<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิธีการเพาะเห็ดแชมปิญอง หรือ เห็ดกระดุม Archives - วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</title>
	<atom:link href="https://farm.vayo.co.th/blog/tag/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%ad/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://farm.vayo.co.th/blog/tag/วิธีการเพาะเห็ดแชมปิญอ/</link>
	<description>Natural agriculture and holistic health center</description>
	<lastBuildDate>Wed, 24 Jan 2024 03:18:16 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	
	<item>
		<title>วิธีการเพาะเห็ดแชมปิญอง หรือ เห็ดกระดุม</title>
		<link>https://farm.vayo.co.th/blog/champignon-mushroom/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[vayogroup]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Jun 2021 09:37:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เห็ด]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการเพาะเห็ดแชมปิญอง หรือ เห็ดกระดุม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://farm.vayo.co.th/blog/?p=1590</guid>

					<description><![CDATA[<p>เห็ดแชมปญองจัดเปนเห็ดเศรษฐกิจที่มีความสําคัญมากที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง โดยเริ่มเพาะกัน ในประเทศฝรั่งเศสก่อนเมื่อ 300 ปีที่ผานมา ต่อมาไดมีการแพร่ขยายการเพาะเห็ดชนิดนี้ออกไปทั่วโลก ประเทศสหรัฐอเมริกาจัดเปนประเทศที่มีการผลิตเห็ดชนิดนี้มากที่สุด...</p>
<p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/champignon-mushroom/">วิธีการเพาะเห็ดแชมปิญอง หรือ เห็ดกระดุม</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper" id="wpb-content-root"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p><span style="font-weight: 400;">เห็ดแชมปิญองจัดเปนเห็ดเศรษฐกิจที่มีความสําคัญมากที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง โดยเริ่มเพาะกันในประเทศฝรั่งเศสก่อนเมื่อ 300 ปีที่ผ่านมา ต่อมาได้มีการแพร่ขยายการเพาะเห็ดชนิดนี้ออกไปทั่วโลก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเทศสหรัฐอเมริกาจัดเป็นประเทศที่มีการผลิตเห็ดชนิดนี้มากที่สุด แต่ประเทศจีนและไต้หวันจัดเป็นประเทศที่ส่งเห็ดแชมปิญองสดขายเป็นสินค้าขาออกมากที่สุด ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีการผลิตเห็ด แชมปิญองมากนัก และมีการสั่งเห็ดแชมปิญองเปนสินค้านําเข้าประมาณ 400 ตันต่อปี </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเพาะเห็ด แชมปิญองในประเทศไทยเริ่มต้นเมื่อปลายปี พ.ศ.2513 โดยบริษัทเอกชนได้จ้างผู้เชี่ยวชาญมาเพาะเห็ดแชมปิญองที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นผลสําเร็จ แต่ผลผลิตของเห็ดยังไม่ดีเท่าที่ควร ต่อมาได้มีการปรับปรุงเทคนิควิธีการเพาะและขยายการเพาะเห็ดชนิดนี้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสภาพภูมิอากาศทางภาคเหนือของประเทศเหมาะสมต่อการเพาะเห็ดชนิดนี้มาก ประกอบกับวัสดุที่ใช้ในการเพาะได้แก่ ฟางข้าว ไม้ไผ่ และแรงงาน ฯลฯ ของมีอย่างมากมายและราคาถูก </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">จึงทําให้การเพาะเห็ดแชมปิญองในประเทศ ไทยได้เปรียบกว่าต่างประเทศมาก เป็นที่เชื่อได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้หากมีการส่งเสริมการเพาะเห็ดแชมปิญองอย่างจริงจังแล้วประเทศไทยจะเป็นแหล่งสําคัญแหล่งหนึ่งในการผลิตเห็ดแชมปิญอง ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินตราในการสั่งซื้อเห็ดแชมปิญองจากต่างประเทศ และสามารถส่งเห็ดแชมปิญองเป็น สินค้าออก ทํารายได้เข้าสู่ประเทศต่อไป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่านักวิชาการสามารถที่จะปรับปรุงพันธุ์เห็ดแชมปิญองจนได้พันธุ์ที่ทนร้อน  แต่สภาพที่</span><span style="font-weight: 400;">เหมาะสมต่อการผลิตเห็ดแชมปิญองคือ พื้นที่ทางแถบภาคเหนือของประเทศไทยเนื่องจากมีสภาพเหมาะสมต่อการเพาะเห็ดแชมปิญองหลายประการคือ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> สภาพอุณหภูมิอุณหภูมิทางแถบภาคเหนือจะลดต่ำลงมากในช่วงปลายเดือนตุลาคม</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">อุณหภูมิจะลดลงเหลือ 21-25 องศาเซลเซียส </span><span style="font-weight: 400;">ช่วงฤดูกาลที่เหมาะสมต่อการเพาะเห็ด คือช่วงปลายเดือน พฤศจิกายนถึงต้นเดือนกุมภาพันธุ์  เพราะอุณหภูมิในช่วงนี้ลดเหลือ 16-18 องศาเซลเซียส</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหมาะต่อการพัฒนาการของดอกเห็ดมาก ถึงแม้ว่าอุณหภูมิในช่วงกลางคืนและกลางวันจะแตกต่างกันมากก็ตาม แต่สามารถช่วยได้โดยการฉีดน้ำช่วยในช่วงกลางวัน นอกจากนี้บริเวณพื้นที่บนภูเขาสูง ๆ จะมีอุณหภูมิค่อนข้างต่ำตลอดปี จึงเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการเพาะเห็ดแชมปิญอง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> วัสดุที่ใช้เพาะในพื้นที่แถบจังหวัดภาคเหนือเกษตรกรมีการปลูกข้าวเป็นพืชหลักเกือบทุก</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">พื้นที่จึงทำให้วัสดุหลักที่ใช้ในการเพาะเห็ดแชมปิญองมีเพียงพอ นอกจากนี้วัสดุที่ใช้เป็นอาหารเสริม เช่น มูลสัตว์  รำข้าว ฯลฯ ยังมีราคาถูกและสามารถหาซื้อได้ทั่ว ๆ ไปในท้องตลาด</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> แรงงานการเพาะเห็ดแชมปิญองจะใช้แรงงานค่อนข้างมาก โดยเฉพาะถ้าจะผลิตใน</span>ลักษณะโรงงานอุตสาหกรรม สำหรับปัญหาด้านแรงงานประเทศไทยได้เปรียบต่างประเทศมาก เพราะค่าแรงงานถูกกว่า</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> ตลาดและความต้องการเห็ดแชมปิญอง ทั้งภายในและต่างประเทศค่อนข้างสูง จึงไม่มี</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาด้านตลาดเหมือนกับเห็ดชนิดอื่น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ดแชมปิญอง</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการเพาะเลี้ยงเส้นใยเห็ดแชมปิญอง จะคล้ายกับการเพาะเลี้ยงเส้นใยเห็ดนางฟ้า นางรม ฯลฯ ซึ่งอาจทำได้หลายวิธี ได้แก่</span></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> การเพาะเลี้ยงสปอร์ </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> การต่อเชื้อเส้นใยจากการเพาะเลี้ยงสปอร์</span></li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ถ้าเปรียบเทียบกันทั้ง 3 วิธี จะพบว่า </strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเพาะเลี้ยงสปอร์ของเห็ดแชมปิญอง อาจให้ผลผลิตแตกต่างจากเดิมและพันธุ์ใหม่อาจให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ผลจากการทดลองพบว่า ผลผลิตที่ได้จะลดต่ำลง วิธีนี้จึงไม่นิยมใช้กันมากนัก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลี้ยงเชื้อโดยวิธีต่อเชื้อหรือต่อเส้นใยเห็ด ที่ได้จากการเลี้ยงด้วยสปอร์  เป็นวิธีที่นิยมใช้กันทั่ว ๆ ไป วิธีการนี้ต้องคอยหมั่นตรวจสอบลักษณะการเจริญเติบโตของเส้นใย </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">เส้นใยเห็ดที่เจริญแบบขาวฟูจะเจริญเติบโตช้ากว่าเส้นใยที่เจริญเป็นปกติ การที่เส้นใยที่มีลักษณะขาวเจริญเติบโตช้า ทำให้เสียเวลาและมีโอกาสที่เชื้อจุลินทรีย์อื่น ๆ โดยเฉพาะเชื้อไวรัสอาจเจริญปะปนได้ นอกจากนี้ยังให้ผลผลิตต่ำ การที่เส้นใยมีลักษณะขาวฟูนั้นอาจเกิดจากพันธุ์เห็ดและอาหารที่ใช้เลี้ยงเส้นใย จากการทดลองพบว่าลักษณะการผิดปกติของเส้นใยเกิดขึ้นน้อยในอาหารที่เป็นวุ้น </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>สายพันธุ์ของเห็ดแชมปิญอง</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เห็ดแชมปิญองที่เพาะกันทั่ว ๆ ไป ในรูปของการค้าสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ</span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> พันธุ์ดอกสีขาว เห็ดแชมปิญองมีสีขาวบริสุทธิ์  โคนก้านดอกค่อนข้างเล็กและยาว เห็ดแชม</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ปิญองพันธุ์นี้เป็นพันธุ์ที่มีคุณภาพดี สีขาวและรสชาติดี พันธุ์ดอกสีขาวที่เพาะกันทั่ว ๆ ไป ได้แก่ Snow White, Pure White, Golden White, Silver White, White King, White Queen</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> พันธุ์ดอกสีครีม จัดเป็นพันธุ์ดอกเห็ดที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดอกใหญ่สีครีม พันธุ์พวก</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">นี้ได้แก่ Sattons twenty century, Downing town, เบอร์ 49 และ 50</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> พันธุ์ดอกสีน้ำตาล จัดเป็นพันธุ์เห็ดแชมปิญองที่มีเนื้อแน่นกลิ่นหอม ก้านดอกสั้น ผลผลิต</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">สูง และทนร้อนได้ดี เห็ดพันธุ์นี้ก็คือ Best England  ซึ่งนิยมเพาะกันมากในประเทศอังกฤษ</span></p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper  "><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="922" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/01-ตารางธาตุอาหารของเห็ดแชมปิญอง-01-1024x922.jpg" class="vc_single_image-img attachment-large" alt="" title="01 ตารางธาตุอาหารของเห็ดแชมปิญอง-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/01-ตารางธาตุอาหารของเห็ดแชมปิญอง-01-1024x922.