ คพภสฺสชาติยา ชาโต นาภิยํ สมฺผสฺสานํ ปฎิฆาตาย อพฺยาปชฺฌปรมตายาติ แล้วจึงเอาแป้งคลึงท้องนั้นมาปั้นเป็นรูป สิงห์ 1 ตัว ครุฑ 1 ตัว แร้ง 1 ตัว ผัก 7 สิ่ง กับเครื่องมัจฉะ มังสะ แล้วเอาแป้งหอม น้ำหอมประพรม เอาธุปเทีนยจุดบูชา</li>
<li>เมื่อจะบูชาให้ว่าคาถาตามกำลังวัน ปูร ตฺถิมสฺมี ทิสาภาาเค สนฺติเทวามหิทฺธิกา เตปิตุมฺห อนฺรกฺขนฺตุ ออาาโคฺยน สุเขนจ ภวตุ สพฺพมงฺคลํ รกฺขนฺตุ สพฺพเทวดา สพฺพ พุทธานุภาเวน สทา โสตถี พวนฺตุ เต ปูร ตฺถิมสฺมึทิสาภาเค สนฺเทวา มหิทฺธิกา เตปิตุเมฺห อนฺรกฺขนฺตุ อาโรคฺยน สุเขน จ ภวตุ สพฺพมงฺคลํ รกฺขนฺตุสพฺพเทวดา สพฺพพุทธานุภาเวน สทา โสตถี ภวนฺตุ เต สงฺฆานุภาเวน สทา โสตภี ภวนฺตุ เต บูชาแล้วเอาไปส่งทิศบูรพา 3 วันหาย</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 50px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1013-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1013-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1013-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1013-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1013-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1013-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1013-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1013-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-4/1013-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3 style="text-align: center;">3. การแท้ง ( ครรภ์วิปลาส )</h3>
<p>ส่วนมากจะแท้งเมื่อครรภ์อายุครบ 3 เดือน แท้งด้วยกรรมพันธุ์มารดา และเคยแท้งแล้วก็อาจทำให้แท้งได้อีก หรือมารดากินยาร้อนๆ หรือถูกบีบรัด ก็ทำให้แท้งได้ การแท้งบุตรอันตรายมาก ควรนำส่งโรงพยาบาลทันที</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>สาเหตุที่ทำให้เกิดการแท้ง</h4>
<p><strong>1. ต้นเหตุเกี่ยวกับไข่</strong></p>
<ul>
<li><strong>ครรภ์ไข่ปลาอุก</strong> ไข่ทารกสูญเสียไปแล้ว แท้งออกมาเป็นเม็ดๆ อย่างเม็ดสาคู ถ้าเป็นเม็ดๆ ทั้งหมดแสดงว่า ตัวเด็กถูกทำลายไปหมดแล้ว</li>
<li><strong>โรคของรก</strong> รกที่มีการติดเชื้อกามโรค และในรายที่รกเกาะต่ำ</li>
<li><strong>โรคของสายสะดือ</strong> สายสะดือยาวเกินไป จนขดกันเป็นเกลียวทำให้โลหิตเดินไปสู่เด็กไม่ได้ ทำให้เด็กตาย</li>
<li><strong>โรคของเยื่อถุงน้ำหุ้มเด็ก</strong> น้ำหล่อเลี้ยงเด็กมากเกินไป หรือน้อยเกินไป</li>
<li><strong>โรคของตัวเด็กเอง</strong> เด็กเกิดมาไม่สมประกอบ เช่น แขนด้วน เด็กไม่มีสมอง โรคพวกนี้ทำให้เด็กตายได้</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>2. ต้นเหตุเกี่ยวกับมารดา</strong></p>
<ul>
<li><strong>เกี่ยวกับอวัยวะภายในช่องเชิงกราน</strong></li>
<li><strong>เยื่อบุพื้นมดลูกอักเสบเรื้องรัง</strong></li>
<li><strong>มดลูกมีรูปร่าางผิดไปจากปกติ</strong> เช่น ในรายที่ยอดมดลูกเป็นสองแฉก</li>
<li><strong>มดลูกมีขนาดเล็ก</strong></li>
<li><strong>ยอดมดลูกพลิกกลับตัวไปอยู่ด้านหลัง</strong></li>
<li><strong>ปากมดลูกฉีกขาดมาก</strong> เกิดจากการคลอดที่แล้วมา เมื่อตั้งครรภ์ครั้งต่อไปปากมดลูกปิดไม่สนิท ทำให้เกิดแท้งได้ง่าย</li>
<li><strong>เนื้องอกไปรบกวนมดลูก</strong> ทำให้เกิดการหดรัดตัว ซึ่งเป็นสาเหตุของการแท้งได้</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>เกี่ยวกับการผิดปกติมารดา แล้วเป็นผลทำให้เด็กตายบ่อย</strong></li>
<li><strong>โรคที่ทำให้มารดามีไข้สูง</strong> เช่น ฝีดาษ ไข้รากสาด บิด ปอดบวม เป็นต้น อาการไข้สูงทำให้เด็กตาย</li>
<li><strong>ยาสลบ</strong> แม่ต้องทำการผ่าตัดและดมยาสลบนานๆ ทำให้เด็กตายได้</li>
<li><strong>กระทบกระเทือนจากภายนอก</strong> เช่น มารดาโดนรถชน ถูกตี ตกจากที่สูง มีการร่วมเพศที่รุนแรงทำให้ทารกตาย</li>
<li><strong>มีความเครียดและความวิตกกังวล</strong> หรือมีอารมณ์แปรปรวน เช่น เสียใจมากๆ เกิดแท้งได้ เพราะมดลูกบีบตัวมาก</li>
