<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิธีเพาะเห็ดหูหนูดำหลังขาว หรือเห็ดหูช้าง Archives - วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</title>
	<atom:link href="https://farm.vayo.co.th/blog/tag/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://farm.vayo.co.th/blog/tag/วิธีเพาะเห็ดหูหนูดำหลั/</link>
	<description>Natural agriculture and holistic health center</description>
	<lastBuildDate>Wed, 24 Jan 2024 03:14:29 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	
	<item>
		<title>วิธีเพาะเห็ดหูหนูดำหลังขาว หรือเห็ดหูช้าง</title>
		<link>https://farm.vayo.co.th/blog/wood-ear-mushroom-cultivation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[vayogroup]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Jun 2021 04:36:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เห็ด]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีเพาะเห็ดหูหนูดำหลังขาว หรือเห็ดหูช้าง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://farm.vayo.co.th/blog/?p=1755</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเพาะเห็ดหูหนู เห็ดหูหนูเป็นเห็ดที่รู้จักกันแพร่หลายทั่วโลกมานานแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางทวีปเอเชีย เช่นไทยจีนญี่ปุ่นเกาหลีไต้หัวน เวียตนามฟิลิปปินส์ พม่าและมาเลเซีย   เป็นต้น   ลักษณะดอกเห็ดหูหนู การเพาะเห็ดหูหนูมีกรรมวิธีการผลิตที่สามารถแบ่งเป็นขั้นตอนใหญ่ ๆ ได้ดังนี้...</p>
<p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/wood-ear-mushroom-cultivation/">วิธีเพาะเห็ดหูหนูดำหลังขาว หรือเห็ดหูช้าง</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wpb-content-wrapper"><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper">
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<h3><strong>การเพาะเห็ดหูหนู</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เห็ดหูหนูเป็นเห็ดที่รู้จักกันแพร่หลายทั่วโลกมานานแล้ว โดยเฉพาะ</span><span style="font-weight: 400;">ประเทศทางทวีปเอเชีย เช่น ไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เวียตนาม </span><span style="font-weight: 400;">ฟิลิปปินส์ พม่า และ มาเลเซีย เป็นต้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ลักษณะดอกเห็ดหูหนู</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การเพาะเห็ดหูหนูมีกรรมวิธีการผลิตที่สามารถแบ่งเป็นขั้นตอนใหญ่ ๆ ได้ดังนี้</span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">การแยกเชื้อบริสุทธิ์จากดอกเห็ดหูหนู</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การทำหัวเชื้อเห็ด</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การทำเชื้อ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การเพาะเห็ดหูหนู</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การทำให้ออกดอก</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การแยกเชื้อบริสุทธิ์สามารถทำได้ 2 