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/01-ตารางธาตุอาหารของเห็ดแชมปิญอง-01-300x270.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/01-ตารางธาตุอาหารของเห็ดแชมปิญอง-01-768x691.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/01-ตารางธาตุอาหารของเห็ดแชมปิญอง-01-1536x1383.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/01-ตารางธาตุอาหารของเห็ดแชมปิญอง-01-2048x1844.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/champignon-mushroom/01-%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94-4/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3><strong>การเพาะเลี้ยงเส้นใยเห็ดแชมปิญอง</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการเพาะเลี้ยงเส้นใยเห็ดแชมปิญอง อาจจะเพาะเลี้ยงสปอร์ หรือเนื้อเยื่อของเห็ดก็ได้วิธี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเพาะเลี้ยงเส้นใยเห็ดก็คล้ายกับเห็ดนางรม นางฟ้า ฯลฯ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>1. การเพาะเลี้ยงเส้นใยบนอาหารวุ้น</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเพาะเลี้ยงเส้นใยบนอาหารวุ้น ได้มีการทดลองใช้อาหารวุ้นหลายสูตรที่เหมาะสมต่อเห็ด</span><span style="font-weight: 400;">แชมปิญอง ได้แก่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>สูตร</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ข้าวสาลี 125 กรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> วุ้นทำขนม 2 เปอร์เซ็นต์ </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> น้ำสะอาด 4 ลิตร</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>วิธีทำ</strong></h3>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> นำเมล็ดข้าวสาลี 125 กรัม มาต้มกับน้ำสะอาด 4 ลิตร เป็นเวลา 2 ชั่วโมง</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง จึงแยกเอาน้ำออกจากเมล็ดข้าวสาลี</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> นำน้ำสกัดข้าวสาลีมาต้ม พร้อมกับใส่วุ้นทำขนมลงไปประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์  โดยน้ำหนัก</span></li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>2. การเลี้ยงเส้นใยบนเมล็ดธัญพืช </strong></h3>
<p><strong>สูตรการเลี้ยงเส้นใยบนเมล็ดธัญพืช </strong></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> เมล็ดข้าวสาลี 10 กก.</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ยิปซั่ม (CaSO4.2H2O) 120 กรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> หินปูน (CaCO3) 30 กรัม</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>วิธีทำ</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> นำเมล็ดข้าวสาลีมาต้มกับน้ำที่สะอาดจำนวน 15 ลิตร ให้น้ำเดือดนานประมาณ 15 นาที</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">และยกลงจากเตาตั้งทิ้งไว้ให้เย็นนานประมาณ 15 นาที เพื่อให้เมล็ดข้าวสาลีดูดซึมน้ำ</span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> กรองเอาน้ำออกด้วยตะแกรง ในระยะนี้ควรใช้ช้อนที่ทำด้วยไม้ กลับเมล็ดข้าวสาลีหลาย ๆ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ครั้ง เมื่อเมล็ดข้าวสาลีเย็นตัวลงจึงคลุกเมล็ดข้าวสาลีกับยิปซั่มและปูนขาวลงไป ยิปซั่มที่ใส่ลงไปเพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดข้าวสาลีจับตัวกันแน่น ส่วนปูนขาวจะช่วยในการปรับสภาพความเป็น กรด-ด่าง pH ให้เหมาะสม</span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> นำเมล็ดข้าวสาลีบรรจุลงในขวดแบนประมาณ  ¾  ของขวดพร้อมกับปิดจุกด้วยสำลีและหุ้ม</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยกระดาษ นำไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งความดัน โดยใช้ความดันที่ 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว นานประมาณ 30-45 นาที</span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> เมื่อขวดเมล็ดข้าวสาลีเย็นตัวลง จึงเขี่ยเชื้อเห็ดแชมปิญองที่เลี้ยงบนอาหารวุ้นใส่ลงไปหลัง</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">จากเส้นใยเห็ดเดินได้ 5-7 วัน ให้เขย่าขวดเพื่อให้เมล็ดข้าวสาลีที่มีเชื้อเห็ดบางส่วนกระจาย ซึ่งจะช่วยให้เชื้อเห็ดกระจายเต็มเมล็ดข้าวสาลีได้เร็วขึ้น เมื่อเส้นใยเห็ดเจริญเต็มเมล็ดข้าวสาลีแล้ว ให้นำไปเพาะลงในปุ๋ยหมักต่อไป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การเพาะเห็ดแชมปิญองให้ออกดอก</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการเพาะเห็ดหรือทำให้เห็ดแชมปิญองออกดอก ส่วนใหญ่จะใช้วัสดุหลายชนิด วัสดุที่ใช้เป็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลักสำหรับการเพาะเห็ดคือ ฟางข้าวเจ้า ฟางข้าวสาลี ฟางข้าวโอ๊ต ฯลฯ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>วัสดุในการเพาะที่สำคัญมีดังนี้   </strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> ฟางข้าว ( Rice Straw ) ในการเพาะเห็ดแชมปิญอง แม้ว่าจะสามารถใช้ฟางข้าวได้หลาย</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ชนิดก็ตาม แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว ฟางข้าวเจ้านับว่าเหมาะสมมากที่สุดเพราะหาง่ายฟางข้าวดูดซึมน้ำได้ดีและมีเชื้อจุลินทรีย์ที่ช่วยในการหมักปุ๋ย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> มูลสัตว์ ( Manure ) นับว่าเป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับเห็ดแชมปิญอง มูลสัตว์ที่นิยมใช้ ได้แก่</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">มูลม้า มูลไก่ มูลสุกร ฯลฯ มูลสัตว์พวกนี้จะมีปริมาณของไนโตรเจนแตกต่างกัน และจัดเป็นแหล่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาหารที่ประหยัดสำหรับเห็ดแชมปิญอง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> ธาตุอาหาร ( Available Nutrients ) หรืออาหารเสริมที่ใช้ในการเพาะเห็ดแชมปิญองมีหลาย</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ชนิด คือ</span><span style="font-weight: 400;">พวกคาร์โบไฮเดรต ( Carbohydrate ) แหล่งอาหารคาร์โบไฮเดรต ที่หาได้ทั่ว ๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไป ได้แก่ แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว น้ำตาล ฯลฯ ซึ่งเห็ดสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้อย่างดี</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> พวกไนโตรเจน ( Nitrogen ) แหล่งอาหารประเภทไนโตรเจนที่สำคัญต่อการเจริญ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เติบโตของเห็ดแชมปิญอง  </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> ธาตุอาหารอื่น ๆ ที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเห็ด เช่น โปแตสเซียม (K)</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ฟอสฟอรัส (P) ยิปซั่ม ( CaSO4.2H2O ) ฯลฯ ซึ่งเห็ดแชมปิญองสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโต</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">เห็ดแชมปิญองพันธุ์สีขาว ลักษณะขาเห็ดจะค่อนข้างเล็กและยาว มีคุณภาพที่ดีทั้งรส กลิ่น เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากในปัจจุบัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนอีกพันธุ์คือ พันธุ์สีน้ำตาล ลักษณะดอกเห็ดมีสีน้ำตาล กลิ่นหอม เนื้อแน่น ขาเห็ดสั้น ผลผลิตสูง ทนร้อน</span></p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper  "><img decoding="async" width="1024" height="512" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/02-การเพาะเห็ดแชมปิญอง-01-1024x512.jpg" class="vc_single_image-img attachment-large" alt="" title="02 