<li><strong>เกี่ยวกับต่อมภายในผิดปกติ</strong> เช่น ต่อมไทรอยด์โต ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>3. ต้นเหตุเกี่ยวกับพ่อ</strong></p>
<p>ตัวสเปิร์ม ของผู้เป็นพ่ออ่อนเกินไป อาจเนื่องจากพ่อเป็นกามโรค ( ซิฟิลิส ) หรือถูกแสงเอกซเรย์มากเกินไป หรือดื่มสุราจัดเสมอๆ เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ชนิดของการแท้ง</h4>
<p>การแท้ง คือการที่มีโลหิตออกทางช่องคลอดในระยะที่มีอายุครรภ์ต่ำกว่า 28 สัปดาห์ เมื่อไข่ตายแล้วทำให้ก้อนสีเหลืองที่ติดอยู่ที่รังไข่ ซึ่งมีคุณภาพทำให้การตั้งครรภ์เจริญเติบโตได้ มีการเปลี่ยนแปลงและสูญเสียไปและทำให้มดลูกเกิดบีบตัวขึ้น เมื่อมดลูกบีบตัว เยื่อถุงน้ำหุ้มตัวเด็กติดกับพื้น มดลูกก็แยกจากกัน เกิดมีโลหิตออกทางช่องคลอดเล็กน้อย โลหิตที่ไหลออกมา ทำให้มดลูกบีบตัวตลอดเวลา แผลที่แตกก็โตมากขึ้น</p>
<p>อาการโลหิตออกทางช่องคลอดนี้อาจเกิดจากโรคอื่นได้เหมือนกัน เช่น ท้องนอกมดลูก มะเร็งปากมดลูก ปากมดลูกเป็นแผล เป็นต้น จะมีอาการปวดท้องเล็กน้อย และก็หายไป ปากมดลูกปิดตามเดิม แสดงว่าไม่มีอาการแท้ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การแท้งแยกออกได้เป็น 3 ระยะ</h4>
<ul>
<li><strong>ระยะแรก</strong> แท้งภายใน 2 เดือนแรก ระยะนี้แท้งง่ายมาก และเมื่อแท้งแล้วมักไม่มีอะไรเหลือค้างในมดลูกเลย การแท้งระยะนี้ไม่มีอันตราย</li>
<li><strong>ระยะที่สอง </strong>แท้งภายในเดือนที่ 3-4 ระยะนี้เกิดรกแล้ว การแท้งระยะนี้มักมีเศษรกเหลือค้างอยู่ในมดลูกไม่มากก็น้อยเสมอ ทำให้เกิดโลหิตออกจากมดลูกเสมอๆ เพราะเมื่อเศษษรกเหลือตกค้างในมดลูก ทำให้มดลูกบีบตัวได้ไม่ดี แผลที่รกหลุดปิดไม่สนิท จึงมีโลหิตออกเรื้อรังหรืออาจเกิดกาารตกเลือด และการติดเชื้อตามมาได้</li>
<li><strong>ระยะสาม </strong>แท้งในเดือนที่ 5-7 ระยะนี้เกือบคล้ายการคลอดแบบธรรมดาแล้วเพราะเด็กใหญ่มาก มีกระบวนการ 3 ระยะ คล้ายการคลอด แต่ระยะจะสั้นกว่าและเด็กออกง่ายกว่า</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การดูแลรักษาหญิงที่มีการแท้ง</h4>
<p>ให้คนไข้นอนพักนิ่งๆ ให้อาหารแต่พอควร งดเหล้า และห้ามใช้ยาถ่ายหรือยาระบายอย่างแรง นอกจากยาระบายอ่อนๆ เช่นน้ำมันละหุ่ง หรือสวนอุจจาระเมื่อท้องผูก ต้องให้คนไข้นอนพักบนเตียง 1 สัปดาห์ ถ้าอาการไม่น่าไว้วางใจ ควรส่งต่อให้แพทย์เป็นผู้ดูแลรักษา เพื่อมิให้เกิดอันตรายแก่มารดา</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การดูแลรักษาหญิงที่มีทารกตายในครรภ์</h4>
<p>การที่ทารกตายในครรภ์เพราะส่งเลือดมาเลี้ยงตามสายสะดือไม่เพียงพอ หรือขาดใจตายการคลอดก็คลอดออกได้ ถ้ามดลูกทำงานได้ดีและผู้คลอดก็ไม่เสียเลือดมากเกินไป มดลูกอาจหมดกำลังก่อนทารกเกิด หรือหลังจากทารกเกิดแล้วฉะนั้นอันตรายของผู้คลอดมีมาก ถึงแม้ว่ารกและทารกเกิดออกมาแล้วก็ยังหาพ้นอันตรายไม่</p>
<p>ทารกตายในครรภ์มีอาการดังนี้ อยู่ดีๆ เจ็บท้องรุนแรง ด้านหนึ่งด้านใดของมดลูก มดลูกมีการหดรัดตัว และเจ็บเมื่อเวลาถูกต้อง หน้าท้องตึง และเลือดออกทางช่องคลอดหรือมีอาการตกเลือดฟังเสียงหัวใจทารกหากไม่ได้ยิน และทารกไม่ดิ้น</p>
<p>การปฎิบัติ ต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที ช่วยป้องกันการช็อค หรือให้ยาบำรุงหัวใจ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>กาารดูแลหญิงแท้งบุตรรกติด</h4>
<p>เมื่อมีการหดรัดตัวของมดลูก รกก็จะหลุดออกจากที่เกาะในมดลูก แต่ถ้ามดลูกหมดกำลังหดตัวอ่อนลง ซึ่งเกิดจากมดลูกได้บีบทารกให้คลอดแรงมากเกินไป ทำให้ไม่มีกำลังบีบรกให้หลุดออก รกนั้นก็ไม่หลุด ส่วนที่จะช่วยให้เอารกออกนั้น ควรเป็นหน้าที่ของแพทย์ปัจจุบัน</p>