วิธี คือ</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">การแยกเชื้อเห็ดบริสุทธิ์จากเนื้อเยื่อ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">การแยกเชื้อเห็ดจากสปอร์โดยการแยกเชื้อเห็ดวิธีแรกจะนิยมใช้กันมากกว่าวิธีที่สอง</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การเพาะเห็ดหูหนู</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">การแยกเชื้อเห็ดบริสุทธิ์จากเนื้อเยื่อ เป็นวิธีการที่นิยมกันมากที่สุด</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เพราะผลที่ได้ตรงตามพันธุ์  ทำได้โดยใช้กรรไกรหรือมีดโกนชุบแอลกอฮอล์ ตัดขอบดอกเห็ดโดยรอบ แล้วลอกดอกเห็ดออกเป็น 2 ชั้น</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">อย่าให้ส่วนภายในที่ลอกออกมาใหม่ๆ สัมผัสกับสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">จากนั้นลนเข็มเขี่ยให้ร้อนแดงเพื่อฆ่าเชื้อ </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">วิธีลนเข็มเขี่ยควรลนใน</span>ลักษณะตั้งตรง เพราะสามารถรับเปลวไฟได้มากที่สุด</li>
<li>การจับให้จับตรงโคนคล้ายจับปากกา เมื่อลนเข็มเขี่ยแล้วปล่อยทิ้งไว้จนเย็นพอประมาณอย่าแกว่งหรือไปสัมผัสกับสิ่งใด</li>
<li>ต่อมาจึงใช้เข็มเขี่ยขูดเอาเนื้อเยื่อส่วนในออกมาเล็กน้อย</li>
<li>จากนั้นเปลี่ยนมือจากดอกเห็ดมาเป็นขวดอาหารวุ้น พี.ดี.เอ.แทน พยายามให้ก้นขวดอยู่ในอุ้งมือใช้นิ้วก้อยของมือที่จับเข็มเขี่ยจับจุกสำลีหมุนและดึงออก</li>
<li>ขณะถอดจุกสำลีให้ลนไฟบริเวณคอขวดไว้ตลอดเวลา สอดเนื้อเยื่อที่ตัดไว้เข้าไปวางในจุดใดจุดหนึ่งบนอาหารวุ้นรีบปิดจุกสำลีทันที</li>
<li>วิธีการที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะต้องปฏิบัติในตู้เขี่ยเชื้อโดยเทคนิคปราศจากเชื้ออื่นๆ ปน</li>
<li>หลังจากทำการเขี่ยเนื้อเยื่อลงในอาหารวุ้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว</li>
<li>ให้นำไปบ่มไว้ในห้องที่มีอุณหภูมิสม่ำเสมอ ปกติอยู่ระหว่าง 22 &#8211; 26 องศาเซลเซียส ห้องบ่มควรเป็นห้องมืดเพราะเส้นใยเห็ดหูหนูขณะเจริญเติบโตไม่ต้องการแสง</li>
<li>เมื่อบ่มเชื้อได้ประมาณ 2 &#8211; 3 วัน จะเริ่มมีเส้นใยสีขาวฟูๆ ออกจากเนื้อเยื่อที่ตัดวางไว้ ( ถ้าเกิดบริเวณอื่น แสดงว่าไม่ใช้เชื้อเห็ดหูหนู )</li>
<li>ปล่อยให้เชื้อเห็ดเจริญไปประมาณ 5 &#8211; 8 วัน จึงใช้เข็มเขี่ยตัดเอาส่วนปลายของเส้นใยเห็ดพร้อมอาหารวุ้นไปใส่ลงในอาหารวุ้นขวดใหม่ เพื่อจะให้ได้เชื้อเห็ดที่บริสุทธิ์จริง</li>
<li>ในการแยกเชื้อครั้งต่อไป ไม่จำเป็นต้องแยกจากดอกเห็ดอีก</li>
<li>แต่จะทำการตัดเอาเส้นใยพร้อมอาหารวุ้นภายในขวดประมาณ 1 ตารางเซนติเมตร ใส่ลงในอาหารวุ้นขวดใหญ่</li>
<li>ในการต่อเชื้อไม่ควรเกิน 4 ครั้ง นับตั้งแต่เริ่มแยกจากดอก</li>
<li>ทั้งนี้เพราะเชื้อเห็ดหูหนูเสื่อมง่ายกว่าเห็ดฟาง คือระยะเวลาที่จะออกดอก และช่วงเวลาในการให้ดอกช้าลง พร้อมทั้งให้ผลผลิตต่ำลงด้วย</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong> การคัดเลือกดอกเห็ดที่จะนำมาทำพันธุ์  </strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ควรเลือกสายพันธุ์ที่ให้</span><span style="font-weight: 400;">ผลผลิตสูง ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพบรรยากาศเช่นใด </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ควรเป็นดอกเห็ดที่ใหญ่</span>แข็งแรง มีขนสั้นสีน้ำตาล สีดอกสดสวย ไม่มีก้านดอกและเป็นที่นิยมของตลาด</li>