การเพาะเห็ดแชมปิญอง-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/02-การเพาะเห็ดแชมปิญอง-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/02-การเพาะเห็ดแชมปิญอง-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/02-การเพาะเห็ดแชมปิญอง-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/02-การเพาะเห็ดแชมปิญอง-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/02-การเพาะเห็ดแชมปิญอง-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/champignon-mushroom/02-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%ad%e0%b8%87-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p><span style="font-weight: 400;">วัสดุเพาะ (ปุ๋ยหมัก) ที่ใช้ในการเพาะเห็ดแชมปิญอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการผสมปุ๋ยหมักที่ใช้ในการเพาะเห็ดแชมปิญองที่มีคุณภาพดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ควรให้ปุ๋ยหมักมีความชื้น 68-72 % สูตรที่ใช้ในการเพาะเห็ดแชมปิญองมีหลายสูตร</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>สูตรที่ 1 ประกอบด้วย</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> ฟางข้าว 68 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ซังข้าวโพด 68 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ส่าเหล้า หรือกากเบียร์ 13.6 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> มูลไก่ 11.3 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ยูเรีย1.18 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> โปแตสเซียม 1.63 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ยิปซั่ม 4.53 กิโลกรัม</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>สูตรที่ 2 ประกอบด้วย</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ฟางข้าว 1016 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ซังข้าวโพด 1700 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> โปแตสเซียมคลอไรด์ 11.3 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ยูเรีย 3.6 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> แอมโมเนียมไนเตรท 11.3 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">กากเบียร์ 34 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ยิปซั่ม 22.7 กิโลกรัม</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>สูตรที่ 3 ประกอบด้วย</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> มูลม้า 1016 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">มูลไก่ 101.6 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> กากน้ำตาล 38.1 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> กากฝ้าย 15.24 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ยิปซั่ม 15.24 กิโลกรัม</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>สูตรที่ 4 ประกอบด้วย</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ฟางข้าว 600 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ปุ๋ยยูเรีย10 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">แอมโมเนียมซัลเฟต 13 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ดับเบิ้ลซุปเปอร์ฟอสเฟต 12 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ปูนขาว 20 กิโลกรัม</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>สูตรที่ 5 ประกอบด้วย</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> ฟางข้าว 600 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ซังข้าวโพดบด 400 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> แคลเซียมไซยานาไนด์ 14 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> แอมโมเนียมไนเตรท 10 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> โปแตสเซียมไนเตรท 10 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ยิปซั่ม 25 กิโลกรัม</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>สูตรที่ 6 ประกอบด้วย</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> ฟางข้าว 1,000 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> เมื่อเมื่อเริ่มกองปุ๋ยหมักผสม : ซุปเปอร์ฟอสเฟต 12 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ยิปซั่ม 16 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> เมื่อกลับกองปุ๋ยครั้งแรกผสม : แอมโมเนียมซัลเฟต 20 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> เมื่อกลับกองปุ๋ยครั้งที่สองผสม : รำข้าว 30 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ปูนขาว 13 กิโลกรัม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ยูเรีย10 กิโลกรัม</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การหมักฟางสำหรับเพาะเห็ดแชมปิญอง</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">การหมักฟางนับว่ามีความสำคัญมาก โดยนำฟางที่จะเพาะเห็ดมาสับให้มีความยาวประมาณ </span>6-8 นิ้ว</li>
<li><span style="font-weight: 400;">นำมาอัดหมักไว้ในกรอบไม้ที่มีความกว้าง 1.5 เมตร ยาว 2 เมตร และสูงประมาณ 30-50 ซม. </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">นำฟางมาอัดเป็นชั้น ๆ สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ประมาณ 1 เมตร </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ใน</span><span style="font-weight: 400;">แต่ละชั้นของฟางให้ใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ลงไปแต่ละชั้นเท่า ๆ กัน ขั้นตอนในการหมักฟางอาจกระทำได้ </span>2 วิธี</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การหมักฟางแบบที่ 1 ใช้เวลา 7-10 วัน ( ฤดูหนาว )</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;"> วันที่ 1 ให้ทำกองปุ๋ยหมักและใส่ปุ๋ยไนโตรเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> วันที่ 3 กลับกองปุ๋ยครั้งที่ 1 พร้อมกับใส่ปุ๋ยไนโตรเจน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> วันที่ 5 กลับกองปุ๋ยครั้งที่ 2 พร้อมกับใส่คาร์โบไฮเดรต หรือรำข้าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> วันที่ 7 กลับกองปุ๋ยครั้งที่ 3 ปรับความชื้นให้เหมาะสม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> วันที่ 9 นำปุ๋ยหมักใส่ถาดเข้าห้องพีคฮีทติ้ง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การหมักฟางแบบที่ 2 ใช้เวลา 8-9 วัน ( ฤดูร้อน / ฝน )</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;"> วันที่ 1 ทำกองปุ๋ยหมัก พร้อมกับเติมมูลสัตว์  พวกมูลไก่ลงไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> วันที่ 3 กลับกองปุ๋ยครั้งที่ 1 พร้อมกับเติมยิปซั่มและกากเมล็ดฝ้าย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> วันที่ 5 กลับกองปุ๋ยหมักครั้งที่ 2 พร้อมเติมรำปรับความชื้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> วันที่ 8 ขนใส่ถาดเข้าโรงเรือนทำพีคฮีทติ้ง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ลักษณะของปุ๋ยหมักที่ดีก่อนนำไปทำพีคฮีทติ้ง ปุ๋ยหมักควรมีลักษณะดังนี้   </strong></h3>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> สีของปุ๋ยหมักค่อนข้างคล้ำ และความชื้นของฟางเหมาะสม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> เส้นฟางจะต้องไม่เหนียวและเปื่อยยุ่ยพอสมควร ส่วนความชื้นของปุ๋ยหมัก ควรอยู่ในช่วง </span>72-75 % เมื่อนำฟางขึ้นมากำจะพบว่ามีน้ำไหลออกมาจากง่ามมือเล็กน้อย</li>
</ol>
<ol start="3">
<li><span style="font-weight: 400;"> มีเส้นใยสีขาวของเชื้อ actinomycetes  เจริญขึ้นมาเล็กน้อย และควรมีกลิ่นหอมของเห็ด</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ปุ๋ยหมักควรมีปริมาณของไนโตรเจน ประมาณ 1.6-1.8 %</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3><strong>การทำพีคฮีทติ้ง ( Peak heating )</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">หลังจากหมักปุ๋ยได้ที่แล้ว ให้นำปุ๋ยหมักมาทำพีคฮีทติ้ง </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการใหม่ที่ใช้เพาะเห็ด</span>แชมปิญอง</li>
<li>ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงระหว่างการหมักฟางนั้น ปุ๋ยหมักอาจชื้นหรือแห้งเกินไป และมีสภาพไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของเห็ด</li>
<li>ถ้านำฟางที่หมักมาผ่านขบวนการพีคฮีทติ้ง โดยทำการควบคุมอุณหภูมิความชื้น การถ่ายเทอากาศ ( และฆ่าเชื้อจุลินทรีย์บางชนิด )</li>