<p>แต่ถ้าทารกนั้นแท้งรกไม่หลุดเพราะว่ารกนั้นไม่แก่พอที่จะหลุดออกมาจากมดลูกเหมือนผลไม้ที่ยังอ่อนและดิบอยู่ จึงไม่ยอมหลุดออกจากมดลูกได้ง่าย จึงเป็นเหตุให้สตรีที่แท้งลูกมีรกติดโดยมาก และยังเกิดจากปากมดลูกยังเปิดไม่พอ ให้คนไข้นอนพักนิ่งๆ ให้อาหารแต่ควร</p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 50px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1014-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="" title="1014-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1014-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1014-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1014-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1014-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1014-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1014-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-4/1014-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3 style="text-align: center;">4. การเจริญของครรภ์ ( ครรภ์ปริมณฑล )</h3>
<p>สตรีผู้ใดมีครรภ์ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปถึง 10 เดือน และเป็นไข้ ให้แก้ด้วยยา โกฐสอ โกฐเขมา โกฐหัวบัว โกฐเชียง โกฐก้านมะพร้าว เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนเยาวพาณี เทียนสัตตบุษย์ ดอกสัตตบุษย์ ดอกบัวเผื่อน ดอกบัวชม ดอกสินจง ดอกจงกลนี กฤษณา กระลำพัก ชะลูด ขอนดอก จันทน์แดง จันทน์ขาว สน กรักขี เทพทาโร สมุลแว้ง อบเชยเทศ รากสามสิบ ยา 27 สิ่งนี้ ส่วนเท่ากัน ต้ม 3 เอา 1 กิน แล้วรักษาไข้ในครรภ์ตลอดไปแต่ต้นจนปลายดีนัก</p>
<p>อีกวิธีหนึ่งเอา แก่นขี้เหล็ก แก่นสะเดา แก่นสน จันทน์แดง จันทน์ขาว รากหญ้านาง ผลมะขามป้อม ผลกระดอม บอระเพ็ด ผลมะตูมอ่อน หัวแห้วหมู ฝักราชพฤกษ์ ก้านสะเดา 33 ก้าน ยา 13 สิ่งนี้ เอาส่วนเท่ากัน ต้ม 3 เอา 1 กินแก้ครรภ์รักษาและแก้ไข้เป็นต่างๆ ให้จับ ให้ลง ให้รากเป็นโลหิต และพิษโลหิตทำต่างๆ ถึงคลอด แท้งลูก โลหิตทำให้ร้อนและหนาว ให้ระส่ำระสายก็ดี ให้กินยานี้ และมียารักษาครรภ์อยู่ในคัมภีร์ปฐมจินดา</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์</h4>
<ul>
<li><strong>สัปดาห์ที่ 1</strong> อสุจิของผู้ชายเข้าผสมกับไข่สุกของผู้หญิงแล้ว</li>
<li><strong>สัปดาห์ที่ 2 </strong>เกิดเป็นกระดูกอ่อน แล้วเกิดเนื้อสมองและประสาท แล้วเกิดเป็นปลอดขึ้นภายในติดต่อเรื่อยมา หลอดภายในนี้ต่อไปจะเป็นหัวใจ</li>
<li><strong>สัปดาห์ที่ 3</strong> ทารกจะมีลักษณะเหมือนตัวด้วง</li>
<li><strong>ย่างเข้าครบ 1 เดือน</strong> จะเกิดเป็นช่องต่างๆ ขึ้นภายในคือ ช่องทรวงอก และช่องท้อง  ขณะนี้หลอดที่เป็นหัวในก็จะมีอาการเริ่มเต้นสั่นระริกๆ น้อยๆ ตัวทารกจะเริ่มมีปุ่มออกข้างๆ พอสังเกตุได้ต่อไปจะเป็นมือและเท้า</li>
<li><strong>เข้าสัปดาห์ที่ 5</strong> เนื้อประสาทที่เกิดขึ้นภายในเจริญเห็นได้ชัด ขณะนี้ทารกจะโตขึ้นประมาณ 1 นิ้ว พอเห็นได้ว่าทางใดเป็นหัว ทางใดเป็นเท้า ทางหัวโตกว่าทางเท้า  และลำไส้ภายในยาวตลอดตัว มองเห็นเป็นจุดดำๆ นี้คือลูกตา จะเห็นหลอดนี้อยู่ข้างใน หลังหลอดนี้จะไหวตัวได้เสมอ ต่อไปจะเป็นหัวใจ และจะมีหลอดอีกอันหนึ่งจะเป็นลำไส้ต่อไปด้วย</li>
<li><strong>ย่างเข้าเดือนที่ 2 </strong>เกิดเยื่อบางๆ หุ้มจุดดำทั้งภายนอกและภายในโดยรอบตัว และมีสายสะดือยาวประมาณ 3 นิ้ว เท่ากับตัวทารก มองเห็นมีปาก จมูก หู ตา มือ เท้า งอกเจริญขึ้นเป็นจุดดำๆ รวมทั้งกายโตประมาณเท่าไข่ไก่</li>
<li><strong>ย่างเข้าเดือนที่ 3 </strong>นิ้วมือ นิ้วเท้าเริ่มแยกเป็นนิ้วๆ รวมทั้งตัวโตเท่าไข่ห่าน สายสะดือและตัวยาวเท่ากัน 5 นิ้ว ฟังเสียงที่หน้าท้องมารดาจะได้ยินเสียงหัวในทากรกเต้นเท่ากับครบ 3 เดือน</li>
<li><strong>ย่างเข้าเดือนที่ 4</strong> อวัยวะในตัวทารกเกิดเกือบพร้อมหมด แต่ตาไม่มี เล็บมือ เล็บเท้าเริ่มงอก ทารกในครรภ์เริ่มดิ้นได้แล้ว ถ้าท้องสาวจะไม่รู้สึก ถ้ามารดาท้อง  2-3 แล้วจะสังเกตุได้ดีในเดือนนี้ สายสะดือและตัวทารกจะยาว 6 นิ้วเท่ากัน</li>
<li><strong>ย่างเข้าเดือนที่ 5 </strong>จะได้ยินเสียงทารกในครรภ์ถนัด นับได้ว่าเต้นนาทีละกี่ครั้ง การฟังเสียงหัวใจทารกต้องฟังที่ใกล้สะดือมารดา รอบๆ สะดือ อวัยวะมีครบบริบูรณ์ เช่น ผมสีดำ ลืมตาหลับตาได้บ้างแล้ว สายสะดือและตัวยาว 9 นิ้ว</li>