<li>เลือกดอกเห็ดที่มีสีเข้ม เป็นมันเงาและน้ำหนักดี ดอกเห็ดควรเก็บในเวลาเช้า</li>
<li>ห้ามรดน้ำและควรเก็บมาแล้วไม่เกิน 2 ชั่วโมง</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การทำหัวเชื้อเห็ด </strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">มีจุดประสงค์เพื่อตัดปัญหาการปฏิบัติอันยุ่งยาก</span>ในการถ่ายเชื้อบริสุทธิ์ที่เลี้ยงไว้บนอาหารวุ้นไปยังวัสดุที่ทำเชื้อเห็ด</li>
<li><span style="font-weight: 400;">การทำเชื้อเห็ด โดยใช้หัวเชื้อทำได้รวดเร็วกว่าใช้เชื้อบริสุทธิ์จาก</span>อาหารวุ้น วัสดุที่ใช้ทำหัวเชื้อที่นิยมกันมากที่สุด คือข้าวฟ่างชนิดเมล็ดขาวจะให้ผลดีที่สุด</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>วิธีทำ</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">โดยนำเมล็ดข้าวฟ่างมาแช่น้ำ 1 คืน </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">น้ำควรเปลี่ยน 2 &#8211; 3 ครั้ง </span>เพื่อป้องกัน มิให้บูดเน่า</li>
<li>ในตอนเช้าให้ล้างเมล็ด ข้าวฟ่างที่เตรียมไว้อีกครั้งให้สะอาดเก็บเมล็ดเสียและลีบออกทิ้ง</li>
<li>นำไปต้มให้เมล็ดข้าวฟ่างนุ่ม ระวังอย่าให้เมล็ดข้าวฟ่างแตก <span style="font-weight: 400;">เทเมล็ดข้าวฟ่างลงในผ้าขาวบาง เกลี่ยบาง ๆ </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">อาจใช้ขี้เลื่อยที่มี</span>ความชื้นประมาณร้อยละ 60 ใส่ลงไปผสมด้วยประมาณร้อยละ 20</li>
<li>และเติมหินปูนประมาณร้อยละ 0.2 ทั้งนี้เพื่อให้เส้นใยเห็ดคุ้นเคยกับขี้เลื่อย หรือจะใช้เมล็ดข้าวฟ่างเพียงอย่างเดียวก็ได้</li>
<li>หลังจากผึ่งทิ้งไว้จนเย็นพอจับได้</li>
<li>นำมากรอกใส่ขวดที่สะอาด เช่น ขวดแบน ขวดโซดา กรอกใส่ขวดประมาณครึ่งขวดหรือ 2 ใน 3 ของขวด เช็ดปากขวดให้สะอาดอุดจุกสำลี หุ้มสำลีด้วยกระดาษรัดยางอีกชั้นหนึ่ง</li>
<li>นำไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งความดันที่ความดันไอน้ำ 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ประมาณ 15 &#8211; 20 นาที</li>
<li><span style="font-weight: 400;">เมื่อนึ่งเสร็จแล้วทิ้งให้เย็น </span><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะเขี่ยเชื้อเห็ดลงไป ต้องเขย่าขวด</span>จนเมล็ดข้าวฟ่างกระจาย เพื่อให้ความชื้นกระจายไปทั่ว ๆ ทั้งขวด และป้องกันก้นขวดแฉะ อันจะทำให้เชื้อเห็ดไม่สามารถเดินถึงก้นขวดได้</li>
<li>หลังจากนั้นให้เขี่ยเชื้อเห็ดบริสุทธิ์จากอาหารวุ้นใส่ลงขวด โดยเทคนิคปราศจากเชื้ออื่นปน</li>
<li>เชื้อเห็ดจะเจริญจนเต็มขวดและใช้เป็นหัวเชื้อได้ภายในเวลาประมาณ 10 &#8211; 20 วัน</li>
<li>ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 15 วัน เพราะเส้นใยจะจับกันแน่น ยากแก่การเขี่ยเชื้อ</li>