<li>ทำให้ปุ๋ยหมักที่ผ่านการทำพีคฮีทติ้งมีคุณสมบัติทางเคมี ฟิสิกส์  และชีวะ เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเห็ด</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำพีคฮีทติ้งเป็นการกระตุ้นเชื้อจุลินทรีย์บางชนิด โดยเฉพาะแบคทีเรียที่ชอบความร้อน ( Thermophilic bacteria ) จะช่วยในการแปรรูปไนโตรเจนให้มาอยู่ในรูปแอมโมเนีย ต่อมาเชื้อรา ( Fungi ) ที่ชอบความร้อนและอยู่ในกลุ่มโทรูล่า ( Torula ) และเฮมิคูล่า ( Humicola ) สามารถเปลี่ยนแอมโมเนียให้มาอยู่ในรูปโปรตีน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเห็ดสามารถนำมาใช้ในการเจริญเติบโตต่อไป อุณหภูมิที่เหมาะต่อการทำพีคฮีทติ้งควรอยู่ระหว่าง 55-60 องศาเซลเซียส จุดมุ่งหมายในการทำพีคฮีทติ้งก็คือการปรับปรุงสภาพปุ๋ยหมักให้เหมาะสมต่อ การเจริญเติบโตของเห็ด ส่วนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และแมลงบางชนิดเป็นผลพลอยได้เท่านั้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำพีคฮีทติ้ง ประกอบด้วย</strong></h3>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;"> เครื่องดูดเป่าอากาศ (Blower) ขนาดแรงม้า 1 เครื่อง</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ท่อน้ำอากาศ อาจใช้ท่อพลาสติก หรือท่อสังกะสีก็ได้ โดยให้มีขนาดที่สามารถต่อกับ</span>เครื่องดูด &#8211; เป่าอากาศได้พอดี ท่อดังกล่าว ใช้เป็นท่อส่งอากาศจากภายนอกเข้าไปในโรงเห็ด และมีท่อดูดอากาศภายในโรงเรือนด้วย</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ไส้กรองอากาศ ใช้สำหรับกรองอากาศจากภายนอกที่ผ่านเข้าไปในโรงเห็ด</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> เครื่องทำไอน้ำอาจจะใช้ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตรหลายถัง ขึ้นกับขนาดของโรงเรือน</span>เพื่อต้มน้ำและส่งไอนำเข้าไปในโรงเรือน</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ถาดใส่ฟางหมัก และใช้ในการเพาะเห็ด ควรใช้ถาดที่สามารถเคลื่อนย้ายได้เพื่อสะดวกใน</span>การควบคุมความสะอาดของโรงเรือน และป้องกันการระบาดของเชื้อโรคภายในโรงเรือนได้อย่างดี ขนาดของถาดที่ใช้ในการเพาะควรมีขนาด 1.20 x 1.75 เมตร</li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ลักษณะของโรงเรือน</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ในการเพาะเห็ดแชมปิญองเป็นอุตสาหกรรม ผู้เพาะต้องวางแผนในการปลูกสร้างโรงเรือนให้</span>เหมาะสมโดยใช้วัสดุถาวร แต่ถ้าเพาะไม่มากนักอาจจะดัดแปลงโดยใช้โรงเรือนที่มุงด้วยใบจาก ภายในได้</li>
<li><span style="font-weight: 400;">โรงเรือนให้บุด้วยพลาสติก และเจาะหน้าต่างด้านละ 1 แห่ง </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">แต่ถ้าจะสร้างแบบถาวร ควรสร้างโรงเรือนที่สามารถใช้บรรจุถาดใช้เพาะเห็ดได้ประมาณ 220 ถาด</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งสามารถใช้ปุ๋ยหมักในการเพาะเห็ดถึง 38 ตัน </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">แต่ผู้เพาะอาจจะดัดแปลงขนาดโรงเรือนให้เล็กลงได้ตามความเหมาะสม</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ขั้นตอนการทำพีคฮีทติ้ง</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากการหมักฟางเพาะเห็ดได้ที่แล้วให้ทำพีคฮีทติ้ง โดยปฏิบัติเป็นขั้น ๆ ดังนี้   </span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> นำฟางหมักใส่ลงในถาดเพาะเห็ด โดยใช้ฟางหมักประมาณ 86 กิโลกรัมต่อ 1 ตาราง</span>เมตร</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> พ่นอากาศเข้าไปในโรงเพาะเห็ดให้อากาศหมุนเวียนนานประมาณ 1 ชม.</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> หยุดเป่าลมแต่ให้ปล่อยไอน้ำเข้าไปในโรงเรือน พร้อมกับดูดอากาศด้านล่างเป่าขึ้นด้านบน</span>เพื่อกระจายอุณหภูมิภายในโรงเรือนให้สม่ำเสมอในระยะนี้ให้รักษาอุณหภูมิภายในโรงเรือนอยู่ในระดับ 60 องศาเซลเซียส นานประมาณ 6 ชั่วโมง เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และแมลงที่ติดมากับปุ๋ยหมัก</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> อุณหภูมิภายในโรงเรือนจะสูงขึ้นเนื่องจากไอน้ำร้อน และเกิดการสลายตัวของปุ๋ยหมักโดย</span>เฉพาะในวันที่ 2 อุณหภูมิอาจสูงประมาณ 55-60 องศาเซลเซียส</li>
<li>ในวันที่ 3 ควรปล่อยอากาศเข้าไปในโรงเรือนบ้าง และรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระดับ 50-60 องศาเซลเซียส นานประมาณ 10 ชม. อย่าให้อุณหภูมิสูงกว่าระดับดังกล่าว เพราะจะทำให้เกิดการสูญเสียธาตุไนโตรเจนในรูปของแอมโมเนีย</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> หลังจากนั้นให้ลดอุณหภูมิภายในโรงเรือนให้อยู่ระหว่าง 50-55 องศาเซลเซียส นานประมาณ 14 ชั่วโมง และค่อย ๆ ลดอุณหภูมิลงวันละ 10 องศาเซลเซียส จนกระทั่งปุ๋ยหมักมีอุณหภูมิ 28-30 องศาเซลเซียส สามารถใช้เพาะเห็ดได้ทันที</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> การทำพีคฮีทติ้งจะใช้เวลานานที่สุดประมาณ 7 วัน ก็สมบูรณ์และหลังจากใส่เชื้อเห็ดลง</span>ไปแล้วจะพบว่ามีเส้นใยสีขาวหรือสีเทาแผ่คลุมทั่วผิวหน้าของฟางที่ใช้หมักเส้นใยเหล่านี้เป็นพวกเชื้อรา ( Fungi ) พวกเฮมิคูล่า และโทรูล่า ซึ่งภายหลังจะเป็นอาหารของเห็ดเป็นอย่างดี</li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h3><strong>ลักษณะปุ๋ยหมักที่ดีหลังจากทำพีคฮีทติ้ง</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ปุ๋ยหมักที่เหมาะต่อการเพาะเห็ดแชมปิญอง หลังจากที่ผ่านการทำพีคฮีทติ้งแล้ว ปุ๋ยหมักที่ดี</span><span style="font-weight: 400;">ควรมีลักษณะดังนี้   </span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> ปุ๋ยหมักควรมีสีน้ำตาลดำ ฟางที่หมักจะต้องนุ่มและเปื่อยยุ่ยพอสมควรเมื่อบีบ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ความชื้นของปุ๋ยหมักควรอยู่ระหว่าง 70-73 % เมื่อนำมากำแล้วบีบดูจะพบว่ามีน้ำไหล</span>ออกมาตามง่ามมือเล็กน้อย</li>
<li><span style="font-weight: 400;">ไม่มีกลิ่นของแอมโมเนีย ความเป็นกรด-ด่าง pH ของปุ๋ยหมักไม่ควรเกิน 7.5 และมีกลิ่นหอม</span>คล้ายเห็ด</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> มีเชื้อราเฮมิคูล่าและโทรูล่า ขึ้นกระจายบาง ๆ ทั่วผิวหน้าของปุ๋ยหมัก</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> มีปริมาณของไนโตรเจนประมาณ 1.8-2.0%  และมีแอมโมเนียต่ำกว่า 0.1%</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><span style="font-weight: 400;"> <strong>การใส่เชื้อเห็ด ( Spawning )</strong></span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อปุ๋ยหมักที่ใช้เพาะเห็ดผ่านการทำพีคฮีทติ้ง และมีสภาพเหมาะต่อการนำมาเพาะแล้ว ให้ทำ</span><span style="font-weight: 400;">การใส่หัวเชื้อเห็ดลงในปุ๋ยหมัก โดยให้ปฏิบัติดังนี้   </span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> ให้ล้างมือและอุปกรณ์ที่จะใช้ในการเพาะเชื้อเห็ดแชมปิญองให้สะอาด</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> นำหัวเชื้อเห็ดแชมปิญองที่เลี้ยงบนเมล็ดข้าวฟ่างหรือข้าวสาลีใส่ลงไปในปุ๋ยหมัก </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">โดยการ</span>เจาะรูบนปุ๋ยหมักที่อยู่ในถาด ให้ลึกประมาณ 3 ซม.</li>
<li>ให้แต่ละรูอยู่ห่างกัน 15 &#8211; 20 ซม.</li>
<li>ใช้หัวเชื้อประมาณ 500 กรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร</li>
<li><span style="font-weight: 400;">หลังจากใส่หัวเชื้อไปแล้ว ให้ใช้ปุ๋ยกลบรูที่ใส่เชื้อ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ในระยะนี้หลังจากเชื้อเริ่มเดินแล้ว ไม่ต้อง</span>รดน้ำ</li>
<li>แต่ถ้าผิวของปุ๋ยหมักแห้งควรให้น้ำแบบฉีดพ่นฝอยเล็กน้อย</li>
<li>เส้นใยของเห็ดแชมปิญองจะเจริญเข้าไปในปุ๋ยหมัก และเจริญเต็มผิวหน้าของปุ๋ยหมัก เชื้อจะเจริญเติบโตเต็มที่โดยใช้เวลาประมาณ 20 วัน</li>
<li>ในระยะนี้ควรรักษาความสะอาด อุณหภูมิและความชื้นภายในโรงเรือนให้สม่ำเสมอ</li>
<li>ถ้าอากาศเย็นจะให้ผลผลิตสูง</li>
<li>แต่ที่สำคัญก็คือต้องระวังแมลงศัตรูเห็ดที่จะมาทำลายเส้นใยเห็ดแชมปิญอง</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ในบางครั้งเส้นใยเห็ดแชมปิญองอาจเจริญช้าเนื่องจากสาเหตุหลายประการคือ</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">หัวเชื้อที่ใช้เพาะเห็ดคุณภาพไม่ดี</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สภาพของปุ๋ยหมักไม่เหมาะสม ได้แก่ สภาพความเป็น กรด-ด่าง pH สูงกว่า 7.5 </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">อุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส หรือปุ๋ยหมักยังหมักไม่ได้ที่</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">มีโรคแมลงศัตรูเห็ดคอยรบกวนและทำลายเส้นใยเห็ด</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ปุ๋ยหมักในชั้นที่เพาะมีอายุนานเกินไปตามปกติ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ระยะเวลาในการทำพีคฮีทติ้งไม่ควร</span>เกิน 7 วัน</li>