<li><strong>ย่างเข้าเดือนที่ 6 </strong>เล็บทารกยังงอกไม่เต็มที่ สายสะดือและตัวยาว 12 นิ้ว เท่ากับตัวทารก ถ้าคลอดในเดือนนี้ บางทีเลี้ยงรอดได้ แต่ต้องใช้ความร้อนเลี้ยงร่างกายให้อบอุ่น ให้เพียงพอเท่ากับอยู่ในครรภ์มารดาจึงจะรอดได้ บางทีคลอดได้เพียง 12 วันก็ตาย เหตุที่ทารกตายเพราะกรดแลคติคในกระเพาะอาหารทารกไม่มี ทำให้ไม่เกิดการย่อยของน้ำนม เมื่อทารกกินนมเข้าไปแล้วเกิดอาการท้องเสียไม่มีสารอาหารไปเลี้ยงร่างกาย เลือดเนื้อในร่างกายทารกเสียหมด หากทารกนี้เลี้ยงรอดต่อไปก็ไม่แข็งแรงมักจะขี้โรค ออดแอด และอ่อนแอ</li>
<li><strong>ย่างเข้าเดือนที่ 7 </strong>ถ้าทารกคลอดเดือนนี้ เลี้ยงรอดได้ แต่ห้ามไม่ให้อาบน้ำเย็น ให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นๆ เช็ดตัวทารกให้แห้ง ทาด้วยน้ำมันสกัด หรือน้ำมันมะพร้าวตามตัวทารก เอาผ้าสำลีหุ้มห่อตัวทารกไว้เสมอ เพื่อให้ความอบอุ่นเพียงพอ ควรให้อาหารคือเกลือละลายน้ำพอกร่อยๆ หยดให้กินทีละน้อยๆ 2-3 วันแล้วจึงให้น้ำนมต่อไป</li>
<li><strong>ย่างเข้าเดือนที่ 8 </strong>ทารกจะมีอวัยวะครบทุกอย่าง ถ้าทารกคลอดในเดือนนี้เลี้ยงได้ง่าย ปฎิบัติเช่นเดียวกับเด็กที่เกิดในเดือน 7 ทารกและสายสะดือยาว 16 นิ้ว</li>
<li><strong>ย่างเข้าเดือนที่ 9 </strong>เป็นทารกที่ครบกำหนดคลอด อวัยวะครบถ้วนทุกอย่าง สายสะดือและตัวยาว 17 นิ้ว หัวใจเด็กผู้หญิงเต้น ( 130 &#8211; 140 ครั้ง / นาที ) เร็วกว่าเด็กผู้ชาย ( 125 &#8211; 130 ครั้ง / นาที ) ฟังจากหน้าท้องมารดา รอบๆสะดือห่างประมาณ 3 นิ้วจะได้ยินเสียงชัด ต่อไปจะเริ่มเจ็บท้องเตือน และเจ็บท้องคลอด</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4>กิริยาทารกในครรภ์</h4>
<p>ทารกเมื่ออยู่ในครรภ์ งอตัวอยู่ในมดลูก และลอยอยู่ในน้ำคร่ำ มีสายสะดือติดต่ออยู่กับรกและดิ้นพลิกตัวไปมาได้รอบๆ โดยมีน้ำคร่ำหล่ออยู่ เมื่อทารกโตประมาณ 3 เดือนเศษ ใช้กำลังแขนขา มือ เท้าถีบกระทุ้งตามข้างมดลูก ซึ่งมารดาจะรู้สึกได้ว่าทารกดิ้น หัวใจทารกก็เต้นด้วย ทารกในครรภ์ถ่ายอุจจาระและปัสสาาวะได้บ้าง แต่ไม่มากเหมือนทารกนอกครรภ์</p>
<p>ทารกในครรภ์ ได้รับอาหารจากโลหิตของมารดา ซึ่งมาตามสายสะดือ โดยมีการแลกเปลี่ยนอาหารจากโลหิตแดงของมารดา ไหลเวียนกลับมาบำรุงเลี้ยงทารก สายสะดือสำคัญมาก ถ้าเป็นปม ขอด หรือถ้าทารกกดทับหรือพันที่คอ และพันตามขาหนีบมากเกินไป ทำให้การส่งอาหาารไปมาไม่สะดวก ก็จะทำให้ทารกในครรภ์มีร่างกายไม่สมบูรณ์อาจจะเป็นเด็กอ่อนแอหรือเล็กแคระ บางทีเป็นลูกกรอก ชาวบ้านนับถือเป็นส่ิงศักดิ์สิทธิ์</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>ครรภ์ผิดปกติ หรือ การตั้งครรภ์ผิดปกติ</h4>
<p>การตั้งครรภ์ผิดธรรมดา คือ รกเกาะติดอยู่ที่ปากมดลูก เมื่อเป็นดังนี้ถึงเวลาคลอด รกจะต้องออกมาก่อนจึงทำให้เลือดออกมามาก สตรีผู้คลอดมักตาย</p>
<p>การช่วยเหลือ ต้องรีบผ่าท้องคลอดรกออกและช่วยให้ทารกคลอดโดยเร็ว และช่วยระงับโลหิตแล้วส่งแพทย์ด่วน</p>
<p>ไข่สุกที่ผสมแล้วไปติดอยู่ที่หลอดปากแตร มักเป็นแก่หญิงที่เคยมีบุตรแล้ว ส่วนสตรีสาวนั้นมักไม่ค่อยเป็น เมื่อเป็นเช่นนี้ ถุงหุ้มตัวเด็กจะแตกออก มักทำให้สตรีนั้นเป็นอันตราย แม้ว่าจะรู้สึกว่าการตั้งครรภ์นั้นผิดปกติ ทำให้มีอาการผิดปกติ เช่น มีระดูหยุดเหมือนตั้งครรภ์ธรรมดา แต่ท้องนั้นไม่โต คือไม่นูนออกมากลางท้อง แต่กลับไปนูนข้างๆ ท้องตามที่ทารกติดอยู่ ถ้าพบเช่นนี้ในระหว่างตั้งครรภ์ 2-4 สัปดาห์ สมควรทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้ทารกตาย ( เป็นหน้าที่ของแพทย์แผนปัจจุบัน ) การทำเช่นนี้บางทีช่วยมารดาได้ เมื่อทารกตายแล้วไม่ต้องวิตกกังวล ในระยะต่อมาจะสลายตัวไปเอง ( ควรพบแพทย์โดยเร็วเมื่อพบอาการผิดปกติของการตั้งครรภ์เช่นนี้ ) โดยร่างกายมารดาทำการดูดซึมคือสายสะดือจะกลืนหายไปเอง การตั้งครรภ์วิปลาสจะไม่พบบ่อย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>โรคแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์</h4>
<ul>
<li><strong>อาเจียนอย่างรุนแรง </strong>หลังอายุครรภ์ได้ 16 สัปดาห์ อาการคลื่นไส้อาเจียนยังไม่หายไป บางรายอาจเป็นจนกระทั่งคลอด รายที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ซึม ผิวหนังแห้ง ลิ้นแห้ง ลิ้นเป็นฝ้า ริมฝีปากแห้งแตก ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น ปัสสาวะน้อย สีเข้ม เป็นอาการของภาวะขาดน้ำหรือขาดสารอาหาร</li>