<li><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม การเขย่าขวดเพื่อให้เมล็ดข้าวฟ่างกระจายออกจากกัน </span><span style="font-weight: 400;">อาจทำหลังจากที่เพาะเชื้อลงในขวดข้าวฟ่างก็ได้ </span><span style="font-weight: 400;">ในขณะที่เชื้อเริ่ม</span>เจริญเติบโตขึ้นเล็กน้อย และการเขย่าขวดในระยะนี้จะทำให้เส้นใยกระจายไปทั่วและเจริญอย่างรวดเร็ว</li>
<li>การทำเชื้อโดยทั่วๆ ไป การเพาะเห็ดหูหนูในท่อนไม้จะให้ผลผลิตสูง เชื้อเห็ดที่ใส่ลงในท่อนไม้ไม่นิยมใช้หัวเชื้อ ทั้งนี้เพราะอาหารบนหัวเชื้อดีกว่าในไม้ เส้นใยเห็ดจะไม่ยอมเดินลงไม้ ดังนั้น เชื้อเห็ดหูหนูควรทำมาจากขี้เลื่อยหรือขุยมะพร้าว เพราะว่าวัสดุเหล่านี้มีธาตุอาหารใกล้เคียงกับท่อนไม้ที่ใช้เพาะ โดยการนำขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อน</li>
<li>ถ้าเป็นขี้เลื่อยไม้เนื้อแข็งต้องผ่านการหมักเสียก่อน และต้องมาผสมกับธาตุอาหารต่างๆ ที่เห็ดต้องการ</li>
<li><span style="font-weight: 400;">ถ้าเป็นเชื้อเห็ดที่จะนำไปเพาะในท่อนไม้ ไม่ควรเติมธาตุอาหารลง</span>ไปมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งดีเกลือควรงด เพราะจะทำให้เส้นใยรวมตัวกันเป็นดอกก่อนที่จะเจริญเข้าไปในเนื้อไม้</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การเพาะเห็ดหูหนู</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">สูตรอาหารที่แนะนำให้ใช้โดยทั่วไปจะประกอบด้วย </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">ขี้เลื่อยไม้ยางพาราแห้ง </span>100 กิโลกรัม</li>
<li>รำละเอียด 3 &#8211; 5 กิโลกรัม</li>
<li>ข้าวโพดป่น 3 &#8211; 5 กิโลกรัม</li>
<li>แป้งข้าวสำลี หรือน้ำตาลทราย 1 &#8211; 2 กิโลกรัม</li>
<li>และหินปูน 0.5 &#8211; 1 กิโลกรัม ( ไม่ใส่ก็ได้ )</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>วิธีทำ</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ผสมขี้เลื่อยรำละเอียด ข้าวโพดป่น แป้งข้าวสาลีหรือน้ำตาลทราย</span>และหินปูนให้เข้ากัน</li>
<li>ใส่น้ำลงไปทีละน้อย คลุกจนเปียกพอดีโดยลองกำดู</li>
<li>ถ้ามีความรู้สึกว่าชื้นที่มือเมื่อแบมือออกขี้เลื่อยจับกันเป็นก้อนแสดงว่าใช้ได้แล้ว</li>
<li>แต่เมื่อบีบดูแล้วน้ำไหลออกจากง่ามน้ำมือมาก ๆ แสดงว่าเปียกเกินไป</li>
<li>ถ้ากำดูแล้วไม่มีน้ำซึมออกมาเลย และเวลาแบมือออกขี้เลื่อยจะหลุดเป็นผงแสดงว่าแห้งเกินไปให้ค่อย ๆ เติมน้ำอีก และทดสอบจนได้ความชื้น</li>
<li>เมื่อผสมคลุกเคล้าธาตุอาหารให้เข้ากันแล้ว นำมาบรรจุใน<span style="font-weight: 400;">ถุงพลาสติกทนร้อนที่ใช้เพาะเห็ด</span>ก่อนบรรจุขี้เลื่อย ควรพับก้นถุงให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมก่อน</li>
<li>แล้วจึงบรรจุขี้เลื่อยผสมลงไปประมาณ 1 กิโลกรัม</li>
<li>บรรจุให้แน่นพอประมาณพยายามใส่ขี้เลื่อยผสมให้ทับทั้งสี่มุม เพื่อให้ถุงคงรูปอยู่เวลาตั้งจะได้ไม่ล้ม</li>
<li>เมื่อบรรจุจนเกือบถึงบริเวณที่จะใส่คอขวดพลาสติกควรอัดให้แน่น</li>
<li>แล้วจึงสวมคอขวดพร้อมกับดึงถุงพลาสติกพับกลับทับคอขวดรัดยางให้แน่น อุดด้วยสำลีหุ้มด้วยกระดาษและฝาครอบคอขวดหรือปิดด้วยจุกประหยัดสำลี</li>
<li>เสร็จแล้วนำไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งสำหรับนึ่งถุงขี้เลื่อยที่อุณหภูมิ 95 &#8211; 100 องศาเซลเซียส นาน 3 &#8211; 4 ชั่งโมง</li>