<li>และเมื่ออุณหภูมิลดลงควรรีบใส่เชื้อทันทีไม่ควรทิ้งไว้นานเพราะโรคและแมลงศัตรูเห็ดอาจเข้าทำลายได้</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การกลบดิน ( Casing )</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">หลังจากต่อเชื้อเห็ดลงในปุ๋ยหมักได้ประมาณ 15 &#8211; 20 วัน </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นระยะที่เส้นใยเห็ดในกองปุ๋ยหมักเจริญเติบโตเต็มที่และเส้นใยสานกันดีแล้ว</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ในระยะนี้ควรนำดินที่เตรียมไว้กลบลงบนปุ๋ยหมักโดยให้กลบดินหนาประมาณ 2-3 ซม. </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ดินที่ใช้กลบควรนำมาร่อนเอาดินที่มีขนาดใหญ่ออกก่อน </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ดินที่ใช้กลบควรมีขนาด 0.5 &#8211; 1.0 ซม. นับว่าเหมาะสมมากที่สุด</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ดินดังกล่าวต้องสะอาดปราศจากเชื้อจุลินทรีย์ที่จะทำลายเส้นใยเห็ด </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ดินที่ใช้กลบถ้าผ่านการฆ่าเชื้อได้ยิ่งเป็นการดี</span></li>
<li>โดยการอบไอน้ำให้มีอุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส นานประมาณ 30 นาที</li>
<li>ดินที่ใช้กลบควรเป็นดินร่วนที่มีอินทรียวัตถุสูง</li>
<li>ในการกลบผิวหน้าของปุ๋ยหมัก ควรปรับให้เรียบและกระจายอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยรักษาความชื้นในกองปุ๋ยหมัก</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การกลบผิวหน้าดังกล่าวมีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดแชมปิญองเนื่องจาก</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> ดินที่ใช้กลบเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์พวก actinomycetes และเชื้อแบคทีเรียที่ช่วย</span>กระตุ้นให้เกิดดอกเห็ด</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ดินที่ใช้กลบช่วยรักษาความชื้นในกองปุ๋ยหมักให้เหมาะสมต่อการเจริญของเส้นใย และการ</span>เกิดดอกเห็ด</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ดินที่กลบเป็นฐานให้ดอกเห็ดยึด ทำให้เห็ดสามารถทรงดอกเห็ดอยู่ได้ไม่ล้ม</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ในการรดน้ำถ้ารดกับกองปุ๋ยหมักโดยตรง จะทำให้เส้นใยของเห็ดขาดและเน่าได้ </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การใช้ดิน</span>กลบจะช่วยไม่ให้น้ำสัมผัสกับเส้นใยโดยตรง และช่วยลดความเสียหายเนื่องจากเส้นใยถูกทำลายได้อย่างดี</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> การกลบดินนอกจากจะช่วยรักษาความชื้นแล้วยังช่วยลดอุณหภูมิในแปลงเห็ดให้ต่ำ ซึ่ง</span>เหมาะต่อการพัฒนาไปเป็นดอกเห็ดได้อย่างดี</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การปฏิบัติดูแลรักษา</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากกลบปุ๋ยหมักด้วยดินแล้ว การปฏิบัติดูแลรักษาในระยะนี้นับว่าสำคัญมากเพราะเป็น</span><span style="font-weight: 400;">ระยะที่เห็ดกำลังพัฒนาไปเป็นดอก การปฏิบัติดูแลรักษาควรปฏิบัติเป็นขั้น ๆ ดังนี้   </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> ในสัปดาห์แรกหลังการกลบดิน ควรรักษาอุณหภูมิในโรงเรือนไว้ประมาณ 21 องศาเซลเซียส </span>ในสัปดาห์ ที่ 2 และ 3 ให้ลดอุณหภูมิลงเหลือ 18 องศาเซลเซียส แต่สำหรับประเทศไทยอุณหภูมิในระหว่างการเดินของเชื้อมักเกิน 26 องศาเซลเซียส จึงทำให้แปลงเพาะเห็ดถูกรบกวนด้วยเชื้อราและไรอยู่เสมอ ผลผลิตจึงค่อนข้างต่ำ</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> การรดน้ำควรให้น้ำแบบฉีดพ่นฝอยให้ละเอียดโดยให้น้ำเช้าเย็นวันละ 2 ครั้ง เพื่อให้ดินที่</span>ใช้กลบแปลงมีความชื้นอยู่ตลอดเวลา</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> การระบายอากาศ ควรให้โรงเรือนที่เพาะเห็ดมีการถ่ายเทอากาศอยู่ตลอดเวลา เพื่อลดการ</span>สะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดเพราะถ้ามีการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากจะทำให้เห็ดดอกเล็ก ก้านยาว จำนวนดอกเห็ดลดลง และโอกาสที่เชื้อโรคจะแพร่ระบาดทำลายเห็ดได้มาก</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเห็ดแชมปิญอง ควรอยู่ระหว่าง 15 &#8211; 18 องศาเซลเซียส ดังนั้นการเพาะเห็ดแชมปิญองจะให้ได้ผลผลิตสูงจะต้องเพาะในบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำ ได้แก่ แถบภาคเหนือหรือบริเวณตามภูเขาสูง และมีอุณหภูมิต่ำปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ด</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">เห็ดแชมปิญองจัดเป็นเห็ดที่มีการเจริญเติบโตแบบ Saprophyte โดยใช้อาหารจากเศษพืชหรือ</span><span style="font-weight: 400;">ปุ๋ยหมักในการเจริญเติบโต เพราะเห็ดแชมปิญองไม่มีคลอโรฟิลล์ที่จะใช้ในการสังเคราะห์แสง การที่เห็ดแชมปิญองจะให้ผลผลิตสูงหรือไม่ ขึ้นกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่างคือ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>1. อุณหภูมิ ( Temperature ) </strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">นับว่ามีผลต่อการเจริญเติบโตของเส้นใยและการพัฒนาไปเป็น</span>ดอกเห็ด</li>
<li>อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเส้นใยประมาณ 25 องศาเซลเซียส</li>
<li>ส่วนอุณหภูมิของปุ๋ยหมักควรอยู่ระหว่าง 23-28 องศาเซลเซียส</li>
<li>ถ้าอุณหภูมิสูงหรือต่ำกว่านี้ เส้นใยจะเจริญเติบโตช้า</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>2. ความชื้น ( Humidity ) </strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ความชื้นของอากาศในช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเส้นใย </span><span style="font-weight: 400;">ควรอยู่ระหว่าง 90-95 % </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">แต่ถ้าในระยะเห็ดออกดอกควรมีความชื้น 80-85 %</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>3.ธาตุอาหาร </strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเห็ดแชมปิญอง ได้แก่ คาร์โบไฮเดรทในช่วงที่</span>เส้นใยกำลังเจริญเติบโต เส้นใยเห็ดจะดูดซึมพวกลิกินน เพื่อใช้เป็นอาหาร</li>
<li>แต่ในระยะที่ดอกเห็ดพัฒนาเป็นตุ่มเล็ก ๆ คาร์โบไฮเดรตพวก เพนโตซาน ( Pentosan ) และแอลฟาเซลลูโลส ( Alpha cellulose ) จะถูกนำไปใช้</li>
<li>ดังนั้นวิธีการเพิ่มผลผลิตวิธีหนังก็คือการเพิ่มคาร์โบไฮเดรตที่สลายตัวง่ายให้แก่ปุ๋ยหมัก ก่อนที่จะทำการกลบดิน</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>4.อัตราส่วน C:N ratio </strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ในช่วงระหว่างการหมักปุ๋ยหมัก C:N ratio ประมาณ 30 : 1 </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ส่วน C:N ratio ที่เหมาะสมในขณะเกิดเส้นใย ( Spawning ) ควรมีค่าเท่ากับ 17 : 1</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>5.สภาพความเป็นกรด-ด่าง pH</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ช่วง pH ที่เหมาะสมต่อการเจริญของเส้นใยควรอยู่ระหว่าง 7.0 &#8211; </span>7.4</li>
<li>และในช่วงสุดท้าย pH ควรลดลงเหลือประมาณ 6.3</li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">  </span></p>
<h3><strong>การเก็บผลผลิต ( Picking )</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">หลังการคลุมดิน และดูแลรักษาอุณหภูมิความชื้นภายในโรงเรือนให้เหมาะสมนานประมาณ </span>10 &#8211; 15 วัน เส้นใยเห็ดจะค่อย ๆ พัฒนาเป็นตุ่มดอกเล็ก ๆ สีขาว</li>
<li>และตุ่มดอกเห็ดดังกล่าวจะค่อยๆ พัฒนาเจริญขึ้นเป็นดอกที่สามารถเก็บเกี่ยวได้</li>
<li>โดยดอกเห็ดจะให้ผลผลิตน้อย และจะค่อย ๆ เพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นจนได้ผลผลิตสูงสุด</li>
<li>จากนั้นผลผลิตจะค่อย ๆ ลดต่ำลงจนถึงต่ำที่สุด เรียกว่า 1 ฟลัช ( Flush ) หรือรุ่น</li>
<li>ความสั้นยาวของรุ่นขึ้นอยู่กับพันธุ์เห็ด อาหารที่เพาะ และอุณหภูมิ</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><span style="font-weight: 400;"><strong>การเจริญเติบโตของเห็ดแชมปิญอง ส่วนการเก็บผลผลิตเห็ดแชมปิญองให้ปฏิบัติดังนี้ </strong>  </span></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> ในระยะที่เห็ดเจริญเติบโตเต็มที่ควรรักษาสภาพความชื้นในโรงเรือนให้อยู่ในระดับ 80-85 % </span>โดยการฉีดพ่นน้ำให้เป็นฝอยภายในโรงเรือนเพาะเห็ด</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> การเก็บดอกเห็ดให้ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้จับที่โคนดอกเห็ด แล้วบิดเบา ๆ จนกระทั่งดอก</span>เห็ดหลุดติดมือออกมา</li>