</ul>
<p><strong>การช่วยเหลือ </strong>ควรได้รับการรักษา ตั้งแต่แรกจะได้ผลดีกว่าทอดทิ้งไว้นาน</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>โรคพิษแห่งครรภ์ หรือโรคครรภ์เป็นพิษ </strong>มักพบหลังอายุครรภ์ได้ 28 สัปดาห์ไปแล้ว มักเกิดขึ้นในมารดาที่มีครรภ์แฝด เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง หรือมีการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก</li>
</ul>
<p><strong>อาการ </strong>ความดันโลหิตสูง เมื่อวัดความดันโลหิตขณะตั้งครรภ์จะวัดได้สูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท หรือความดันเพิ่มจากครั้งก่อนมาก มีอาการบวมมากกว่าปกติ คือบวมที่ขา เท้า มือ ท้อง และหน้า จะสังเกตได้จากการชั่งน้ำหนักขณะตั้งครรภ์ ถ้าเพิ่มมากกว่าสัปดาห์ละ 1/2 กิโลกรัม ควรสังเกตครั้งต่อไป นอกจากนี้ยังมีอาการปวดหัว ตามัว ตาพร่า หรือมีไข่ขาวในปัสสาวะ หรืออาจมีอาการชักเกิดขึ้นได้</p>
<p><strong>การช่วยเหลือ </strong>ต้องแนะนำให้มาตรวจครรภ์อย่างสม่ำเสมอ หรือเมื่อมีสภาพผิดปกติดังกล่าวข้างต้น ควรมาพบแพทย์โดยด่วน</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>โรคหัวใจ </strong>ถ้าเกิดในหญิงตั้งครรภ์จะมีอันตราย เพราะขณะหญิงตั้งครรภ์หัวใจต้องทำงานมากกว่าคนปกติอยู่แล้ว ฉะนั้นถ้าคนที่มีอาการโรคหัวใจมากๆ จะตั้งครรภ์ไม่ได้ แพทย์อาจต้องพิจารณาให้ทำแท้งเพื่อช่วยชีวิตของมารดา และในรายที่ตั้งครรภ์ได้แพทย์จะต้องช่วยเหลือในการคลอดด้วยหรือในระยะครรภ์อาจต้องพักผ่อนหรือได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด</li>
</ul>
<p><strong>การช่วยเหลือ</strong> เราสามารถถามอาการจากการตรวจครรภ์ว่า เคยมีอาการเหนื่อยบ่อยๆ หรือไม่ ถ้าพบหญิงเป็นโรคหัวใจ ต้องมาให้แพทย์ตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอและทำคลอดเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><strong>ท่อทางเดินปัสสาวะอักเสบ </strong>มักเกิดในท้องแรก เมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 24 สัปดาห์</li>
</ul>
<p><strong>อาการ </strong>ปวดท้องอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณบั้นเอว มีไข้สูง หนาวสั่น ชีพจรเต้นเร็ว ปัสสาวะขุ่นข้น</p>
<p><strong>การช่วยเหลือ </strong>ส่งต่อให้แพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง มิฉะนั้นอาจเกิดกาารติดเชื้ออย่างรุนแรง และอาจแท้งได้</p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 50px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 100px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h3 style="text-align: center;">สารบัญ บทความ แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์</h3>
</blockquote>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<ul>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/table-of-contents-articles-on-traditional-thai-medicine-and-midwifery/">สารบัญ บทความ แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์</a></li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 100px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div>
</div><p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-4/">แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 4 การปฎิสนธิ และการตั้งครรภ์</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 1-3</title>
		<link>https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-1-3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[vayogroup]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Jul 2023 12:44:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผดุงครรภ์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 1]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://farm.vayo.co.th/blog/?p=7349</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทที่ 1 : ความหมายและบทบาทหน้าที่ของผดุงครรภ์ไทย<br />