<li>เมื่อครบเวลารอให้อุณหภูมิลดลง 80 &#8211; 85 องศาเซลเซียส แล้วจึงเปิดฝาหม้อนึ่งความดัน</li>
<li>นำถุงขี้เลื่อยที่นึ่งออกมา ทิ้งไว้ให้เย็นเป็นปกติแล้วนำเข้าห้องปลูกเชื้อต่อไป</li>
<li>ต่อมานำหัวเชื้อเมล็ดข้าวฟ่างที่เตรียมไว้เขย่าให้เมล็ดข้าวฟ่างร่วน</li>
<li>และลนปากขวดหัวเชื้อเห็ดด้วยตะเกียงแอลกอฮอล์</li>
<li>เทเมล็ดหัวเชื้อประมาณ 10 &#8211; 15 เมล็ด ใส่ในถุงขี้เลื่อยที่เตรียมไว้</li>
<li>หลังจากใส่เชื้อแล้วนำไปเข้าห้องบ่มเชื้อ</li>
<li>ที่อุณหภูมิธรรมดาและมีอากาศถ่ายเทสะดวก เส้นใยเห็ดจะเจริญเต็มถุงขี้เลื่อยใช้เวลา 25 &#8211; 30 วัน</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การทำให้ออกดอก</strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">จะเห็นว่าการเปิดดอกเห็ดหูหนูจะแตกต่างจาก</span>เห็ดอื่น ๆ เห็ดหูหนูจะให้ดอกเห็ดออกด้านข้างถุงโดยรอบ</li>
<li>เมื่อเส้นใยเห็ดเจริญเต็มถุง ให้ดึงคอขวดออกแล้วปิดปากถุง</li>
<li>ใช้มีดบาง ๆ หรือคัดเตอร์กรีดข้างถุงให้เป็นแนวเฉียงยาว สลับกันไปจนรอบถุง</li>
<li>การกรีดถุงควรกรีดในลักษณะเฉียงลง แบบกรีดต้นยางพาราจะดีกว่ากรีดตามแนวดิ่ง เพราะสามารถเก็บความชื้นได้ดีกว่า</li>
<li>กรีดให้ยาวประมาณ 6 &#8211; 8 เซนติเมตร โดยรอบประมาณ 15 &#8211; 20 แผล จากนั้นจึงนำถุงเห็ดไปวางบนชั้น หรือแขวนในโรงเปิดดอก โรงเรือนนี้ต้องสามารถเก็บความชื้นได้ดี</li>
<li>การรดน้ำควรใช้เครื่องฉีดชนิดพ่นฝอย ฉีดให้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งต่อวัน</li>
<li>เห็ดหูหนูต้องการความชื้นในการออกดอกสูงมาก</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>การเก็บผลผลิต </strong></h3>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">จะพบว่าดอกเห็ดหูหนูระยะแรกขอบจะหนาและ</span>โค้งคล้ายถ้วย เมื่อเจริญเต็มที่แล้วขอบของดอกเห็ดจะบางโค้งเป็นลอน ถ้าดึงจะหลุดได้ง่าย</li>
<li>ในระยะนี้เป็นระยะที่เก็บได้ การเก็บเมื่อดอกเห็ดโตเต็มที่พร้อมกันแล้ว ใช้มือรวบแล้วดึงเบา ๆ นำมาตัดก้านพร้อมทั้งเศษวัสดุที่ติดมาด้วยออกทิ้ง</li>
<li>บางแห่งการเก็บผลผลิตจะเก็บเฉพาะดอกแก่ก่อน ส่วนที่เหลือก็รอเก็บในวันถัดไป</li>
<li>วิธีนี้ถึงแม้เสียเวลาในการเก็บบ้าง แต่ก็สามารถเก็บได้ทุกวัน แต่จะมีเศษดอกเห็ดฉีกขาด ทำให้ดอกเห็ดเน่าเสียหายได้และมีศัตรูเห็ดเกิดขึ้น เช่น แมงหวี่ ฉะนั้นควรเก็บดอกเห็ดให้หมดในรุ่นเดียวกัน</li>
<li>ก้อนเชื้อที่ทำการเก็บผลผลิตไปแล้วนั้น ควรพักการรดน้ำประมาณ 5 &#8211; 8 วัน แล้วทำการรดน้ำใหม่ ก็จะทำให้ดอกเห็ดออกเร็วยิ่งขึ้น</li>
<li>ผลผลิตของเห็ดหูหนูที่ได้ ถ้าถุงเพาะขนาด 1 กิโลกรัม จะให้ผลผลิตโดยเฉลี่ยประมาณ 400 &#8211; 700 กรัมใช้เวลาเก็บประมาณ 2 เดือน &#8211; 2 เดือนครึ่ง</li>
<li>ถ้าเหลือจากการจำหน่ายดอกเห็ดสดก็สามารถนำมาทำแห้งเก็บไว้ได้</li>
<li>โดยนำดอกเห็ดมาล้างทำความสะอาดและใช้มีดตัดแต่ง แล้วนำเห็ดใส่ตะแกรงผึ่งแดดให้แห้งหรือโดยการอบแห้ง จนกระทั่งเห็ดมีความชื้น 8 &#8211; 12 เปอร์เซ็นต์</li>
<li>ถ้าเป็นเห็ดหูหนูชนิดบาง น้ำหนักจะลดลง 10 เท่าตัวของน้ำหนักสด แต่ถ้าเป็นเห็ดหูหนูชนิดหนา น้ำหนักจะลดลงประมาณ 5-8 เท่าตัว</li>