<li>ระมัดระวังอย่าให้ดอกเล็ก ๆ ที่อยู่ข้างเคียงได้รับความกระทบกระเทือน</li>
<li>พร้อมกับเก็บขาของเห็ดที่ตกค้างในปุ๋ยหมักออกให้หมด</li>
<li>เพราะถ้ามีส่วนของดอกหลงเหลืออยู่ในแปลงก็จะเน่าและทำให้โรคแพร่ระบาดทำลายเห็ดได้</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ผลผลิตของเห็ดที่ได้ ถ้าใช้ปุ๋ยหมัก 70 &#8211; 100 กิโลกรัม เพาะในพื้นที่ 3.24 ตารางเมตร </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">จะ</span>ได้ดอกเห็ด 14 &#8211; 18 กิโลกรัม ลักษณะของดอกเห็ดที่เก็บจากแปลงควรมีลักษณะที่สมบูรณ์  ไม่มีโรคแมลงรบกวน</li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper  "><img decoding="async" width="1024" height="512" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/03-การเพาะเห็ดแชมปิญอง-01-1024x512.jpg" class="vc_single_image-img attachment-large" alt="" title="03 การเพาะเห็ดแชมปิญอง-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/03-การเพาะเห็ดแชมปิญอง-01-1024x512.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/03-การเพาะเห็ดแชมปิญอง-01-300x150.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/03-การเพาะเห็ดแชมปิญอง-01-768x384.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/03-การเพาะเห็ดแชมปิญอง-01-1536x768.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/03-การเพาะเห็ดแชมปิญอง-01-2048x1024.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/champignon-mushroom/03-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%ad%e0%b8%87-01/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h4><strong>โรคของเห็ดแชมปิญอง</strong></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการเพาะเห็ดแชมปิญองตามปกติจะพบว่ามีโรคและแมลงศัตรูเห็ดที่คอยทำลายเห็ดแชม</span><span style="font-weight: 400;">ปิญองอยู่ตลอดเวลา เชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้ มีการใช้อาหารเช่นเดียวกับเห็ดแชมปิญองจึงทำให้เกิดปัญหาในการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูเห็ดแชมปิญองที่สำคัญ มีดังนี้  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h4><strong>โรคที่เกิดจากเชื้อรา ( Parasitic moulds )</strong></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรค อาจอยู่ในกลุ่ม Phycomycetes, Ascomycetes, </span><span style="font-weight: 400;">Basidiomycetes และImperfect Fungi เชื้อราพวกนี้ชอบทำลายเห็ดแชมปิญองในกะบะที่ใช้เพาะ</span><span style="font-weight: 400;">โดยจะทำลายเส้นใยเห็ดแชมปิญอง ทำให้เส้นใยเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และผลผลิตจะลดต่ำลง โรคที่เกิดจากเชื้อรา ได้แก่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>โรคสมองวัว ( Flase truffle disease ) โรคดังกล่าวเกิดจากเชื้อราพวก Diehliomyces</strong></h4>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">Microspora เชื้อราชนิดนี้ตามธรรมชาติอาศัยอยู่ในปุ๋ยหมัก หรือดินที่ใช้กลบ ( Casing Soil ) </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สปอร์พวกนี้จะงอกที่อุณหภูมิ 27 &#8211; 28 องศาเซลเซียส </span><span style="font-weight: 400;">หลังจากนั้นเส้นใยจะเจริญที่อุณหภูมิต่ำกว่า </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">แต่ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 15 &#8211; 16 องศาเซลเซียส จะชะงักการเจริญเติบโต </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ในระยะแรกเชื้อราจะเจริญลึกลงไปในปุ๋ยหมัก </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เส้นใยของโรคราสมองวัวมีสีเหลืองขาว </span><span style="font-weight: 400;">บริเวณจุดที่เชื้อราพวกนี้เจริญ </span><span style="font-weight: 400;">เส้นใยเห็ดมีน้อยหรือไม่มีเลย </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ซึ่งทำให้เห็ดไม่สามารถสร้างดอกได้ เชื้อราที่ทำให้เกิดโรคจะมีการสร้าง fruiting body คล้ายสมองวัว ( Calf’s Brain) </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เมื่อเชื้อราเจริญเติบโตเต็มที่ fruiting body จะมีสีน้ำตาลแดง</span><span style="font-weight: 400;">และมีการสร้างสปอร์เป็นจำนวนมาก</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> โรคนี้เริ่มเจริญเติบโตในปุ๋ยหมัก ตั้งแต่การต่อเชื้อ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ในระยะแรกเชื้อเห็ดแชมปิญองแข็งแรงจึงทำให้เชื้อไม่ระบาดรุนแรงมากนัก </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">แต่หลังจากเก็บผลผลิตของเห็ดหลาย ๆ รุ่น เชื้อเห็ดจะเริ่มอ่อนแอเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคเจริญและทำลายเส้นใยเห็ด ทำให้ผลผลิตลดลง</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>โรคสมองวัว สามารถป้องกันกำจัดได้โดย</strong></h4>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> การคลุมและหมักปุ๋ยหมักเพื่อใช้เพาะเห็ดแชมปิญอง ควรปฏิบัติบนพื้นปูนซีเมนต์  ไม่ควร</span>กองหมักไว้บนพื้นดิน เพราะระหว่างการหมักจะเกิดความร้อนทำให้สปอร์ของเชื้อโรคแข็งแรง และติดมากับปุ๋ยหมักได้</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ในการกลบผิวหน้าด้วยดิน ไม่ควรใช้ดินที่มีเชื้อทำให้เกิดโรคชนิดนี้</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ควรรักษาโรงเรือนให้สะอาด และควรมีการพักโรงเรือนเพื่อลดการระบาดของโรค</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ในระยะเส้นใยควรรักษาอุณหภูมิระหว่าง 16 &#8211; 26 องศาเซลเซียส และในช่วงของการเก็บเกี่ยวควรลดอุณหภูมิลง โดยให้อากาศภายนอกเข้ามาในโรงเรือน ถ้าอุณหภูมิภายนอกต่ำกว่า ในช่วงการเก็บผลผลิตควรรักษาอุณหภูมิให้ต่ำประมาณ 16-18 องศาเซลเซียส และในช่วงหลังเก็บผลผลิตหมดแล้ว ควรอบฆ่าเชื้อในโรงเรือนโดยใช้อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส นาน 12 ชั่วโมง</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ถาดที่ใช้ใส่ปุ๋ยหมักเพาะเห็ดแชมปิญอง ควรฉีดฆ่าเชื้อด้วยสารละลาย Napetachlorophenolate 2 %  หลังจากเก็บผลผลิตของเห็ดหมดแล้ว</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ถ้าพบโรคนี้ระบาดให้ใช้ปูนขาวผสมเกลือโรยบริเวณที่เกิดโรค พร้อมกับใช้จุนสี ( copper </span>sulphate) ละลายน้ำฉีดพ่นอีกครั้งหนึ่ง</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> นำปุ๋ยหมักหรือดินที่ใช้กลบบริเวณที่เป็นโรคออกจากโรงเรือนอย่างระมัดระวัง และควรรีบ</span>ทำลายทันทีเพื่อไม่ให้เชื้อโรคแพร่ระบาดต่อไป</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>โรคน้ำเหลือง ( Bubble Disease ) </strong></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">โรคนี้เกิดจากเชื้อรา พวก Mycogone perniciosa </span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ซึ่งมักพบระบาดทำลายเห็ดแชมปิญองมากที่สุด </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ทำให้ดอกเห็ดเสียรูปทรงไม่ได้สัดส่วน </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">บริเวณที่เชื้อโรคเข้าทำลายดอกเห็ดจะเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลครีม </span><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากมีการสร้าง chlamydospore </span><span style="font-weight: 400;">และจะพบหยดสีเหลืองน้ำตาล </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียตามดอกเห็ด ทำให้ผลผลิตของเห็ดแชมปิญองต่ำ </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคอาจแพร่ระบาดหลังจากการโรยเชื้อโดยติดไปกับอุปกรณ์  เครื่องมือที่ใช้เพาะเห็ดก็ได้</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เชื้อราพวกนี้เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ใช้กลบ จึงทำให้เป็นการยากต่อการป้องกันกำจัด</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h4><strong>โรคน้ำเหลืองสามารถป้องกันกำจัดโดย</strong></h4>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> ปุ๋ยหมักที่ใช้เพาะเห็ด ควรหมักให้ได้ที่โดยเฉพาะปุ๋ยหมักที่ใช้ซุปเปอร์ฟอสเฟตต้องรอให้</span>ปุ๋ยสลายตัวหมดก่อน</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ดินที่ใช้กลบควรผ่านการฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำ และหลังจากกลบดิน </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ถ้าพบว่ามีเชื้อราที่เป็น</span>สาเหตุของโรคบนดินให้ใช้ฟอร์มาลินเจือจางฉีดพ่นบริเวณที่เป็นโรค หรือจะใช้ซีเนบ ( Zineb ) อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นก็ได้</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ถ้าพบโรคเริ่มระบาด ให้ฉีดพ่นด้วยเกลือผสมสารละลายจุนสี ( CuSO4 ) พร้อมกับโรยปูน</span>ขาวทับลงไป จากนั้นจึงนำดินบริเวณที่เป็นโรคออกในวันต่อมา</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ถ้าพบว่าโรคระบาดในโรงเรือน ควรรักษาอุณหภูมิและความชื้นภายในโรงเรือนให้ต่ำกว่า</span>ปกติ</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>โรคราเขียวมะกอก ( Olive &#8211; Green mould ) </strong></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เชื้อราที่ทำให้เกิดอยู่ใน Subdivision Ascomycetes </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นเชื้อราพวก Chaetomium sp. </span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ในระยะแรกของการระบาดมักจะพบเป็นปุยสีขาวบาง ๆ เจริญอยู่บนและในปุ๋ยหมัก</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ต่อมาอีก 2 &#8211; 3 วัน จะพบตุ่มเล็กสีเขียวมะกอก ตุ่มพวกนี้จะพบอยู่</span>ตามฟาง และมีการสร้างสปอร์ ( Ascospore ) อย่างมากมาย</li>
<li><span style="font-weight: 400;">เมื่อสปอร์แก่จะมีสีเขียวมะกอกค่อนข้างดำ และมีกลิ่นเหม็นอับ </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ทำให้เส้นใยเห็ดเจริญเพียงเล็กน้อย และผลผลิตของเห็ดลดลง</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เชื้อราพวกนี้มักเจริญในปุ๋ยหมักและไม่เจริญเติบโตในดินที่ใช้กลบ </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การแพร่ระบาดของราเขียวมะกอก อาจเกิดจากมีแอมโมเนียเหลืออยู่ในปุ๋ยหมัก หลังจากการหมักและแอมโมเนียจะถูกเปลี่ยนไปเป็นโปรตีน </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเชื้อราพวกนี้สามารถใช้ในการเจริญเติบโตได้ นอกจากนี้ถ้าในปุ๋ยหมักมีปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์มาก จะทำให้สปอร์ของเชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี </span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>โรคราเขียวมะกอกสามารถป้องกันกำจัดได้ดังนี้   </strong></h4>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> ในการหมักปุ๋ยควรใช้เวลานานพอสมควร เพื่อให้แอมโมเนียสลายตัวให้หมด และปุ๋ยหมัก</span>ต้องไม่ชื้นมากเกินไป</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ไม่ควรใส่ปุ๋ยพวกไนโตรเจน เช่น แอมโมเนียมซัลเฟต ยูเรียมูลไก่ ฯลฯ ก่อนที่จะนำปุ๋ย</span>ไปเพาะในโรงเรือน</li>
<li>ถ้าปุ๋ยหมักชื้นมากเกินไป ควรผสมสารพวกคาร์โบไฮเดรต เพื่อปรับความชื้นและเร่งการสลายตัวของแอมโมเนีย</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ควรตรวจอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสม อุณหภูมิที่ใช้ในการบ่มพักไม่ควรให้เกิน 60 องศาเซลเซียส</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>โรคราสีเหลือง ( Yellow mould ) </strong></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">โรคพวกนี้เกิดจากเชื้อราพวก Chrysosporium spp. และเชื้อ Myceliophthora spp. </span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ในกรณีที่เริ่มเก็บผลผลิตแล้ว 2 &#8211; 3 สัปดาห์  </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ดอกเห็ดตุ่มเล็ก ( Pinheads ) จะฝ่อหายไปและผลผลิตลดลงอย่างรวดเร็ว </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ผู้เพาะควรขุดลงไปในปุ๋ยหมักเพื่อหาสาเหตุ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ถ้าพบจุดสีเหลืองน้ำตาลตรงบริเวณช่วงต่อระหว่างดินที่ใช้กลบกับปุ๋ย </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเกิดจากเชื้อราสีเหลือง เชื้อราพวกนี้</span>เจริญเติบโตบนเส้นใยเห็ดได้อย่างดี ทำให้เส้นใยเห็ดฝ่อหายไปจากปุ๋ยหมัก</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><span style="font-weight: 400;"><strong>การป้องกันกำจัดโรคราสีเหลือง ทำได้ดังนี้  </strong> </span></h4>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> มูลสัตว์หรือปุ๋ยหมักที่ใช้ในการเพาะเห็ดควรผ่านการย่อยสลายตัวดีแล้ว</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ในช่วงพีคฮีทติ้ง ( Peak-Heating ) ควรใช้อุณหภูมิ 56 &#8211; 58 องศาเซลเซียส ให้สม่ำเสมอนานอย่างน้อย 12 ชั่วโมง และให้ปุ๋ยหมักได้รับอากาศอย่างเพียงพอ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> หลังจากเก็บผลผลิตหมดแล้ว ถาดที่ใช้เพาะและชั้นวางถาดควรฉีดฆ่าเชื้อด้วยสารละลาย </span>Na-petachlorophenolate 2 %</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย</strong></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดโรค ก็คือโรค Bacterial Blotch and Pits </span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเกิดจากเชื้อ Pseudomonas tolaasii โรคพวกนี้ มักแพร่ระบาดทำลายดอกเห็ด </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">จะพบเป็นจุดที่มีลักษณะเป็นมันสีเหลือง จนถึงสีสนิมที่หมวกดอกเห็ด </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ต่อมาจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองน้ำตาล </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เชื้อแบคทีเรียยังทำลายก้านดอก </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การแพร่ระบาดของเชื้อมักแพร่ระบาดในสภาพอุณหภูมิและความชื้นสูง </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การถ่ายเทของอากาศไม่สะดวก ลักษณะของดอกเห็ดที่ถูกทำลาย</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>การป้องกันกำจัดโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย</strong></h4>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> ควรทำความสะอาด และรักษาความสะอาดในโรงเรือนอย่างสม่ำเสมอ และไม่ควรให้มีเศษ</span>เหลือของปุ๋ยหมักตามชั้นที่เพาะเห็ด</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ในกรณีที่มีโรคระบาด ควรฆ่าเชื้อดินที่ใช้กลบ ( Casing soil ) ด้วยไอน้ำหรือใช้ฟอร์มาลดี</span>ไฮด์ 0.25 &#8211; 0.30 %  ฉีดพ่นทำลายเชื้อแบคทีเรีย</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> น้ำที่ใช้ในการเพาะเห็ด ควรปราศจากสารคลอรีน</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส</strong></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">เชื้อไวรัสทำให้เกิดโรคกับเห็ดแชมปิญอง มีหลายโรค คือ Brown disease, Dieback  </span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">เชื้อไวรัสอาจแพร่ระบาดโดยแมลง เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้เพาะเห็ด </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้อาจแพร่ระบาดติดไปกับสปอร์ที่ใช้เพาะเห็ด </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เมื่อดอกเห็ดได้รับเชื้อไวรัสดอกเห็ดจะค่อย ๆ แห้งตาย จึงเรียกว่า โรค “Dieback” </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">และทำให้เห็ดดอกเล็ก ก้านดอกยาว บานง่าย ผลผลิตต่ำ และเห็ดจะตายก่อนการเก็บเกี่ยว</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h4><strong>การป้องกันกำจัดโรคจากเชื้อไวรัส</strong></h4>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> เชื้อเห็ดที่ใช้เพาะต้องปราศจากเชื้อไวรัส และควรใส่หัวเชื้อเห็ดแชมปิญองให้มากกว่าปกติ </span>ซึ่งจะช่วยให้เส้นใยเห็ดเจริญเติบโตเร็วขึ้น และใช้ระยะเวลาในการเพาะน้อยลง</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> อุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการเพาะเห็ดต้องสะอาด ปราศจากเชื้อไวรัส และควรฆ่าเชื้อ</span>ด้วยฟอร์มาลดีไฮด์ 2 %</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ถ้าพบว่าดอกเห็ดเป็นโรค ควรเก็บดอกที่เป็นโรคเผาทำลายเสีย เพื่อป้องกันการแพร่</span>ระบาดของโรค</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>แมลงศัตรูเห็ดแชมปิญอง</strong></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">แมลงศัตรูเห็ดที่คอยทำลายเห็ดแชมปิญองมีหลายชนิด จึงจัดว่าเป็นศัตรูที่สำคัญมากชนิดหนึ่ง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>แมลงพวกนี้ที่สำคัญ ได้แก่ แมลงหวี่ฟอริด ( Phorid flies )</strong></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">แมลงหวี่พวกนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Megaselia