การผดุงครรภ์ คือ การดูแลมารดาและทารก ตั้งแต่ผู้หญิงเริ่มตั้งครรภ์จนถึงหลังคลอด</p>
<p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-1-3/">แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 1-3</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h3 style="text-align: center;">บทที่ 1 : ความหมายและบทบาทหน้าที่ของผดุงครรภ์ไทย</h3>
</blockquote>
<ul>
<li><strong>การผดุงครรภ์ คือ</strong> การดูแลมารดาและทารก ตั้งแต่ผู้หญิงเริ่มตั้งครรภ์จนถึงหลังคลอด</li>
<li><strong>การทำคลอด </strong>ถ้าผดุงครรภ์เห็นว่า กาารคลอดออกไม่เป็นที่ไว้วางใจ ก็ให้รีบส่งต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลที่จะให้การช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด</li>
<li><strong>ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ สาขาผดุงครรภ์</strong> จะทำการคลอดได้เฉพาะรายที่มีครรภ์ปกติ ส่วนเรื่องของการข่มท้อง การตรวจภายในช่องคลอด หรือ การใช้เครื่องมือไม่ได้ต้ม นึ่งมาตัดสายสะดือทารก ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อมารดาและทารกได้นั้น ห้ามมิให้ปฎิบัติ</li>
<li><strong>ป้องกันมิให้ทารกเกิดโรคในการคลอด</strong> โดยต้องใช้ยาจำพวกฆ่าเชื้อโรค ( Antiseptic ) หรือเครื่องมือต่างๆ ต้องต้ม นึ่ง เพื่อฆ่าเชื้อโรค</li>
<li><strong>รักษาความสะอาดมารดาก่อนคลอดบุตร</strong> ควรให้มารดาอาบน้ำอุ่นฟอกสบู่หรือน้ำผสมยาฆ่าเชื้อโรค เช่น น้ำด่างทับทิมเจือปนเล็กน้อย ล้างตัวให้สะอาด ผ้านุ่งต้องสะอาด ตากแดดให้สะอาดหรือนึ่งก่อน</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h3 style="text-align: center;">บทที่ 2 : จรรยาผดุงครรภ์ไทย มี 10 ประการ</h3>
</blockquote>
<ul>
<li>มีเมตตาต่อคนไข้</li>
<li>ไม่โลภเห็นแก่ลาภ</li>
<li>ไม่โอ้อวดความรู้</li>
<li>ไม่หวงกีดกันความรู้ผู้อื่น ที่มีความรู้ดีกว่าตน</li>
<li>ไม่ลุแก่อำนาจและอคติ</li>
<li>ไม่หวั่นไวต่อสิ่งที่เป็นโลกธรรม 8 ( 1. มีลาภ 2. เสื่อมลาภ 3. มียศ 4. เสื่อมยศ 5. สรรเสริญ 6. นินทา 7. สุข 8. ทุกข์ )</li>
<li>มีความละอายต่อบาป</li>
<li>ไม่เป็นคนเกียจคร้าน</li>
<li>มีสติไตร่ตรอง</li>
<li>ไม่มีสันดานมัวเมา</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/9999-01-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="ผดุงครรภ์ แพทย์แผนไทย อวัยวะเพศชาย" title="ผดุงครรภ์ แพทย์แผนไทย อวัยวะเพศชาย" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/9999-01-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/9999-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/9999-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/9999-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/9999-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/9999-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-1-3/9999-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h3 style="text-align: center;">บทที่ 3 : สรีระร่างกายของหญิงและชายวัยเจริญพันธุ์</h3>
</blockquote>
<h4><strong>1. สรีระร่างกายของหญิงที่แตกต่างกับชาย</strong></h4>
<ul>
<li><strong>ระบบอวัยวะสืบพันธุ์ของชายประกอบด้วย</strong> ต่อมอัณฑะ ท่อน้ำอสุจิ องคชาติ</li>
<li><strong>ต่อมอันฑะของชายมีหน้าที่</strong> ผลิตน้ำอสุจิและกลั่นตัวอสุจิ ผลิดตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน ส่งน้ำอสุจิไปตามท่อสองสาย ( คำสามัญชนเรียกว่า สายสองสลึง ) ไปพักอยู่ที่ถุงน้ำกามซึ่งติดอยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะทั้งสองข้าง มีลักษณะเป็นน้ำเมือกขาวข้น ออกมาครั้งละ 3-4 ช้อนกาแฟ</li>