<li><span style="font-weight: 400;">โดยทั่วไปเห็ดหูหนูที่พบมี </span><span style="font-weight: 400;">2 ชนิด คือเห็ดหูหนูพันธุ์บาง และพันธุ์หนา</span></li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div  class="wpb_single_image wpb_content_element vc_align_center">
		
		<figure class="wpb_wrapper vc_figure">
			<div class="vc_single_image-wrapper   vc_box_border_grey"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="937" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/01-คุณค่าทางอาหารเห็ดหูหนู-01-1024x937.jpg" class="vc_single_image-img attachment-large" alt="" title="01 คุณค่าทางอาหารเห็ดหูหนู-01" srcset="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/01-คุณค่าทางอาหารเห็ดหูหนู-01-1024x937.jpg 1024w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/01-คุณค่าทางอาหารเห็ดหูหนู-01-300x275.jpg 300w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/01-คุณค่าทางอาหารเห็ดหูหนู-01-768x703.jpg 768w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/01-คุณค่าทางอาหารเห็ดหูหนู-01-1536x1406.jpg 1536w, https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/06/01-คุณค่าทางอาหารเห็ดหูหนู-01.jpg 1676w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px"  data-dt-location="https://farm.vayo.co.th/blog/wood-ear-mushroom-cultivation/01-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%ab/" /></div>
		</figure>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h3 class="p1" style="text-align: center;"><b>คลิกเพิ่มเพื่อน</b><span class="s1"><b>! </b></span><b>แจ้งเตือนบทความใหม่ก่อนใคร</b><b> </b><b>ฟรี</b><span class="s1"><b>!!</b></span></h3>
</blockquote>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<p><a href="https://line.me/ti/p/%40715qdllh"><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-2588 size-full" src="https://farm.vayo.co.th/blog/wp-content/uploads/2021/05/th.png" alt="เพิ่มเพื่อนไลน์" width="232" height="72" /></a></p>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div><div class="vc_row wpb_row vc_row-fluid"><div class="wpb_column vc_column_container vc_col-sm-12"><div class="vc_column-inner"><div class="wpb_wrapper"><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div>
	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<blockquote>
<h3 style="text-align: center;"><strong>ดูข้อมูลเพิ่มเติม</strong></h3>
</blockquote>

		</div>
	</div>

	<div class="wpb_text_column wpb_content_element " >
		<div class="wpb_wrapper">