spp. </span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">มีลักษณะคล้ายยุง ตัวอ่อน มีความยาว 3 &#8211; 4 มม. </span><span style="font-weight: 400;">มีสีขาวเหลือง </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">บริเวณส่วนหัวของตัวหนอนไม่มีสีดำ </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ในระยะดักแด้จะชักใยหุ้มตัวและมีความยาว 2 &#8211; 5 มม. </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">แมลงหวี่พวกนี้นับว่าเป็นศัตรูที่สำคัญที่ทำลายเห็ดแชมปิญอง</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">แมลงพวกนี้บินเก่งชอบวางไข่บริเวณครีบดอกและปุ๋ยหมัก </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ตัวอ่อนของแมลงจะกัดกินเส้นใยเห็ด และบางครั้งอาจเจาะเข้าไปในดอกเห็ด ทำให้เห็ดได้รับความเสียหาย</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h4><strong>แมลงหวี่เซียริด ( Sciarids )</strong></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sciara spp. </span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">มีลักษณะเหมือนยุงแต่มีขนาดเล็กกว่า ลำตัวมีสีน้ำตาลปนเทา มีหนวดยาว </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ในระยะตัวอ่อนจะกัดกินปุ๋ยหมัก และเส้นใยเห็ด </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ทำให้เห็ดตายได้ โดยจะเจาะเข้าไปทางโคนดอกเห็ด </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เมื่อผ่าดอกเห็ดจะพบหนอนอยู่ภายในยาวประมาณ 4 &#8211; 8 มม. </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ส่วนตัวเต็มวัยจะมีความยาว 3 &#8211; 4 มม.</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>แมลงหวี่ซีซิด ( Cecids )</strong></h4>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">มีขนาดลำตัวเล็กมาก ยาวประมาณ 1 มม. ตัวหนอนมีความยาว 1 &#8211; 2 มม. มีหลายสี </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ตัว</span>หนอนพวกนี้ จะเข้าทำลายกัดกินเส้นใยเห็ด และดอกเห็ด</li>
<li>ทำให้ดอกเห็ดมีสีเหลือง สกปรกและมีกลิ่นเหม็น</li>
<li>มีอัตราการขยายพันธุ์เร็วมาก</li>
<li>ชอบทำลายตรงบริเวณระหว่างดอกเห็ดกับขาเห็ด</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>การป้องกันกำจัดแมลงศัตรูเห็ด</strong></h4>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> ให้ทำความสะอาดบริเวณโรงเรือนและข้างโรงเรือน อย่าให้เป็นแหล่งเพาะและแพร่พันธุ์ของ</span>แมลง</li>
<li>ส่วนปุ๋ยหมักที่ผ่านการเพาะแล้ว ควรนำออกจากฟาร์ม</li>
<li>อย่าปล่อยทิ้งไว้เพราะแมลงจะวางไข่และแพร่พันธุ์ได้ง่าย</li>
<li><span style="font-weight: 400;">คลุกผสมปุ๋ยหมักที่ใช้เพาะเห็ดด้วย diazinon 2 %  ชนิดผงประมาณ 1 กก. ต่อปุ๋ยหมัก </span>1,000 กก.</li>
<li><span style="font-weight: 400;">ฉีดพ่นบริเวณรอบๆ โรงเรือนเพาะเห็ดด้วยจุลินทรีย์อย่างสม่ำเสมอ</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ไรศัตรูเห็ดแชมปิญอง ( Mite )</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไรจัดเป็นแมลงศัตรูเห็ดที่สำคัญชนิดหนึ่งของเห็ดแชมปิญอง </span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ส่วนใหญ่ไรพวกนี้จะติดมากับตอซังข้าว มูลไก่ ปุ๋ยหมัก ฯลฯ </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ไรพวกนี้นอกจากจะกินเส้นใยเห็ดเป็นอาหารแล้ว</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ยังก่อความรำคาญให้แก่ผู้เพาะ เช่น ไรพวก Tarsonemus myceliophogus Hussey </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">นอกจากจะกินเส้นใยเป็นอาหารแล้วยังเป็นพาหะนำโรคไวรัสอีก </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้พวก Pygmephorus ซึ่งจะทำลายแพร่ระบาดในกะบะเพาะแล้วและเป็นพาหะนำโรคราเขียวมะกอก</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>ชนิดและอัตราสารฆ่าไร</strong></h4>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">Abamectin ( เวอร์ทิเมค Vertimec) อัตรา 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">Pyridaben ( แซนไมท์  Sanmite 20 WP.) อัตรา 15 กรัม/น้ำ 20 ลิตร</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>วิธีใช้สารที่ถูกวิธี</strong></h4>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"> ใช้พ่นในระยะพักก้อนเห็ดในโรงเรือน ทิ้งไว้นานประมาณ 15 วัน แล้วนาก้อนเชื้อใหม่เข้า</span>มา</li>
<li><span style="font-weight: 400;"> ใช้พ่นห้องถ่ายเชื้อก่อนถ่ายเชื้อจากหัวเชื้อสู่ก้อนเชื้อ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"> พ่นที่ถุงก้อนเชื้อระยะบ่มเส้นใย โดยผสมสารจับใบ</span></li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h3 class="p1" style="text-align: center;"><b>คลิกเพิ่มเพื่อน</b><span class="s1"><b>! </b></span><b>แจ้งเตือนบทความใหม่ก่อนใคร</b><b> </b><b>ฟรี</b><span class="s1"><b>!!</b></span></h3>
</blockquote>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p><a href="https://line.me/ti/p/%40715qdllh"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-2588 size-full" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/05/th.png" alt="เพิ่มเพื่อนไลน์" width="232" height="72" /></a></p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h3 style="text-align: center;"><strong>ดูข้อมูลเพิ่มเติม</strong></h3>
</blockquote>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<ul>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/mushroom-culture-medium/">วิธีการเพาะเชื้อเห็ดในอาหารเหลว พี.ดี.เอ. และขยายเชื้อ</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/mushroom-cultivation-evaporative/">โรงเพาะเห็ดระบบ Evaporative ( EVAP )</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/lentinus-squarrosulas-mont/">วิธีการเพาะเห็ดขอนขาว</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/angel-mushroom-cultivation/">วิธีการเพาะเห็ดนางฟ้า​ ( เห็ดนางรมอินเดีย ) เห็ดนางฟ้าภูฐาน ( เห็ดนางรมภูฐาน หรือเห็ดภูฐาน )</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/oyster-mushroom-cultivation/">วิธีการเพาะเห็ดสกุลนางรม ( เห็ดนางฟ้า ) : ม. แม่โจ้</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/lingzhi-mushroom-cultivation/">วิธีการเพาะเห็ดหลินจือ ม.แม่โจ้</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/yanagi-matsutake-cultivation/">วิธีการเพาะเห็ดยานางิ หรือเห็ดโคนญี่ปุ่น</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/abalone-mushroom-cultivation/">วิธีการเพาะเห็ดเป๋าฮื้อ</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/schizophyllum-commune-cultivation/">วิธีการเพาะเห็ดแครง </a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/straw-mushrooms-cultivation/">วิธีการเพาะเลี้ยงเห็ดฟางวิธีการเพาะเลี้ยงเห็ดฟาง แบบ กอง, โรงเรือน และ ในตะกร้า</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/bamboo-mushroom-cultivation/">วิธีการเพาะเห็ดเยื่อไผ่ หรือ เห็ดร่างแห</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/champignon-mushroom/">วิธีการเพาะเห็ดแชมปิญอง หรือ เห็ดกระดุม</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/cultivate-golden-needle-mushroom/">วิธีการเพาะเห็ดเข็มทอง</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/puffball-mushrooms-cultivation/">วิธีการเพาะขยายพันธุ์ เห็ดเผาะ หรือ เห็ดถอบ : ม.แม่โจ้</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/shiitake-mushroom-cultivation/">วิธีการเพาะเห็ดหอม หรือเห็ดชิตาเกะ</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/king-oyster-mushroom-cultivation/">วิธีเพาะเห็ดนางรมหลวง หรือเห็ดออรินจิ</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/tremella-mushroom-cultivation/">วิธีการเพาะเห็ดหูหนูขาว หรือเห็ดแม่ไก่</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/wood-ear-mushroom-cultivation/">วิธีเพาะเห็ดหูหนูดำหลังขาว หรือเห็ดหูช้าง</a></li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div>
</div><p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/champignon-mushroom/">วิธีการเพาะเห็ดแชมปิญอง หรือ เห็ดกระดุม</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