<li><strong>เมื่ออายุครบ 16 ปีบริบูรณ์</strong> จึงจะมีตัวอสุจิ จะเกิดบุตรได้จนถึง 70-80 ปี จึงจะหมดการมีบุตร แต่ก็ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับกำลังของบุคคลนั้น</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1004-01-1-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="ผดุงครรภ์ แพทย์แผนไทย อวัยวะเพศหญิง" title="ผดุงครรภ์ แพทย์แผนไทย อวัยวะเพศหญิง" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1004-01-1-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1004-01-1-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1004-01-1-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1004-01-1-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1004-01-1-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1004-01-1-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-1-3/1004-01-2/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<ul>
<li><strong>ระบบอวัยวะสืบพันธุ์หญิงประกอบด้วย</strong> มดลูก รังไข่ ช่องคลอด</li>
<li><strong>มดลูก </strong>เป็นกล้ามเนื้อ 3 ชั้นหนาเหนียวแข็งแรงมาก 1.จะไขว้กันตามยาว 2. ไขว้ตามขวาง 3.ไขว้เฉลียง มดลูกทรงตัวลอยอยู่ได้ด้วยเอ็นยึดไว้ทั้งสองข้าง ถ้าเอ็นนี้ขาดหรือหลุด จะทำให้มดลูกออกมาจุกที่ปากช่องคลอด หรือออกมานอกช่องคลอด ( คำสามัญชนเรียกว่า กระบังลม หรือดากออก )</li>
<li><strong>ภายในมดลูก </strong>เป็นโพรงรูปห้องสามเหลี่ยมแบนๆ มีช่องหนึ่งเป็นทางช่องคลอด อีก 2 ช่องอยู่ที่ก้นมดลูก ออกไปทางซ้ายและขวา เรียกว่าปีกมดลูกซ้าย ขวา</li>
<li><strong>ปีกมดลูก</strong> เป็นหลอดทางเดินไข่สุกเข้าไปโพรงมดลูก ปากหลอดเป็นเนื้อบานๆ เหมือนปากแตร สำหรับรับไข่สุก</li>
<li><strong>ไข่สุก </strong>เมื่อหล่นออกจากรังไข่ จะเคลื่อนเข้าสู่หลอดปากแตร ผ่านปีกมดลูกไปสู่โพรงมดลูก</li>
<li><strong>ช่องคลอด </strong>ยาวตั้งแต่ปากมดลูกถึงปากช่องคลอด 5-6 นิ้ว มีลักษณะคล้ายลำไส้ยืดหดตัวได้ ภายในเป็นหนังย่นๆ และเปียกชุ่มอยู่เสมอ</li>
<li><strong>ปลายช่องคลอดตรงปากมดลูก</strong> มีแอ่งสำหรับรองรับน้ำอสุจิ มีลักษณะเป็นกรดครึ่งด่าง</li>
<li><strong>ถ้ามีสภาพเป็นกรดมากเกินไป</strong> หรือ ปากมดลูกอักเสบมีสภาพเป็นกรด จะทำให้ตัวอสุจิอ่อนกำลังหรือตายไป</li>
<li><strong>ถ้ามีกรดน้อยหรือมีสภาพเป็นด่าง </strong>จะทำให้ตัวอสุจิเกิดกำลัง ส่งเสริมให้วิ่งเข้าไปในมดลูกมีจำนวนนับเป็นล้านๆ ตัว</li>
<li><strong>ถ้าตัวใดมีกำลังแข็งแรง </strong>ก็จะวิ่งเข้าไปได้ก่อน โดยใช้หางกระดิกเพื่อค้นหาไข่สุกของหญิง</li>
<li><strong>ตัวอสุจิมีลักษณะ </strong>คล้ายลูกอ้อด คือ หัวกลม ตัวแบน มีหางกระดิกได้ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ใช้ว่ายไปหาไข่สุก</li>
<li><strong>ตัวอสุจิและไข่สุก </strong>ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องจึงจะมองเห็น</li>
<li><strong>ผู้หญิงมีไข่สุก </strong>ครบกำหนด 22 วันจึงจะสุกครั้งหนึ่ง</li>
<li><strong>เมื่อไข่สุก </strong>ก็จะพองตัวออก  ตกออกจากรังไข่หนึ่งเม็ด ก็ผสมได้หนึ่งชีวิต ถ้าตก 2-3 เม็ด ก็จะเกิดลูกแฝด</li>
<li><strong>ไข่ที่ตกออกจากรังไข่ </strong>จะเคลื่อนเข้าสู่ท่อปากแตรทันที</li>
<li><strong>อยู่ในท่อปากแตร </strong>6-7 วัน จึงจะเดินทางเข้าถึงโพรงมดลูก</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<ul>
<li><strong>พระคัมภีร์มหาโชตรัตน์</strong> บันทึกว่า สตรีมีความแตกต่างจากผู้ชาย 4 ประการ คือ ถันประโยธร ( เต้านม ) จริตกิริยา ที่ประเวณี ( ช่องคลอด ) ต่อมเลือดระดู</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img loading="lazy" decoding="async" width="2560" height="1280" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1005-01-1-scaled.jpg" class="vc_single_image-img attachment-full" alt="ผดุงครรภ์ แพทย์แผนไทย ไข่แบ่งเซลส์" title="ผดุงครรภ์ แพทย์แผนไทย ไข่แบ่งเซลส์" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1005-01-1-scaled.jpg 2560w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1005-01-1-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1005-01-1-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1005-01-1-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1005-01-1-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2023/07/1005-01-1-2048x1024.