			<ul>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/mushroom-culture-medium/">วิธีการเพาะเชื้อเห็ดในอาหารเหลว พี.ดี.เอ. และขยายเชื้อ</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/mushroom-cultivation-evaporative/">โรงเพาะเห็ดระบบ Evaporative ( EVAP )</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/lentinus-squarrosulas-mont/">วิธีการเพาะเห็ดขอนขาว</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/angel-mushroom-cultivation/">วิธีการเพาะเห็ดนางฟ้า​ ( เห็ดนางรมอินเดีย ) เห็ดนางฟ้าภูฐาน ( เห็ดนางรมภูฐาน หรือเห็ดภูฐาน )</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/oyster-mushroom-cultivation/">วิธีการเพาะเห็ดสกุลนางรม ( เห็ดนางฟ้า ) : ม. แม่โจ้</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/lingzhi-mushroom-cultivation/">วิธีการเพาะเห็ดหลินจือ ม.แม่โจ้</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/yanagi-matsutake-cultivation/">วิธีการเพาะเห็ดยานางิ หรือเห็ดโคนญี่ปุ่น</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/abalone-mushroom-cultivation/">วิธีการเพาะเห็ดเป๋าฮื้อ</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/schizophyllum-commune-cultivation/">วิธีการเพาะเห็ดแครง </a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/straw-mushrooms-cultivation/">วิธีการเพาะเลี้ยงเห็ดฟางวิธีการเพาะเลี้ยงเห็ดฟาง แบบ กอง, โรงเรือน และ ในตะกร้า</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/bamboo-mushroom-cultivation/">วิธีการเพาะเห็ดเยื่อไผ่ หรือ เห็ดร่างแห</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/champignon-mushroom/">วิธีการเพาะเห็ดแชมปิญอง หรือ เห็ดกระดุม</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/cultivate-golden-needle-mushroom/">วิธีการเพาะเห็ดเข็มทอง</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/puffball-mushrooms-cultivation/">วิธีการเพาะขยายพันธุ์ เห็ดเผาะ หรือ เห็ดถอบ : ม.แม่โจ้</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/shiitake-mushroom-cultivation/">วิธีการเพาะเห็ดหอม หรือเห็ดชิตาเกะ</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/king-oyster-mushroom-cultivation/">วิธีเพาะเห็ดนางรมหลวง หรือเห็ดออรินจิ</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/tremella-mushroom-cultivation/">วิธีการเพาะเห็ดหูหนูขาว หรือเห็ดแม่ไก่</a></li>
<li><a href="https://farm.vayo.co.th/blog/wood-ear-mushroom-cultivation/">วิธีเพาะเห็ดหูหนูดำหลังขาว หรือเห็ดหูช้าง</a></li>
</ul>

		</div>
	</div>
<div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div><div class="vc_empty_space"   style="height: 32px"><span class="vc_empty_space_inner"></span></div></div></div></div></div>
</div><p>The post <a href="https://farm.vayo.co.th/blog/wood-ear-mushroom-cultivation/">วิธีเพาะเห็ดหูหนูดำหลังขาว หรือเห็ดหูช้าง</a> appeared first on <a href="https://farm.vayo.co.th/blog">วาโย ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้การทำกสิกรรมธรรมชาติ และ ส่งเสริมสุขภาพองค์รวม</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