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 2560px) 100vw, 2560px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-1-3/1005-01-2/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h4>2. ต่อมเลือดระดู</h4>
<ul>
<li><strong>ผู้หญิงคนเมืองร้อน </strong>จะเริ่มมีระดูอายุ 12-13 ปี</li>
<li><strong>ผู้หญิงคนเมืองหนาว</strong> จะเริ่มมีระดูอายุ 14-15 ปี</li>
<li><strong>เด็กอยู่ในสถานที่ยั่วยวน</strong> เช่น พวกละคร ลิเก หรือในหมู่ที่มีสิ่งเร้าใจ ( เช่น ในหมู่หญิงโสเภณี ) อาจมีระดูเร็วกว่าพวกอยู่ตามเรือกสวยไร่นา</li>
<li><strong>เด็กผู้หญิงเมื่อมีระดูครบกำหนด </strong>มักจะมีจริตกิริยา รู้จักอายมากขึ้น เต้านมจะคัดแข็ง เป็นไต มดลูกจะขยายตัวขึ้น มีอาการปวดตึงที่มดลูก</li>
<li><strong>เมื่อมีระดูครั้งแรก</strong> มักมีอาการ ปวดศรีษะ หงุดหงิด บางคนเป็นไข้ อาการเหล่านี้จะเริ่มทีละน้อยๆ ก่อนหน้าที่ระดูจะมาประมาณ 3-4 วัน แล้วจะมีระดู</li>
<li><strong>ระดูจะออกมา </strong>3-4 วัน หรือ 5 วัน ออกมาประมาณ 10-15 ช้อนโต๊ะ ก็จะจางจนหยุด อาการต่างๆ ก็จะหายไป</li>
<li><strong>รอบระดู </strong>ตามปกติมีกำหนด 28 วัน จึงจะออกครั้งหนึ่ง บางคนมี 20 วัน ถึง 30 วัน ก็มี บางคนมีแล้วหยุดไปนานๆ หลายๆ ปี แล้วกลับมามีอีก ลักษณะเช่นนี้ก็ไม่ได้เป็นโรค เพราะร่างกายปกติดี ในบางคนที่เป็นโรคระดูอาจเคลื่อนได้</li>
<li><strong>ในร่างกายผู้หญิงมีโลหิตมากกว่าชาย </strong>เพราะผู้หญิงต้องเสียโลหิตระดูทุกเดือน เมื่อมิได้ตั้งครรภ์ก็จะขับถ่ายออกไป</li>
<li><strong>ระดูออกจาากไหน เวลาใด </strong>ในวันที่รู้สึกว่าเต้านมคัดแข็ง ปวดตึงที่มดลูก เป็นวันที่ไข่สุกร่างกายจึงเปลี่ยนแปลงผิดไปจากธรรมดา ผิวหนังที่เป็นเยื่อบางๆในโพรงมดลูกที่ไว้รองรับไข่สุกหนาขึ้น มีโลหิตมาคั่งรวมอยู่มาก จึงมีอาการตึงและปวดมดลูก ผิวหนังที่เป็นเยื่อบางๆในโพรงมดลูกนั้นแตกออก เนื่องจากไม่ได้ผสม โลหิตจึงไหลออกมาเป็นระดูประจำเดือน มีไข่สุกที่ไม่ได้ผสมออกมาด้วย</li>
<li><strong>ถ้าไข่สุกและมีการผสมกับอสุจิ </strong>เยื่อบางๆ ผิวหนังในโพรงมดลูกจะไม่แตกออกเป็นโลหิต แต่จะห่อหุ้มไข่ไว้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงทารก จะไม่มีระดูออกมาเรียกว่า ได้มีการปฎิสนธิแล้ว</li>
<li><strong>เลือดระดู </strong>ควรเป็นสีเลือดสดๆที่ออกจากแผลใหญ่ ไม่มีกลิ่นหรือเป็นลิ่ม เป็นก้อน หรือเป็นสีดำข้นแข็ง ถ้ามีกลิ่นโสโครก อาจสงสัยเป็นโรคระดู</li>
<li><strong>ผู้หญิงหมดประจำเดือน </strong>อายุ 45-55 ปี ( ผู้หญิงบางคนอาจหมดประจำเดือนเมื่ออายุ 37 ปี ก็มี )</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 100px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 100px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h3 style="text-align: center;">สารบัญ บทความ แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์</h3>
</blockquote>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<ul>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/table-of-contents-articles-on-traditional-thai-medicine-and-midwifery/">สารบัญ บทความ แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์</a></li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 100px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div>
</div><p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/midwifery-chapter-1-3/">แพทย์แผนไทย ผดุงครรภ์ บทที่ 1-3</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
